ข่าวดีและด่วน !! คนไทยจะได้ฉีดวัคซีนโควิดจำนวน 26 ล้านเข็ม จากสัญญาที่ไทยจะลงนามกับ AstraZeneca ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2563
3
รองโฆษกรัฐบาลได้แถลงข่าวว่า จะมีพิธีลงนามสัญญาการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ที่ตึกสันติไมตรีทำเนียบรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาจะเป็นประธานในพิธี สืบเนื่องมาจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 เห็นชอบอนุมัติวงเงิน 6049 ล้านบาทในโครงการจัดหาวัคซีนโควิด-19 เป็นการล่วงหน้า
3
โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ ในระยะที่หนึ่ง ให้สถาบันวัคซีนแห่งชาติทำการจองล่วงหน้าไว้ และระยะที่สองกรมควบคุมโรคทำสัญญาการจัดหาวัคซีนต่อเนื่องกันไป
โดยจะทำให้ประเทศไทยมีวัคซีนใช้ครอบคลุมประชากร 20% หรือ 13 ล้านคน จำนวน 26 ล้านเข็มอย่างช้าไม่เกินกลางปีหน้า ซึ่งจะเพียงพอกับประชากรกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์ตลอดจนกลุ่มผู้สูงอายุ
3
โดยวัคซีนดังกล่าวเป็นของบริษัท AstraZeneca ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างอังกฤษกับสวีเดน โดยใช้องค์ความรู้ของมหาวิทยาลัย Oxford
4
เหตุที่ทางการไทยเลือกวัคซีนของบริษัทดังกล่าวเพราะ เป็นบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือระดับโลกและมีองค์ความรู้ของมหาวิทยาลัยชั้นนำร่วมด้วย
3
ตลอดจนบริษัทและมหาวิทยาลัยดังกล่าวได้ประกาศนโยบายว่า จะไม่เน้นการค้ากำไรแบบธุรกิจ
ประกอบกับประเทศไทยมีความสามารถในระดับสูงที่จะรับเทคโนโลยีของบริษัทดังกล่าวมาผลิตวัคซีนด้วยตนเอง ทำให้ค่าใช้จ่ายลดลงมากกว่าครึ่ง
8
โดยบริษัทสยามไบโอซายส์ ซึ่งเกิดจากสายพระเนตรอันยาวไกลของในหลวงรัชกาลที่เก้า ที่ได้ดำเนินการจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2552 และเป็นหน่วยงานที่ได้รับการพิจารณาเห็นชอบจากทางมหาวิทยาลัย Oxford แล้ว จะเป็นหน่วยงานหลักในการรับเทคโนโลยีชั้นสูงมาผลิตวัคซีนเอง
21
สยามไปโอซายส์เป็นบริษัทเพียงไม่กี่แห่งในโลก ที่มีศักยภาพสามารถรองรับการผลิตวัคซีนดังกล่าวได้
1
วัคซีนนี้จะมีประโยชน์อย่างมากต่อประเทศไทย เนื่องจากมีข้อดีหลายประการคือ
2
1) การเก็บรักษาง่ายและสดวก ตลอดจนการขนส่งด้วย เพราะใช้อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียสในตู้เย็นธรรมดา แตกต่างจากวัคซีนของบริษัทไฟเซอร์และโมเดิร์นหน้าซึ่งต้องเก็บที่อุณหภูมิติดลบ ทำให้ยุ่งยากในการกระจายวัคซีนไปสู่ประชาชนทั่วไป(-20 ถึง -80 องศาเซลเซียส)
2) เมื่อเราสามารถผลิตได้เอง ก็จะทำให้ระยะทางในการขนส่งนั้นสั้นลง สามารถคงคุณภาพไว้ได้ดีกว่านำเข้าวัคซีนจากต่างประเทศ และมีวัคซีนจำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น
3) มีราคาถูกลงอย่างมาก เพราะเราร่วมผลิตด้วย
ทำให้ประหยัดงบประมาณนับหมื่นล้านบาท
2
4) เป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย เพราะไทยจะผลิตวัคซีนให้กับประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังประสบปัญหาอย่างหนักเช่น อินโดนีเซีย เป็นต้น
2
5) ประสิทธิภาพในการป้องกันโรคผ่านเกณฑ์ที่นานาชาติกำหนด( มากกว่า 50 %) ในกรณีฉีดวัคซีนขนาดต่ำ ประสิทธิภาพป้องกันโรคได้ 90% กรณีฉีดวัคซีนขนาดสูง ประสิทธิภาพได้ 62%
ค่าเฉลี่ย 70.4%
ต้องนับว่าเป็นข่าวดีมากๆ และเกิดเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนแล้ว โดยจะมีการลงนามที่ตึกสันติไมตรีทำเนียบรัฐบาลในวันพรุ่งนี้ 27 พฤศจิกายน 2563 นี้
ความคิดเห็น
Emmaa
ไม่ค่อยเข้าใจหลักการทดสอบว่าได้ผลกี่เปอร์เซนต์ ทำไมต้องรอให้ยอดผู้ติดเชื้อถึงที่กำหนดก่อนคะ ถึงจะรับรองว่าป้องกันได้กี่เปอร์เซนต์ เราประเมินให้ครบทุกคนแล้วบอกเปอร์เซนต์มาเลยไม่ได้เหรอ เช่น ที่บอกว่าต้องรอให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อถึง 174 คนก่อน ถึงจะรับรองได้ว่าป้องกันการติดเชื้อได้ 90%? อีกอย่างคือ อะไรคือ การรับวัคซีนหลอกคะ ทำไมต้องหลอก ฉีดจริงไม่ได้เหรอ
30 พ.ย. 2020 เวลา 06:37
Emmaa
อ๋อ เข้าใจว่ารับวัคซีนแล้ว แล้วก็เข้ารับเชื้อเลย แบบ... ทำให้ติดเลย ไม่ใช่ปล่อยสู่สังคมแล้วให้ไปติดเองแบบนี้ค่ะ 5555 ขอบคุณมากค่ะ
2 ธ.ค. 2020 เวลา 15:20
Nim
ขออนุญาตสอบถามเพิ่มเติมค่ะ ปริมาณการได้รับวัคซีนต่อคนคือ 2 โดสเหมือนของไฟเซอร์มั้ยคะ 🙂
26 พ.ย. 2020 เวลา 12:51
26 พ.ย. 2020 เวลา 13:15
Nim
ขอบคุณนะคะ
26 พ.ย. 2020 เวลา 12:47