ในช่วงที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่ในยุครุ่งเรืองภายใต้การคุมทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ป๋าเฟอร์กี้อาจมีลูกทีมเป็นแข้งระดับโลกนับไม่ถ้วน...
แต่มีนักเตะเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่ลงสนามให้ทีมปีศาจแดงเป็นครั้งแรก แล้วทำแฮตทริกได้ทันที
เวย์น รูนี่ย์ คือคนคนนั้น แถมทำได้ตอนที่อายุแค่ 18 ปีอีกต่างหาก
ย้อนไปเมื่อปี 2004 เวย์น รูนี่ย์ ในวัยทีนเอจ คือดาวรุ่งพุ่งแรงอันดับหนึ่งของอังกฤษอย่างไม่ต้องสงสัย
เขาแจ้งเกิดในวงการมาก่อนหน้านั้นแล้วสักพักกับ เอฟเวอร์ตัน ตั้งแต่ยิงประตูชัยดับ อาร์เซน่อล 2-1 เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2002 พร้อมกับทำสถิติกลายนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ยิงได้ในพรีเมียร์ลีก ณ เวลานั้น ด้วยวัยเพียง 16 ปี 360 วัน
คือก่อนหน้านั้น อาร์เซน่อล ไม่แพ้ใครในลีกนานถึง 30 นัดติดต่อกัน แต่สถิติไร้พ่ายอันยาวนานกลับถูกหยุดลงด้วยลูกยิงสุดสวยของเด็กร่างตันคนนี้ ที่เพิ่งได้โอกาสลงสนามให้ทีมชุดใหญ่ได้แค่ไม่กี่เดือน
ถึงแม้ในเวลาต่อมา นักเตะอย่าง เจมส์ มิลเนอร์ และ เจมส์ วอห์น จะทำลายสถิติการเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ยิงประตูในพรีเมียร์ลีกแทนได้ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เวย์น รูนี่ย์ คือดาวรุ่งที่พุ่งแรงที่สุด และเป็นนักเตะชาวอังกฤษที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด หากนับเฉพาะคนที่ได้เดบิวต์หลังพ้นยุคมิลเลนเนียม
ทัวร์นาเมนต์ที่สร้างชื่อให้ เวย์น รูนี่ย์ ยิ่งโด่งดังมากขึ้นไปอีก คือศึก ยูโร 2004 ที่ประเทศโปรตุเกส ซึ่งถือเป็นทัวร์นาเมนต์ระดับเมเจอร์รายการแรก ที่วันเดอร์คิดคนนี้ได้รับใช้ชาติ
รูนี่ย์ ยิงไปถึง 4 ประตูในรายการนั้น จากการซัดเบิ้ลได้ในเกมพบกับทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ และโครเอเชีย ทำให้สปอตไลท์แทบทุกดวงของยุโรป สาดส่องไปที่ รูนี่ย์ มากขึ้น
ฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยม ทำให้ รูนี่ย์ ถูกยกให้เป็นนักเตะที่ดีที่สุดของทีมชาติอังกฤษตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20 ปี และนั่นทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องการตัวไปเสริมทีม เพื่อแย่งชิงความยิ่งใหญ่จาก เชลซี กลับคืนมาให้ได้โดยเร็ว
แม้ รูนี่ย์ จะต้องพักรักษาตัวนานหลายเดือน เนื่องจากได้รับบาดเจ็บในเกมพบกับ โปรตุเกส ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญให้ทีมสิงโตคำรามแพ้ทีมเจ้าภาพ ในการดวลจุดโทษจนตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย แต่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่เคยหยุดให้ความสนใจ
และแน่นอนว่า เอฟเวอร์ตัน ก็ไม่ต้องการขาย รูนี่ย์ ออกไป ไม่ว่าทีมทอฟฟี่จะอยู่ในสภาพขาดความคล่องตัวทางการเงินขนาดไหนก็ตาม เพราะนี่คือสมบัติล้ำค่าอันดับหนึ่งของประเทศ และยังมีอนาคตสดใสในเส้นทางอาชีพไปอีกไม่น้อยกว่า 10 ปี
ฤดูกาล 2004-05 แมนฯ ยูไนเต็ด ออกสตาร์ทซีซั่นด้วยผลงานย่ำแย่
พวกเขาแพ้ อาร์เซน่อล ซึ่งเพิ่งเป็นแชมป์ไร้พ่ายในศึก คอมมิวนิตี้ ชิลด์ ก่อนจะเป็นทีมแรกที่แพ้ให้กับ เชลซี ของ โชเซ่ มูรินโญ่ ในพรีเมียร์ลีกที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ด้วยสกอร์ 0-1
เกมลีก 4 นัดแรกของฤดูกาลนั้น เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พาทีมเก็บชัยชนะเพียงนัดเดียว โดยเฉือนน้องใหม่อย่าง นอริช ซิตี้ แบบหืดจับ 2-1
สาเหตุสำคัญของฟอร์มสุดฝืด คืออาการบาดเจ็บของดาวยิงตัวความหวังอย่าง รุด ฟาน นิสเตลรอย เช่นเดียวกับตัวเก๋าอย่าง โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ที่พักยาวจนคนลืมไปว่าตอนนั้นเพชฌฆาตหน้าทารกยังไม่แขวนสตั๊ด
ขณะที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ก็ต้องไปเล่นให้ทีมชาติโปรตุเกสชุดยู-23 ทำศึกฟุตบอลชายโอลิมปิกที่เอเธนส์ เท่ากับว่าแนวรุกผีแดงตอนนั้น ต้องฝากความหวังไว้กับสมาชิกใหม่อย่าง อลัน สมิธ เป็นหลัก
วันที่ 25 สิงหาคม 2004 ระหว่างเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบคัดเลือก ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เอาชนะ ดินาโม บูคาเรสต์ 3-0 ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด มีแฟนบอลรุ่นเยาว์คนหนึ่ง ซึ่งทราบภายหลังว่าชื่อ โจ รวน ชูป้ายกระดาษที่ทำขึ้นเอง โดยเขียนข้อความง่ายๆ ตามประสาเด็กว่า “Please Buy Rooney”
นั่นแสดงให้เห็นว่าบรรดาเด็กผีทุกคน อยากเห็นทีมรักคว้าตัวกองหน้าที่โดดเด่นที่สุดของประเทศไปอยู่ด้วยขนาดไหน
อันที่จริง ต่อให้ไม่มีแฟนบอลคนไหนเรียกร้อง ปฏิบัติการดูด เวย์น รูนี่ย์ เข้าสู่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ก็คือภารกิจที่ เซอร์ อเล็กซ์ ต้องการทำให้สำเร็จอยู่ดี
เพราะถ้าทีมอื่นได้ตัวไป ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่บริษัทใหญ่แพ้ประมูลโครงการสำคัญ ในการแย่งชิงสิทธิ์ครอบครองทรัพย์สิน ที่ถูกตีราคาว่ามีมูลค่ามากที่สุดชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศชาติ
ซึ่งสโมสรที่พร้อมทุ่มเงินสู้ราคาแข่งขันด้วย ก็คือ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ที่ต้องการได้ตัว รูนี่ย์ ไปประสานงานกับตำนานดาวยิงอย่าง อลัน เชียเรอร์
ในหนังสืออัตชีวประวัติของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เผยว่า กว่าที่ทีมปีศาจแดงจะบรรลุข้อตกลงคว้าตัว รูนี่ย์ ไปเสริมทัพได้ ก็ต้องรอถึงช่วงก่อนเดดไลน์ปิดตลาดซื้อขายซัมเมอร์ปี 2004 เพียง 7 ชั่วโมง
บิลล์ เคนไรท์ อดีตประธานสโมสรเอฟเวอร์ตัน ถึงกับร้องไห้ในคืนสำคัญของการเจรจา ขณะที่ เดวิด มอยส์ กุนซือทอฟฟี่สีน้ำเงินในตอนนั้น แสดงท่าทางขึงขังว่าจะไม่มีทางปล่อยสมบัติสำคัญให้ในราคาถูกๆ แน่
สุดท้าย แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องยอมทุ่มเงินรวมออปชั่นทั้งหมดเป็นมูลค่าสูงกว่า 25 ล้านปอนด์ ส่งผลให้ เวย์น รูนี่ย์ คือเจ้าของสถิตินักเตะอายุไม่ถึง 20 ปีที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลก ณ เวลานั้น
สิ่งที่ทำให้ เซอร์ อเล็กซ์ ประทับใจรูนี่ย์ นอกจากพรสวรรค์ที่เก่งเกินเด็ก คือคาแรกเตอร์ที่เป็นคนมุ่งมั่น กระหายอยากลงสนามตลอดเวลา
สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ นักเตะคนนี้ มีพละกำลังพร้อมสำหรับวิ่งพล่านทั่วสนามได้ตลอด 90 นาที
อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญของ รูนี่ย์ คือรูปร่างที่เป็นนักเตะโครงใหญ่ และมีน้ำหนักตัวค่อนข้างมาก
เฟอร์กี้เคยเผยว่า เขามองว่าเด็กคนนี้จะขึ้นสู่จุดพีคตอนอายุราวๆ 26 แต่ถ้าเข้าวัยเลขสามเมื่อไร ความฟิตจะตกลงฮวบฮาบทันที
ซึ่งปัญหาสำคัญคือเรื่องสรีระนั่นแหละ เขาไม่ใช่ผู้เล่นที่รูปร่างพื้นฐานดีเหมือน คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่พร้อมเล่นระดับสูงได้จนกระทั่งอายุเกือบๆ 40 ปี จากการขยันฟิตกล้ามเนื้อ และดูแลร่างกายให้ดีตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม เซอร์ อเล็กซ์ ยังเชื่อมั่นว่าการเซ็นสัญญากับ เวย์น รูนี่ย์ ยังคงเป็นสิ่งสำคัญเพื่ออนาคตระยะยาวของสโมสร เพราะนักเตะคนนี้มีพรสวรรค์ที่หาตัวจับยาก และความกล้าหาญในการต่อสู้ที่เหนือกว่านักเตะรุ่นราวคราวเดียวกัน
ก่อนที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จะโด่งดังแบบปัจจุบัน หากเทียบกันสมัยที่ยังเป็นดาวรุ่งทั้งคู่ ถือว่า เวย์น รูนี่ย์ ถูกยกย่องในตอนเด็กมากกว่า
และต่อให้ถึงวันที่ รูนี่ย์ เข้าสู่วัยเลยจุดพีคจริงๆ เฟอร์กี้ก็ยังมีแผนสำรองอีกว่า สามารถปรับตำแหน่งให้ถอยไปเล่นเป็นกองกลางในภายหลังแทนได้
การได้ตัวนักเตะพรสวรรค์สูงที่สุดของอังกฤษมาร่วมทีมตั้งแต่วัยรุ่น ทำให้ เซอร์ อเล็กซ์ ต้องใช้ศิลปะชั้นสูงในการดูแลคน มาประคบประหงม รูนี่ย์ ตั้งแต่ปีแรกๆ ที่ได้ตัวเขามาร่วมทีม
เขาไม่ใช่นักเตะที่ย้ายมาปุ๊บก็พร้อมลงปั๊บ จากการที่มีอาการบาดเจ็บกระดูกเท้าแตกติดตัวมาตั้งแต่ศึกยูโร
กว่าที่ดาวยิงร่างตันจะได้เดบิวต์กับต้นสังกัดใหม่ ต้องใช้เวลาหลังจากเปิดตัวชูเสื้อเกือบๆ 1 เดือน
วันที่ 28 กันยายน 2004 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ลงเตะเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก พบกับ เฟเนร์บาห์เช่ ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เกมนั้น เวย์น รูนี่ย์ ได้ลงเล่นให้ทีมปีศาจแดงเป็นนัดแรก ก่อนพาทีมชนะไปแบบท่วมท้นด้วยสกอร์ 6-2
ทุกคนคงจำได้ว่าเกมนั้น รูนี่ย์ ทำแฮตทริกได้สำเร็จ โดยยิงครบ 3 ประตูตั้งแต่เกมยังไม่ครบหนึ่งชั่วโมง
ทั้ง 3 ประตูโชว์ให้เห็นถึงความเร็วในการเคลื่อนที่เข้าหาบอล, ยิงได้อย่างหนักหน่วงทั้ง 2 เท้า และซัดได้ทั้งจังหวะโอเพ่นเพลย์และฟรีคิก แถมทำแอสซิสต์จากการกระโดดโหม่งชงให้ ดาวิด แบลลิยง หลุดไปยิงปิดท้ายอีกต่างหาก
การยิงได้ตั้งแต่เกมแรก ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่สวยหรู, การยิงได้ 2 ประตูจะทำให้มันคือวันที่สมบูรณ์แบบ แต่การซัดแฮตทริกได้ตั้งแต่นัดแรก จะทำให้ชื่อของคุณเป็นตำนาน
ในเมื่อประเดิมเครื่องแบบผีแดงนัดแรกได้อย่างมหัศจรรย์ แน่นอนว่า รูนี่ย์ ต้องอยากได้ลูกฟุตบอลของเกมนั้นกลับไปเก็บเป็นที่ระลึก ตามสิทธิ์ที่นักเตะที่ทำแฮตทริกได้พึงได้รับ
แต่ผู้ตัดสิน แฟร้งค์ เดอ บลีคแกร์ จากเบลเยียม ปฏิเสธที่จะมอบมันให้กับดาวยิงวัยทีนเอจ โดยบอกว่า “บอลลูกนี้มันสำหรับผม”
ทว่ามีคนคนหนึ่งเดินเข้าไปหาผู้ตัดสินในห้องแต่งตัว เพื่อทวงสิ่งของเล็กๆ แต่เต็มไปด้วยคุณค่าทางจิตใจกลับมาให้
คนที่เอาลูกบอลกลับมาให้ รูนี่ย์ ได้ในตอนนั้นคือ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน
“ผมไม่อยากจะเชื่อเลย ผู้จัดการทีมมาถามผมว่า “อะไรวะเนี่ย! แกไม่ได้ลูกบอลงั้นเหรอ?” แล้วเขาก็ออกไปหาผู้ตัดสิน”
“จากนั้นเขากลับมาพร้อมกับลูกบอล และผมไม่สามารถขอบคุณเขาได้มากพอเลยจริงๆ” ดาวยิงร่างตัน พูดถึงความประทับใจที่มีต่อผู้จัดการทีมในเกมนั้นเอาไว้
ภายใต้การดูแลของ เซอร์ อเล็กซ์ ดาวเตะผู้เป็นผลผลิตจากเมอร์ซี่ย์ไซด์รายนี้ค่อยๆ กลายเป็นผู้เล่นที่เก่งกาจขึ้นเรื่อยๆ
หลังจาก รุด ฟาน นิสเตลรอย ย้ายออกไปแค่ปีเดียว เวย์น รูนี่ย์ ก็ได้ครอบครองเสื้อหมายเลข 10 ในปี 2007
เขาเป็นกำลังสำคัญของทีมชุดที่แกร่งที่สุดชุดหนึ่งในประวัติศาสตร์ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัยซ้อน (2006-2008) โดยในช่วงเวลานั้นเขาคือสตาร์ตัวชูโรงร่วมกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และช่วยกันพาทีมคว้าแชมป์ยุโรป และสโมสรโลกได้ในปี 2008
บางที เวย์น รูนี่ย์ คือนักเตะที่อยู่ในข่าย “ชอบยิงประตูระดับตำนาน” มากกว่าจะใช้คำว่า “ตำนานดาวยิง”
ถึงแม้ รูนี่ย์ จะเป็นเจ้าของสถิติดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของ แมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยผลงาน 253 ประตู จากการลงสนาม 559 นัดรวมทุกรายการ แต่มันก็ต้องใช้เวลานานถึง 13 ปี หรือเฉลี่ยปีหนึ่งเขายิงรวมทุกถ้วยไม่ถึง 20 ลูก
ตลอดอาชีพค้าแข้ง รูนี่ย์ มีฤดูกาลที่ยิงรวมทุกถ้วยได้มากกว่า 25 ประตูเพียง 2 ครั้ง คือซีซั่น 2009-10 และ 2011-12 ที่ซัดไป 34 ประตู
แต่หลายๆ ประตูที่เขาเคยยิงในสีเสื้อปีศาจแดง ตั้งแต่ตอนเป็นดาวรุ่งจนถึงตอนเป็นนักเตะตัวเก๋า ถูกจดจำว่าเป็นลูกยิงระดับคลาสสิค
ไม่ว่าจะเป็นจังหวะตะบันเต็มข้อแบบไม่ต้องจับใส่ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ในเกมพรีเมียร์ลีกเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2005
ไม่ว่าจะเป็นลูกกลับตัวยิงจากระยะครึ่งสนามใส่ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2014
ไม่ว่าจะเป็นลูกฟรีคิกปลิดวิญญาณ ที่ตีเสมอ สโต๊ค ซิตี้ ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ที่ทำให้เขาทำลายสถิติของ เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ขึ้นเป็นดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของปีศาจแดง เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2017
และแน่นอน ลูกจักรยานอากาศที่เป็นประตูชัยดับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-1 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2011 ถูกยกให้เป็นลูกยิงที่สวยที่สุดตลอดกาลในประวัติศาสตร์ของพรีเมียร์ลีก มาจนถึงทุกวันนี้
เวย์น รูนี่ย์ คือนักเตะที่คว้าแชมป์ระดับเมเจอร์กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ครบทุกรายการอย่างแท้จริง
แชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัย, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 ครั้ง (เข้าชิง 3 หน), เอฟเอ คัพ 1 ครั้ง, ลีก คัพ 3 ครั้ง, สโมสรโลก 1 หน และปิดท้ายด้วย ยูโรปา ลีก เมื่อปี 2017
ความเป็นจริงก็คือ นับตั้งแต่ รูนี่ย์ อำลาถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อ 3 ปีก่อน หลังจากนั้นมา สโมสรก็ไม่ประสบความสำเร็จคว้าแชมป์รายการใดๆ ได้อีกเลย
นั่นหมายความว่าเขาคือกัปตันทีมคนสุดท้ายที่ได้ชูถ้วยแชมป์ของทีมปีศาจแดง
ผลงานที่ เวย์น รูนี่ย์ เคยฝากเอาไว้ภายใต้เครื่องแบบ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถือว่าเป็นที่ยอมรับของนักเตะระดับโลกหลายต่อหลายคน
อดีตเพื่อนซี้อย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เผยว่า “สำหรับผมแล้ว พลังของรูนี่ย์ อยู่ที่สภาพจิตใจ และความแข็งแกร่งของเขา”
“เขาไม่เคยหยุดเคลื่อนที่ เขาวิ่งตลอดเวลาและช่วยทีมเสมอ เขาคือนักเตะประเภท team player ที่มหัศจรรย์และยิงได้หลายประตู เขายิงประตูสำคัญได้หลายลูก สำหรับผมเขาสุดยอดมาก”
“เขาคือเด็กมหัศจรรย์ของอังกฤษ ทุกคนรักเขา เขาคือเด็กมหัศจรรย์”
“ผมและเพื่อนร่วมทีมเคยเรียกเขาว่าพิตบูล ผมจำได้ตอนที่เราทำบอลเสีย เขามีพลังมหาศาลที่ตามไปแย่งบอลคืนได้อย่างแข็งแกร่ง และทักษะการยิงของเขามันไม่น่าเชื่อ”
ส่วน ลิโอเนล เมสซี่ ก็เคยชี้ว่า รูนี่ย์ คือนักเตะอังกฤษที่ดีที่สุด เท่าที่เขาเคยเผชิญหน้าด้วย
“ถ้าคุณมองไปที่ความสามารถในแง่เทคนิคของนักเตะอย่าง เวย์น รูนี่ย์ เขาเก่งไม่แพ้นักเตะยุโรปคนไหนเลย”
“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราเคยเจอทีมจากอังกฤษหลายทีมในยุโรป และต้องต่อสู้กับคนเก่งๆ หลายคน แต่สำหรับผม ผมเคารพ เวย์น รูนี่ย์ อยู่ตลอดเวลา”
แม้กระทั่ง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ที่ไม่ค่อยเอ่ยปากชมใครง่ายๆ ก็ยังนับถือ รูนี่ย์ หลังเคยร่วมงานกันฤดูกาลเดียวในซีซั่น 2016-17
ดาวยิงคนดังชาวสวีเดนเผยว่า “ผมคิดว่าเขาคือพาร์ทเนอร์ที่สมบูรณ์แบบสำหรับคนเล่นตำแหน่งกองหน้า รวมถึงตัวผมเองด้วย”
“ในฐานะที่เป็นกองหน้า ผมชอบที่จะเล่นร่วมกับนักเตะอย่าง เวย์น รูนี่ย์ เพราะเขาไม่ได้มีอีโก้ เขาเป็นนักเตะที่เล่นเพื่อทีม เขาวิ่งเยอะมาก เขาคือนักสู้และเป็นผู้เสียสละ เขาแอสซิสต์ให้เพื่อนสวยๆ หลายครั้ง”
“ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้เล่นร่วมกับรูนี่ย์ เขาจะมีความสุขและโชคดีมาก เพราะเขาจะช่วยให้คุณยิ่งทำผลงานดีขึ้นไปอีก เขาคือพาร์ทเนอร์กองหน้าในอุดมคติเลยทีเดียว”
ถึงแม้ เวย์น รูนี่ย์ อาจไม่ใช่กองหน้าที่โดดเด่นในเรื่องความเป็นเพชฌฆาตในกรอบเขตโทษ แต่ถ้าสังเกตให้ดีๆ นักเตะที่เคยเป็นเพื่อนร่วมทีมของเขา มักมีสถิติการทำประตูที่ดีหลายคน
จาก รุด ฟาน นิสเตลรอย, คริสเตียโน่ โรนัลโด้, คาร์ลอส เตเวซ, ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ, ฮาเวียร์ “ชิชาริโต้” เอร์นานเดซ, โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ไปจนถึง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช
ถ้าจะบอกว่า รูนี่ย์ คือ “หน้าต่ำที่ดีที่สุด” เท่าที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยมีก็คงไม่ผิดนัก
อย่างไรก็ตาม การย้ายออกจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตอนที่อายุแค่ 31 ปี แถมเป็นการย้ายกลับไปร่วมทีม เอฟเวอร์ตัน แบบฟรีๆ ทำให้หลายคนมองว่าเขาเข้าสู่ช่วงขาลงเร็วเกินไปอย่างเหลือเชื่อ เมื่อเทียบกับนักเตะหลายๆ คนที่อยู่ในช่วงอายุประมาณนั้น
คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยังคงเป็นสุดยอดซูเปอร์สตาร์ของโลกยุคปัจจุบันในวัย 35 ปี ส่วน ลิโอเนล เมสซี่ ได้ บัลลง ดอร์ ครั้งสุดท้ายในวัย 32
ขณะที่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กองหน้าตัวเป้าที่ดีที่สุดแห่งยุค มีฟอร์มที่พีคที่สุดในชีวิต ตอนที่อายุ 31-32 ปีเช่นเดียวกัน
จำนวนประตูในพรีเมียร์ลีกของ รูนี่ย์ ในช่วง 4 ฤดูกาลสุดท้ายที่เล่นให้ผีแดงค่อยๆ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ฤดูกาล 2013-14 ยิงได้ 17 ประตู หลังจากนั้นก็ลดเหลือแค่ 12 ประตู, 8 ประตู และ 5 ประตู ในซีซั่นถัดๆ มา ซึ่งลูกยิงในช่วงหลังๆ เริ่มเน้นไปที่การทำประตูจากลูกนิ่งมากขึ้น
ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเร็วของเขาที่ลดลง เนื่องจากน้ำหนักตัวที่ไม่ใช่น้อยๆ จนต้องถอยตำแหน่งตัวเองลงต่ำออกจากกรอบเขตโทษมากขึ้นเรื่อยๆ
และด้วยความที่เจ้าตัวเป็นนักเตะสไตล์วิ่งพล่าน ทำให้เขาไม่ค่อยเหลือพละกำลังในการเติมเข้าไปพื้นที่อันตรายเหมือนสมัยยังอยู่ในช่วงวัยกลัดมัน
ปัจจุบันในวัยย่างเข้า 35 ปี เวย์น รูนี่ย์ ยังคงไม่แขวนสตั๊ด โดยเป็นกัปตันทีมของ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ และควบตำแหน่งโค้ชทีมแกะเขาเหล็กด้วย
แม้ตอนนี้เขาเล่นในระดับลีกรองอย่างแชมเปี้ยนชิพ แต่ไม่มีใครลืมช่วงเวลาสุดพีค สมัยที่เขายังเล่นให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และยังรับใช้ทีมชาติอังกฤษอย่างแน่นอน
นี่คือดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของสโมสรปีศาจแดง และเป็นนักเตะที่ยิงประตูให้ทีมสิงโตคำรามมากที่สุดในประวัติศาสตร์
ลองนึกภาพว่าถ้าหาก เวย์น รูนี่ย์ ดูแลสรีระและสภาพร่างกายตัวเองให้ฟิตเปรี๊ยะกว่านี้ เขาจะยิ่งกลายเป็นนักเตะที่ฟอร์มเปรี้ยงปร้างมากขนาดไหน?
เพราะแค่ที่เราเล่ามา ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาคือ “ตำนาน” อย่างชัดเจนแล้ว...
#เสียบสามเหลี่ยม #Rooney #SirAlexFerguson #ManUnited #MUFC #ManUtd #Legend #PremierLeague
ชอบกดไลค์ ถูกใจกดแชร์ และเพื่อไม่พลาดบทความคุณภาพจากเรา อย่าลืมกดไลค์เพจ และติดตามเพจแบบ See First ไว้เลยนะครับ
..สนใจติดต่อลงโฆษณา, สนับสนุนเพจ ติดต่อจ้างงานเขียนบทความฟุตบอล งานแปลข่าว เขียนสคริปต์สำหรับ Content ฟุตบอล หรือแปลหนังสือฟุตบอล ทักอินบ็อกซ์ สอบถามได้ตลอดเวลาครับ
ความคิดเห็น
boons
เป็นบทความที่ดีครับ
11 ต.ค. 2020 เวลา 09:28