อวสานสงคราม! ประวัติศาสตร์ของวันที่ญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามในสงครามโลกครั้งที่สอง ในแง่มุมที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน
WIKIPEDIA PD
ร่วมเป็นผู้สนับสนุนให้เรามีกำลังผลิตงานต่อไปได้ทาง บัญชีกสิกรไทย
0698966939
บริษัท สโป๊คดาร์ค จำกัด
15 สิงหาคม ค.ศ. 1945 คือวันมีชัยเหนือญี่ปุ่นหรือวันมีชัยเหนือแปซิฟิก เป็นวันที่พระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะประกาศยอมแพ้สงครามของญี่ปุ่นทำให้สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง เมื่อผู้คนนับล้านคนได้ยินเสียงประกาศนี้มันคือช่วงเวลาที่ลึกซึ้งและเปี่ยมไปด้วยความดีใจเพราะสงครามจะได้สิ้นสุดลงเสียที แต่สำหรับบางคนมันคือความเจ็บปวดเกินกว่าจะรับได้ บางคนปฏิเสธว่ามันไม่จริง นี่คือเรื่องราวน่าสนใจในประวัติศาสตร์ว่าเมื่อญี่ปุ่นยอมแพ้สงคราม มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
WIKIPEDIA PD
1. ชาวญี่ปุ่นอยู่ในความตื่นตระหนกเมื่อระเบิดปรมาณูถูกทิ้งยังฮิโรชิมาและนางาซากิ กองทัพโซเวียตกำลังโจมตีจากทางเหนือบุกเข้ามาทางแมนจูเรีย ที่แมนจูเรียนั้นมีชาวญี่ปุ่นอาศัยนับล้านคน พวกเขาเกิดความกลัวถึงอนาคตมากกว่าใครๆ
ในแมนจูเรียคือสถานที่ที่เป็นที่ตั้งของหน่วย 731 ที่นักวิทยาศาสตร์ของญี่ปุ่นได้ทำการทดลองสุดโหดกับชาวจีน พวกเขาจึงกลัวว่าตัวเองจะไม่ได้รับความปราณีใดๆ
บางคนเลือกที่จะต่อสู้ บางคนเลือกที่จะหนี ชาวญี่ปุ่นบางคนที่แมนจูเรียเลือกจบชีวิตของตนเองเพราะกลัวว่าทหารโซเวียตจะทรมานเขาเหมือนกับที่คนญี่ปุ่นทำกับชาวจีน ผู้หญิงญี่ปุ่นฝากลูกไว้กับครอบครัวชาวจีนและขอร้องให้พวกเขาดูแลลูกของพวกเธอ แม่บางคนที่ไม่อาจหาครอบครัวฝากฝังลูกไว้ได้ก็ทำการฆ่าเด็กน้อยผู้ไร้เดียงสาก่อนจะจบชีวิตตัวเองตามไป
WIKIPEDIA PD
2. จักรพรรดิฮิโรฮิโตะได้บันทึกเสียงการประกาศแพ้สงครามของญี่ปุ่นแพ้หนึ่งวันก่อนออกอากาศและให้นายพลลงนามในข้อตกลงการยอมจำนวน จากนั้นก็เก็บรักษาไว้อย่างดีในตู้เซฟและรอเวลาเช้าวันใหม่
แม้จะมีนายพลลงนามในเอกสารแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ ก็ไม่สามารถยอมรับได้ กลุ่มเจ้าหน้าที่รระดับสูงนำโดยพันตรีเคนจิ ฮาตานากะ มุ่งมั่นที่จะให้สงครามนั้นดำเนินต่อไป พวกเขาวางแผนจะขโมยบันทึกเสียงและป้องกันไม่ยอมให้ออกอากาศได้
พันตรีเคนจิ เชื่อว่าถ้าเขายึดพระราชวังไว้ได้ก็จะเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนลุกฮือไม่ยอมจำนานต่อฝ่ายตรงข้าม เขาปลอมคำสั่งและส่งคนเข้าไปในวัง จากนั้นก็ปลดทหารยามคนอื่นๆ ปิดกั้นทางเข้าออกทั้งหมดพร้อมกับตัดสายโทรศัพท์ ก่อนจะทำหารค้นหาบันทึกข้อตกลงทั่วพระราชวัง พันตรีเคนจิและพรรคพวกทำการค้นหาอยู่หลายชั่วโมงแต่ก็ไม่พบ และเมื่อรุ่งเช้ามาถึงร้อยตำรวจโท มาทาซากะ ไอดะ ได้เผชิญหน้ากับเขาและบอกเขาว่าไม่มีการลุกฮือใดๆ ทั้งสิ้น ทหารกำลังมาล่าตัวเขา เขาจะตายอย่างกบฏ ไม่ใช่ฮีโร่
WIKIPEDIA PD
เมื่อได้ยินดังนี้ เคนจิ ฮาตานากะหัวใจแตกสลาย เขายอมแพ้ เขาและคนของเขาหนีออกจากพระราชวังก่อนที่ทหารจะมาถึง แต่แม้จะออกจากพระราชวังไปแล้วเขาก็ยังพยายามที่จะให้ญี่ปุ่นอยู่ในสงครามต่อไป เขาบุกเข้าไปยังสถานีวิทยุและบังคับเจ้าหน้าที่ให้ส่งเสียงของเขาออกไปบอกกล่าวให้ผู้คนอย่ายอมแพ้และสู้ต่อไป เจ้าหน้าที่ไม่ยอมออกอากาศเสียงของเขา เป็นอีกครั้งที่เขาล้มเหลวแต่เขาก็ยังไม่ยอมแพ้
พันตรีเคนจิขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปแจกจ่ายแผ่นพับให้แก่ผู้คนให้มากเท่าที่เขาพอจะทำได้ หนึ่งในผู้ที่ร่วมก่อกบฏก็ได้เดินทางมาช่วยเหลือเขาด้วย สุดท้ายแล้วแม้ว่าพยายามอย่างไรก็ไม่เป็นผล เขาฆ่าตัวตายด้วยการจ่อยิงเข้าที่ศีรษะโดยมีข้อความที่เขียนไว้ในกระเป๋าว่า “ผมไม่มีอะไรที่ต้องเสียใจ ตอนนี้เมฆดำได้หายไปจากรัชสมัยของพระจักรพรรดิแล้ว” หนึ่งชั่วโมงหลังการเสียชีวิตของเขา เสียงประกาศยอมแพ้สงครามของพระจักรพรรดิก็ได้ถูกออกอากาศไปทั่วประเทศญี่ปุ่น
3. “The enemy had begun to employ a new and most cruel bomb ศัตรูได้ปล่อยระเบิดชนิดใหม่และโหดร้ายเป็นที่สุด” คือถ้อยคำของจักรพรรดิฮิโรฮิโตะที่ถูกถ่ายทอดออกมายังวิทยุทั่วญี่ปุ่น
“Should we continue to fight, not only would it result in an ultimate collapse and obliteration of the Japanese nation, but also it would lead to the total extinction of human civilization. หากเรายังสู้ต่อไป ไม่เพียงแต่จะทำให้ญี่ปุ่นต้องล่มสลาย แต่ยังจะนำไปสู่กาลอวสานของอารยธรรมของมนุษยชาติด้วย” เสียงของพระจักรพรรดิที่ถูกส่งออกมานี้นอกจากจะเป็นการประกาศยอมแพ้สงครามแล้ว ยังเป็นครั้งแรกที่ชาวญี่ปุ่นได้มีโอกาสยินเสียงของพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นด้วย
แต่ด้วยถ้อยคำที่ไม่เป็นทางการและไม่มีคำว่า “ยอมแพ้” ในประโยค ประกอบกับเสียงที่ไม่ค่อยชัดเจนทำให้ประชาชนหลายคนไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่าอย่างไรจนต้องมีการอธิบายว่าสงครามสิ้นสุดแล้ว
4. ที่แมนจูเรีย ไม่ใช่คนญี่ปุ่นที่อยู่ที่นั่นทุกคนจะเป็นทหาร มีเกษตรกรหลายครัวเรือนถูกส่งไปอยู่ที่นั่นและมีการส่งหญิงสาวกลุ่มหนึ่งเพื่อไปแต่งงานกับเกษตรกรเหล่านี้ และในช่วงท้ายของสงคราม หญิงสาวชาวญี่ปุ่นที่ถูกส่งไปหมายจะให้เป็นเจ้าสาวของเกษตรกรก็ได้ไปแต่งงานกับชาวจีนแทนและนี่ก็เป็นหนึ่งในหนทางที่จะมีชีวิตรอดต่อไปได้
สิบปีหลังสงคราม รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามจะพาพวกเธอเหล่านั้นกลับบ้าน แต่ผู้หญิงหลายพันคนได้ตัดสินใจที่จะอยู่ต่อกับครอบครัวใหม่เพราะความรัก หรือบางคนก็กลัวว่าจะไม่ได้พบหน้าลูกอีกหากจะต้องกลับไปที่บ้านเกิด
เรือลำสุดท้ายที่มารับกลับบ้านออกจากท่าเมื่อปี ค.ศ. 1958 ในสายตาของชาวญี่ปุ่น ผู้หญิงญี่ปุ่นหลายพันคนที่เลือกที่จะอยู่ที่จีนได้ตัดสินใจแล้วและจะไม่มีสิทธิ์เหยียบประเทศบ้านเกิดอีกต่อไป
5. มาโตเมะ อูกาคิ เป็นผู้บัญชาการกองเรือในคิวชูที่ได้ส่งทหารหลายร้อยคนไปโจมตีแบบพลีชีพที่เรียกกันว่ากามิกาเซ่ต่อเรือรบของสหรัฐอเมริกา เมื่อเขาได้ยินคำสั่งยอมจำนนของจักรพรรดิ เขาก็ได้ตัดสินใจเข้าร่วมในภารกิจกามิกาเซ่นี้ด้วย
อูกาคิไม่ใช่นักบินแต่ทหารของเขาอาสาที่จะขับเครื่องบินรบช่วยทำภารกิจนี้ให้ เขาคว้าดาบสั้นพกไว้ที่ตัวก่อนจะเข้าประจำที่นั่งหลังนักบินพร้อมด้วยเครื่องบินอีก 9 ลำ มีจุดมุ่งหมายที่เรือรบของพวกอเมริกัน
WIKIPEDIA PD
แม้จะปรารถนาที่จะทำภารกิจกามิกาเซ่มากเพียงใด แต่เขาก็ไม่สามารถทำมันได้สำเร็จตามเป้าหมายเพราะเครื่องบินของเขาถูกยิงจนตกในทะเลก่อนที่จะมีคนพบศพของเขาในหลายวันต่อมา
6. แม้ว่าจะได้ยินเสียงประกาศยอมแพ้สงครามของพระจักรพรรดิแล้ว แต่ทหารญี่ปุ่นก็ยังไม่ยอมปล่อยนักโทษที่เป็นทหารอเมริกันที่จับตัวไว้บริเวณคิวชูทั้ง 16 คน
นักโทษกลุ่มนี้เห็นนักโทษคนอื่นๆ ถูกสับเป็นชิ้นๆ ทั้งเป็น และถูกเจาะปอดและใส่น้ำเกลือในการทดลองอันวิปริต เมื่อทราบว่าจักรพรรดิทรงยอมแพ้สงครามแล้วพวกเขาก็มีหวังว่าตัวเองจะได้เป็นอิสระ
ทหารญี่ปุ่นไม่ยอมปล่อยทหารอเมริกันเพราะต้องการให้พวกเขารับผิดชอบที่ทำให้ชาติของตนต้องพ่ายแพ้ในสงคราม ทหารอเมริกันทั้ง 16 คนถูกลากออกมานอกที่คุมขังท่ามกลางแดดจ้าก่อนจะถูกฟันด้วยดาบจนถึงแก่ความตายทุกคน
7. ฮิโระ โอโนดะ เป็นทหารญี่ปุ่นที่ประจำการอยู่ในฟิลิปปินส์ เมื่อญี่ปุ่นยอมแพ้สงคราม เขาปฏิเสธที่จะยอมรับความพ่ายแพ้ เมื่อกองกำลังของสหรัฐอเมริกันกับฟิลิปปินส์สามารถยึดเกาะคืนได้ ขณะที่ทหารคนอื่นๆ ยอมแพ้ เขาและเพื่อนหนีเข้าไปในป่าแทนการยอมจำนน
ทางญี่ปุ่นพยายามโปรยใบปลิวเพื่อให้ฮิโระและเพื่อนทหารทราบว่าสงครามจบลงแล้วและญี่ปุ่นก็ยอมแพ้สงครามจริงๆ แต่ฮิโระไม่ยอมเชื่อและคิดว่าเป็นกลลวงของศัตรูที่จะหลอกล่อและจับตัวพวกเขาให้ได้ หลายปีผ่านไป เพื่อนทหารของฮิโระทั้งยอมมอบตัวและเสียชีวิตจากการถูกยิงทำให้เหลือแต่ฮิโระเท่านั้น
WIKIPEDIA PD
จนเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1974 ฮิโระ โอโนดะ ได้พบกับโนริโอะ ซูซูกิผู้ที่เดินทางรอบโลกเพื่อค้นหา “ร้อยโทโอโนดะ, แพนด้าและปีศาจมนุษย์หิมะ” จนกลายเป็นเพื่อนกัน แต่กระนั้นฮิโระก็ยังปฏิเสธที่จะยอมมอบตัวและรอคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาของตนอยู่ เมื่อได้ยินดังนี้ โนริโอะจึงเดินทางกลับญี่ปุ่นพร้อมภาพถ่ายระหว่างเขาและฮิโระ รัฐบาลญี่ปุ่นจึงส่งพันตรีทานิงูจิ ผู้บังคับบัญชาลงพื้นที่ด้วยตัวเองและสั่งให้ฮิโระ โอโนดะยอมวางอาวุธและมอบตัว
หลังจากที่ซ่อนตัวอยู่ในป่ามาเป็นเวลา 29 ปี ต้องกินแต่ผลไม้ในป่า เขาก็ได้แต่งเครื่องแบบทหารญี่ปุ่นพร้อมดาบ ปืนและระเบิดมือจำนวนหนึ่งเข้ามอบตัวและสุดท้ายได้รับอภัยโทษจาก เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ประธานาธิบดีในขณะนั้น ปิดตำนานทหารญี่ปุ่นคนสุดท้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2
ร่วมเป็นผู้สนับสนุนให้เรามีกำลังผลิตงานต่อไปได้ทาง บัญชีกสิกรไทย
0698966939
บริษัท สโป๊คดาร์ค จำกัด

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
ความคิดเห็น
pawish truthatsanawin
ขอบคุณครับ
23 ต.ค. เวลา 16:08
1
คลังความรู้ by SpokeDark
ร่วมเป็นผู้สนับสนุนให้เรามีกำลังผลิตงานต่อไปได้ทาง บัญชีกสิกรไทย 0698966939 บริษัท สโป๊คดาร์ค จำกัด นะครับ ขอบพระคุณมากครับ
23 ต.ค. เวลา 11:43