คุณค่าและความดีของคน ดูกันในวันที่จากไปแล้ว
เมื่อผมเบื่อหน่ายและหนีมาจากชีวิตในเมือง.. .ep.8
วันนี้มาแปลกหน่อยนะครับ รูปภาพออกไปทางอบายมุข แต่มันมีสาเหตุครับ
ถ้าใครได้อ่านบทความของผมในep.7 เมื่อวานนี้ ว่าไอ้เรื่องบุญทาน ช่วงชีวิต อายุขัย มันมาคาบเกี่ยวเหนี่ยวเนื่องกันได้อย่างไรกันหนอกับไพ่ป๊อก!!!
อีตาคนเขียนนี่ท่าจะบ้าแล้วเป็นแน่แท้ หรือจะมาชักชวนให้เล่นการพนันขันต่อ เห็นท่าไม่ดีแล้ว เลิกติดตามดีกว่า การพนันเป็นสิ่งผิดกฎหมายนะ (แต่ร้านเจ็ด - สิบเอ็ดดันเผือกมีขาย แถมแคชเชียร์ยังถามว่ารับเป็นแบบขอบทองด้วยมั้ยคะ?)
ไม่ใช่นะครับ ผมไม่ได้มีเจตนาจะมาชวนเข้ากลุ่มพนันออนไลน์อะไรนั่น แต่ผมกำลังจะพูดถึงความหมายที่มันแอบแฝงอยู่ในไพ่ป๊อกต่างหาก อย่าเข้าใจผมผิด
แต่ก่อนอื่นผมขอแทรกพารากราฟนี้หน่อย เพื่อเป็นการไว้อาลัยถึง "ป้าสำอาง ยอดเมือง" ที่เพิ่งเสียชีวิตในเช้ามืดของวันนี้ (27 กันยายน 2563)
ข่าวการตายของป้าอาง นำมาซึ่งความเสียใจให้แก่แม่รุ่นพี่ผมเป็นอย่างมาก เพราะพวกเค้าเป็นลูกพี่ลูกน้องที่สนิทกัน เล่นและเติบโตด้วยกันมาแต่ยังน้อยๆ
ผมเป็นคนพาแม่ไปเคารพศพป้าอางหลังจากลูกหลานนำร่างมาไว้ที่บ้านของแก ก่อนที่จะแยกย้ายไปจัดแจงเรื่องงานต่างๆ และจัดพิธีรดน้ำศพที่วัดใกล้บ้าน
เมื่อไปถึงที่บ้านของแก ภาพที่ผมเห็นคือ ญาติพี่น้อง ลูกหลาน คนละแวกใกล้เคียง มารวมตัวกันแน่นไปหมด ผิดจากที่ผมคิดไว้ในใจว่า "แม่จะไปทำไมเนี่ย ในเมื่อตอนเย็นก็ต้องไปรดน้ำศพอยู่แล้ว"
ผมนั่งลงใคร่ครวญครุ่นคิดอะไรต่อมิอะไรหลายอย่าง จนปล่อยให้เข็มนาฬิกาทำงานของมันไปตามปกติ อย่างที่มันเคยเป็น โดยไม่ได้ใส่ใจสภาวะแวดล้อมรอบข้างเลย ไม่ได้ใส่ใจด้วยซ้ำว่าต้องออกไปรับซื้อขยะ หรือยังไม่ได้กินข้าว
"นี่สินะ ที่เค้าบอกกันว่า คนเราดูกันได้ตอนที่ตายเนี่ยแหละ ภาพมันฟ้องอะไรออกมาหลายต่อหลายอย่าง"
ป้าอางเป็นคนดี ถึงฐานะแกจะแค่พอมีพอกิน แต่ก็มีปัญญาส่งเสียลูกทุกคนเรียนจนจบ ลูกชายคนโตแกทำงานอยู่สนามบินสุวรรณภูมิ แกก็มีอาชีพทำนาเนี่ยแหละ ทำกันสองคนผัวเมีย พอลูกโตหน่อยก็มาช่วยพ่อแม่หลังว่างจากการเรียนหนังสือ รู้จักกิน รู้จักเก็บ ลูกทุกคนได้ดีหมด พอชีวิตแกเริ่มจะสบายเพราะลูกตอบแทนคุณส่งเสียเลี้ยงดู แกก็หมั่นเข้าวัดปฏิบัติธรรม ตักบาตร ทำบุญ อยู่มิได้ขาด ยามแกมีแล้วใครเดือดร้อนก็มาหยิบยืมแก ใช้คืนบ้าง ไม่ใช้บ้าง แกก็ไม่เคยโกรธ คิดเสียว่า "ชาติที่แล้วเราไปเอาของเขามา ชาตินี้เขาก็ต้องมาเอาคืนไป"
จวบจนไม่นานมานี้ เมื่อผมมาอยู่ที่นี่ได้ราวสามเดือนเห็นจะได้ แม่ก็ได้ทราบข่าวว่าแกป่วยและตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง ตามประสาคนที่เคยผ่านตรงนี้มาก่อน แกก็ยังพยุงกายโดยไหว้วานให้ผมขี่รถพาแกซ้อนไปเยี่ยมไปหา ถามสารทุกข์สุกดิบ พร้อมกับซื้อของติดมือไปฝากด้วย
ย้อนถามตัวเองเล่า เมื่อคราววัยรุ่น ที่เห็นเพื่อนเป็นยิ่งกว่าศาสดา เมื่อคุณแม่โทรมาบอกในวันหนึ่ง ขณะกำลังตั้งวงร่ำสุรากันหลังเลิกเรียน
"ปู ป้าแอ๊วเสียแล้วนะ พี่หนึ่งโทรมาบอกเมื่อเช้านี้ แกลาหยุดซักวันได้มั้ย? พาแม่ไปเคารพศพป้าแอ๊วหน่อย ที่กาญจนบุรี พ่อติดงานด่วน พาแม่ไปไม่ได้ อีกอย่างตอนแกยังเล็ก ป้าเค้าก็เอ็นดูแกอยู่"
"เอิ่ม.. .แม่ครับ พรุ่งนี้ผมมีเรียนตัวสำคัญ ขาดไม่ได้ ลาครบหมดแล้ว แม่ให้ปอนด์พาไปได้มั้ย? ผมไม่ว่างจริงๆ"
"น้องมันยังไม่มีใบขับขี่ แกพาแม่ไปหน่อยได้มั้ย เดี๋ยวแม่คุยกับอาจารย์ให้ นะลูก พี่หนึ่งก็บ่นถึงน้อง อยากเจอแก"
"โถ่แม่! ผมไปไม่ได้จริงๆ ผมไม่ไปคนนึงเนี่ย เค้าก็เผากันได้มั้งแม่!!"
"เออ ชั้นไปคนเดียวก็ได้ เดี๋ยวนั่งรถประจำทางไป ไม่กวนแกหรอก แต่แกจำชั้นไว้ให้ดีนะ สันดานแบบนี้ ตอนแกตาย แกจะไม่เหลือใคร ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่อยากจะไปงานแก"
ไขลานความทรงจำกลับไปตอนนั้น แล้วความรู้สึกบางอย่างก็ไหลย้อนสะท้อนกลับให้สะเทือนใจอะไรบางอย่างในตอนนี้
"กูไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้เลย ผู้คนแห่แหนกันมาจากไหน เยอะแยะไปหมด แล้วตอนกูตาย มันจะมีใครมารับศพกูที่โรงบาลมั้ยเนี่ย พี่น้องก็ไม่เคยติดต่อใครเลย เบอร์ทงเบอร์โทรก็ไม่ค่อยให้ใคร ไอ้ที่คบๆอยู่ก็เพราะผลประโยชน์ทั้งนั้น เพื่อนสนิทแม่งก็ขาดการติดต่อ แล้วบุญทานก็ไม่ค่อยอยากจะทำ ตายห่าไปจะมีใครใส่บาตรทำบุญไปให้กินวะเนี่ย.. ."
โอย.. .สารพัดจะคิดจะนึก ซึ่งมันสอดคล้องกับเรื่องที่ผมจะนำเสนอพอดี
มีคนเคยบอกผมว่า จริงๆแล้วการทำบุญน่ะ ไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย ใช้แค่แรงและเวลา เราก็ได้บุญ อย่างเช่นล้างห้องน้ำวัดนั่นปะไร ซึ่งตอนนี้ผมเริ่มคล้อยตามกับคำพูดนั้นแล้ว ก็เลยเปรยๆกับทีมงานสามขยึย (ขะ - หยึย) วันอาทิตย์หน้าเราหยุดกันมั้ย เดี๋ยวซื้ออะไรมาทำที่บ้าน แล้วใส่ปิ่นโตไปถวายเพลพระที่วัด พาแม่ไปด้วย ถวายเสร็จกรวดน้ำ รับพร เราก็ลงมือล้างห้องน้ำวัดกันดีกว่า เดือนนึงเราก็หยุดซักสองวัน ไม่ต้องไปเร่งหาเงินอะไรมากหรอก แค่นี้พ่อก็กรอบจะแย่อยู่แล้ว ให้พักผ่อนบ้าง ทำบุญกันบ้างเถอะวะเรา
"เราหรือมึง กูใส่บาตรทุกเช้าอยู่แล้ว" รุ่นพี่ยิ้มๆ เหมือนจะรู้เท่าทันความคิดผมว่ากำลังกลัวอะไรอยู่
ความรู้สึก ผิด ชอบ ชั่ว ดี นั้นมีมาแต่สมัยดึกดำบรรพ์เป็นแน่แท้ สิ่งนั้นได้ฝังรากหยั่งลึกลงไปในกมลสันดานของมนุษย์ทุกคน ดังนั้นจึงประเสริฐกว่าสัตว์เดรัจฉาน
ไม่ว่าจะชนชาติไหน ศาสนาใดล้วนแล้วแต่มีแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องสัจธรรมที่เที่ยงแท้และแน่จริงของชีวิต และพยายามจะถ่ายทอดถึงความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องกันอย่างน่าพิศวงของ อายุขัย ช่วงชีวิต พฤติกรรม ผ่านงานศิลปะทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็นงานจิตกรรม ประติมากรรม บทเพลงหรืออะไรก็แล้วแต่ รวมไปถึงเรื่องของ "ไพ่" แม้ตัวผู้อ่านบางท่านเมื่ออ่านจบก็ต้องอุทานว่า "เออ มันก็จริงอย่างที่อีตานี่มันเขียนนะ ไม่ได้ยกเมฆเอานี่หว่า"
เรื่องของเรื่องมันมีอยู่ว่า ผมเป็นคนสนใจทางด้านโหราศาสตร์ที่ลึกซึ้ง แต่มีเหตุผลอ้างอิงได้ว่า เพราะอะไร เหตุใด นักพยากรณ์ถึงล่วงรู้ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตได้ค่อนข้างแม่นยำ โดยอาศัยหลักการทางคณิตศาสตร์เป็นตัวตั้งเพราะมีกฎที่ตายตัว อีกทั้งยังเป็นคนที่หลงใหลในงานศิลปะทุกแขนง ที่มีความหมายอันแยบคายแฝงลงไปในผลงาน ผมจึงเลือกที่จะศึกษาอย่างจริงจังกับศาสตร์ไพ่ทาโรต์ และ"ไพ่ป๊อก"
หลายท่านยังไม่ทราบว่า ถ้าจะศึกษาให้ลึกลงไปในแก่นของศาสตร์ไพ่ทาโรต์หรือไพ่ยิปซีที่คนไทยเราคุ้นปากกันนั้น หาใช่เพียงการอ่านความหมายของ สี อารมณ์ เหตุการณ์ สภาวะแวดล้อม และตัวเลขที่ปรากฎอยู่บนไพ่ไม่ หากแต่ยังมีรายละเอียดลึกซึ้งอ้างอิงลงไปอีกตามหลักของ "คับบาล่าห์ (Kabbalah tree of life)" จักรราศี ดวงดาว ซึ่งเป็นอะไรที่ซับซ้อนยากเกินกว่าจะอธิบายให้เข้าใจได้ภายในวันเดียว
"ไพ่ป๊อก" ก็เป็นอีกศาสตร์ที่ผมสนใจใครรู้ และเมื่อลองศึกษาดูอย่างจริงจัง ผมก็พบว่า ไอ้หยา!!! ไอ่คนที่ประดิษฐ์ขึ้นมานี่มันช่างมีแนวคิดลึกซึ้งแยบคายเป็นบ้า!
ไพ่ป๊อกนั้นถูกคิดค้นขึ้นโดยอีตาอั้งม้อกุ้ยตาน้ำข้าวชาวฝรั่งเศส ชื่อนาย เกิงโกเนอร์ (Gungoneur) ในปี ค.ศ. 1410 โดยคิดจำนวนไพ่ที่ใช้เล่น 52 ใบ แทนจำนวนสัปดาห์ในหนึ่งปี แบ่งออกเป็น 4 ชุด ชุดละ 13 ใบ แทนข้างขึ้นข้างแรม ผลรวมจำนวนแต้มของไพ่ 52 ใบ เท่ากับ 364 แต้ม แจ็ค มีค่าเท่ากับ 11 แต้ม, ควีนหรือแหม่ม มีค่าเท่ากับ 12 แต้ม, คิง มีค่าเท่ากับ 13 แต้ม ไพ่โจ๊กเกอร์ใบแรก มีค่าเท่ากับ 1 แต้ม รวมกับ 364 แต้ม เป็น 365 อันหมายถึง จำนวนวันในหนึ่งปี โจ๊กเกอร์ใบที่สอง จะแทนความหมายของปี อธิกสุรทิน ที่เดือนกุมภาพันธ์ มี 29 วัน
ในหนึ่งสำรับ แบ่งออกเป็นสีแดงจำนวน 26 ใบ และสีดำอีก 26 ใบ แทนความหมายที่ว่า โลกถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน สีแดงคือโลกฝั่งตะวันออก สีดำคือโลกฝั่งตะวันตก มีนัยแฝงถึงจิตใจของมนุษย์ ที่มีทั้งดีและชั่ว มีด้านสว่าง ก็มีด้านมืด
โดยแจ็คนั้น แทน ชายหนุ่ม ควีนหรือแหม่ม แทน หญิงสาว และคิง แทน ชายสูงวัย
♣️ดอกจิก หมายถึง ความรู้
♦️ข้าวหลามตัด หมายถึง การเงิน ความมั่งคั่ง
♥️หัวใจหรือโพธิ์แดง หมายถึง ความรัก
♠️โพธิ์ดำ หมายถึง ความตาย
ส่วนในเรื่องของรายละเอียดอื่น อย่างความหมายของจำนวนเลขว่ากี่แต้มดอกนี้ มีความหมายว่าอย่างไรก็ขอใช้คำเดิมครับ "ไปลองค้นหาดูในกูเกิ้ล"
ที่เราจะมาพูดถึงกันต่อไปนี้ คือความหมายของ แจ็ค แหม่ม คิง แต่ละดอกนั้น ได้บ่งบอกซ่อนนัยสำคัญอะไรเอาไว้ให้ชวนคิด ถึงสัจธรรมชีวิตของคนเรา (ในที่สุด ผมก็ลากเอาหัวเรื่องเอามาขมวดกันตรงนี้จนได้)
มาดูที่ดอกจิก(♣️)ก่อนนะครับ ซึ่งหมายถึงความรู้ จะเห็นว่า แจ็คตอนหนุ่มๆเนี่ย ไม่ค่อยจะสนใจใฝ่หาความรู้สักเท่าไหร่หรอก มัวแต่เที่ยวเตร่ สนุกสนานไปวันๆ แจ็คจึงเบือนหน้าหนีดอก แต่หนีไม่หมดนะครับ ยังมีเอียงๆบ้าง ไม่ได้ถึงกับหันหลังให้เลย คล้ายกับถูกพ่อแม่บังคับให้ไปเรียนหนังสืออะไรอย่างนั้น
ส่วนควีนนั้น ไม่ว่าจะสาวหรือสูงวัย ล้วนแล้วแต่สนใจใฝ่ศึกษา แสวงหาองค์ความรู้ใหม่ๆ อยากรู้ไปซะทุกเรื่อง เรียนรู้และทดลอง เพื่อหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองอยู่เสมอ ใส่ใจในเรื่องบุญบาป รู้สึกผิดชอบชั่วดี รู้จักระงับยับยั้งชั่งใจ จึงหันหน้าหาดอกแบบเอียงๆ
ในขณะที่คิงนั้น เมื่อเข้าช่วงสูงวัย จากชายหนุ่มที่รักสนุก เที่ยวเตร็ดเตร่ ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องอนาคตสักเท่าไหร่ พอเติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ก็เริ่มสนใจศึกษาหาความรู้ เริ่มตระหนักถึงบาปบุญคุณโทษ เข้าวัดเข้าวาบ้างแล้ว จึงหันหน้าเข้าหาดอกแบบเอียงๆเช่นกัน
ข้าวหลามตัด (♦️) ซึ่งหมายถึง การเงิน ความมั่งคั่ง แจ็คนั้นตอนหนุ่มๆ ก็ค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่องเงินทองพอสมควร หากินน่ะครับไม่ใช่หาเก็บ เที่ยวเตร่หาความสำราญ ซื้อความสุขใส่ตัว ยังไงก็ต้องมีเงิน ก็เลยหันหน้าเข้าหาดอกแบบเอียงๆ
ส่วนควีน ไม่ว่าจะวัยสาวหรือเฒ่าชรา ก็ล้วนมีภาระต้องใช้เงินกันทั้งนั้น เมื่อวัยสาวก็ใช้เงินช้อปปิ้งซื้อสิ่งของที่ตนอยากได้ คอยบำรุงปรุงแต่งให้สาวและสวยอยู่ตลอดเวลา พอเริ่มเป็นผู้ใหญ่มีครอบครัวไหนจะลูกเต้ากำลังกิน กำลังเรียน ไหนจะภาระเรื่องค่าใช้จ่ายภายในบ้าน แต่มิวายยังต้องห่วงแต่งองค์ทรงโฉม ให้ดูอ่อนเยาว์ไม่ให้โรยรา นี่ก็หันหน้าเข้าหาดอกแบบเอียงๆ อีกแล้ว
ผิดกับคิง ที่หันหน้าเข้าหาดอกอย่างเต็มที่ หมายถึง เมื่อชายหนุ่มเติบโตเป็นผู้ใหญ่มีครอบครัวแล้ว ย่อมต้องพยายามดิ้นรนขวนขวายหาความมั่นคงให้ครอบครัวและตัวเองในยามแก่เฒ่า ใส่ใจในการเก็บออม มั่งคั่งแล้วก็ต้องหาเงินเพิ่ม เอามาต่อยอดเข้าไปอีก ลูกหลานจะได้สุขสบายในอนาคต เคยได้ยินอาแปะคนหนึ่งพูด "ลื้อเชื่อมั้ย? ผู้ชายเรายิ่งแก่ยิ่งงก งกเสียยิ่งกว่าผู้หญิงอีก"
มาดูหัวใจหรือโพธิ์แดง (♥️) กันบ้าง อันหมายความถึงความรัก แจ็คนั้นหันหน้าเข้าหาดอกแบบจังๆ ไม่เอียงอะไรทั้งสิ้น อันว่าชายหนุ่มนั้น เวลารักเปรียบเสมือนโคถึกที่คึกพิโรธ จะเอาท่าเดียว ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น บางรายมากรักหลายเมีย พันพัวให้มั่วไปหมด รักสนุก เสาะแสวงหาเรื่องกามารมณ์เป็นนิจ ยังไม่รู้ถูกผิดลูกเขาเมียใคร
ผิดกับควีน ที่ให้ความสำคัญกับความรักบ้างในวัยสาว แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญจนถึงที่สุด ขอฉันเล่าเรียนศึกษาหาความรู้ก่อนนะจ๊ะพ่อหนุ่มน้อยคาสโนว่า อนาคตเราค่อยมาลงลึกถึงรายละเอียดกัน เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องงานและครอบครัว ลูกเต้า ญาติพี่น้อง มากกว่าความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับคู่ครอง
คิงนั้นก็เช่นเดียวกัน หันหน้าเข้าหาดอกบ้างแบบเอียงๆ เพราะเริ่มหมดกลิ่นพิศวาส ฉันมีหน้าที่การงาน ลูกน้อง สังคม ไหนจะเจ้านายอีก ก็ด้วยหวังตำแหน่งหน้าที่จะได้เจริญก้าวหน้า ฐานะจะได้มั่นคง ก็เพื่ออนาคตของลูกๆนั่นแหละ ตอนแต่งงานกันใหม่ๆ เราก็ไปฮันนีมูนกันบ่อยแล้ว ตอนนี้ขอเมคมันนี่ก่อนที่รัก เรื่องเมคเลิฟมีเวลาค่อยว่ากันนะจ๊ะ
และสุดท้ายโพธิ์ดำ (♠️) อันหมายถึงความตาย
อีแจ็คนั้นหันหน้าสะบัดหนีดอกเต็มๆคอแทบหัก กูยังหนุ่มยังแน่น กูยังไม่อยากตาย ยังมีอะไรอีกร้อยแปดพันเก้าที่ยังไม่ได้ทำ เกิดมาทั้งทีจนโตเป็นหนุ่มทั้งแท่ง จะมาตายง่ายๆได้ยังไง รับไม่ได้
ควีนนั้นก็ด้วย หันหน้าหนีดอกแบบเอียงๆ ด้วยว่ากลัวความตาย นัยแฝงอีกอย่างคือกลัวความแก่ด้วย อันที่จริงคนเราก็หนีไม่พ้นนะ ก็เตรียมใจไว้บ้างแล้ว อีกอย่างเราก็หมั่นทำบุญสุนทาน เมื่อถึงวันนั้นคงมีอะไรติดตัวไปโลกหน้าบ้าง
คิงก็เช่นกัน เอียงหน้าหนีดอก ก็คนมันยังไม่อยากตายนี่ ถึงแก่แล้วก็เถอะ แต่เอาน่า ทั้งชีวิตทำมาหากินจนมีอะไรเป็นปึกแผ่นแล้ว ลูกหลานก็ไปตลอดรอดฝั่งแล้ว บุญก็ทำ ทานก็บริจาคบ้างพอสมควรแล้ว ไม่มีอะไรต้องห่วงอีก
จะเห็นนะครับ ว่ามีเพียงดอกเดียวที่ทุกคนพร้อมใจกันหันหน้าหนีหมด นั่นก็คือโพธิ์ดำ ใช่ครับ ทุกคนไม่มีใครอยากตาย
ผมกำลังจะบอกอะไรท่านผู้อ่านครับ อดีตเป็นไปไม่ได้ที่จะกลับไปแก้ไข อนาคตไม่เคยมีใครล่วงรู้แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ ปัจจุบัน มีเพียงตัวเราเท่านั้นที่จะกำหนดวันสุดท้ายของชีวิตเราเองได้ จะเลือกเป็นที่สรรเสริญ หรือสาปแช่ง เลือกที่จะมีเกียรติหรือหมดค่า ตัวเราเท่านั้นที่เป็นคนเขียนบทและกำกับในตอนนั้นจริงๆ
หมั่นสร้างความดีให้เป็นที่รัก ฝักใฝ่ในบุญเพื่อเป็นเสบียงไปโลกหน้า ตอนนี้ยังมีเวลานะครับ.. .
เอ๊า!!! จบกันแบบดื้อๆเนี่ยนะ
ถ้าอ่านแล้วชอบ โดนใจ มีสาระ น่าติดตาม
ฝากกดไลค์ กดแชร์ และกดติดตามด้วยครับผม😃
ขอบพระคุณครับ🙏
ความคิดเห็น
ยังไม่มีข้อความในโพสต์นี้