16 ก.ย. 2018 เวลา 12:04
วิธีหาข้อมูลของนักเขียน Best Seller
บางทีผมก็นึกอยากเขียนหนังสือขึ้นมาซักเล่ม แต่ก็ไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไรดี แต่ถึงจะรู้ว่าจะเขียนอะไร ผมก็ยังไม่รู้จะหาข้อมูลมาอ้างอิงจากไหนเยอะแยะ
เวลาที่ผมอ่านหนังสือเล่มหนาๆ อย่าง Intelligent Investor ของ Benjamin Graham หรือไม่ก็ The 4 Hour-Work Week ของ Tim Ferriss ผมคิดเสมอว่า “คนเขียนแม่งสุดยอด เอาข้อมูลมาจากไหนเยอะแยะ”
แน่นอนว่าไม่ใช่แค่หนังสือเล่มหนาๆที่มีข้อมูลแน่นปึ๊ก แม้แต่เล่มที่บางกว่าอย่างหนังสือของ Macolm Gladwell ก็ยังมีเนื้อหาที่อัดแน่น
เนื้อหาจะแน่นขนาดไหนขึ้นอยู่กับการเก็บข้อมูล นักกฎหมายจะหาข้อโต้แย้งฝ่ายตรงข้ามได้ต้องหาข้อมูลอย่างเต็มที่ ไม่ใช่แค่คำพูดลอย แต่ต้องมีหลักฐานเพื่อรองรับน้ำหนัก
นักเขียนก็เช่นกัน การที่พวกเขาจะถ่ายทอดสิ่งที่เขียนจนสามารถเปิดโลกทัศน์ของเราได้ พวกเขาต่างพยายามรวบรวมข้อมูลอย่างเต็มที่กันทั้งนั้น
ถ้าคุณอยากเขียนหนังสือซักเล่ม ไม่ว่าจะเป็นประเภทไหน ถ้าอยากให้ขายดีแล้วล่ะก็ คุณก็ต้องหาข้อมูลสุดขั้วเช่นกัน
ถ้าอยากรู้ว่าจะหาข้อมูลด้วยวิธีไหนดี ลองมาดูวิธีของผู้ช่วยนักเขียนระดับ Best Seller กันหน่อย เขาคนนี้เคยเป็นผู้ช่วยนักเขียนชื่อดังอย่าง Robert Greene , Tim Ferriss , Tucker Max เท่านั้นยังไม่พอ ตัวเขาเองยังเป็นนักเขียนระดับ Best Seller อีกต่างหาก
เขาคนนี้คือ Ryan Holiday ผลงานของเขาเช่น The Obstacle is the Way , Conspiracy , Ego is the enemy และอื่นๆอีกทั้งมีบทความอีกมากมาย การที่เขาเขียนได้ขนาดนี้คงไม่ได้มโนแล้วเขียนเป็นแน่ เขาต้องมีวิธีรวบรวมข้อมูลอย่างได้ผล เขามี 5 ขั้นตอนในการหาข้อมูล
ขั้นตอนที่ 1 เป็นนักสะสมหนังสือ
ทุกครั้งที่มีงานหนังสือ เราต่างคนต่างช้อปกันกระจุยกระจาย แล้วถ้าถามว่าซื้อไปแล้วอ่านทันมั้ย คนส่วนใหญ่จะตอบว่า ไม่
เราอาจจะรู้สึกผิด (บ้าง) ที่อ่านไม่ทัน แต่ก็ยังดีที่มีคนประดิษฐ์คำเก๋ๆที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นมาหน่อย (มั้งนะ) นั่นคือคำว่า Anti-library
มันคืออะไร
Anti-library คือพวกที่มีหนังสือเต็มไปหมด ถ้าใครมาถามว่าอ่านหมดนี่เลยเหรอ พวกนี้ก็จะตอบว่า “ยังอะ”
แต่เพราะเรายังอ่านไม่หมดนี่แหละ มันจึงเตือนเราว่ามันมีอีกหลายสิ่งที่เรายังไม่รู้ หนังสือที่กองไว้จะทำให้เรากระหายที่จะหาความรู้มากขึ้น อยากที่จะรู้เพิ่มมากขึ้น
หนังสือที่ยังไม่ได้อ่านจะสื่อถึงปริมาณความรู้และความอยากรู้อยากเห็นของเรา ยิ่งเราอยากรู้มากเท่าไหร่ หนังสือบนชั้นก็จะมากขึ้นเท่านั้น
Holiday ก็เป็น anti-library เช่นกัน ด้งนั้นเขาจึงมีวัตถุดิบมากมายสำหรับการเขียนหนังสือ เขารู้ว่าสิ่งที่เขารู้อยู่ตรงไหนและสิ่งที่ไม่รู้อยู่ตรงไหนบ้าง ถ้าสิ่งที่เขารู้มันยังไม่พอ เขาก็จะไม่จมอยู่กับมัน แต่จะเดินเข้าไปหาความรู้ที่ยังไม่ได้อ่าน
ถ้าคุณซื้อหนังสือแล้วอ่านไม่ทันก็ไม่เป็นไร ถ้าไม่อยากรู้สึกผิด ก็สร้างห้องสมุดของตัวเองขึ้นมาซะเลย
ขั้นตอนที่ 2 เรียนรู้การใช้ Google อย่างมืออาชีพ
ถ้าคุณจะต้องหาเข็มในกองฟาง คุณจะหาวิธีไหน
คำตอบคือ เอากองฟางออกไปซะ
ถ้าคุณกำลังมึนกับกองทัพข้อมูล สิ่งที่ต้องทำคือ กำจัดมัน
เวลาที่ Tim Ferriss หาข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพและการไดเอ็ท เขาจะใช้ keyword ที่เจาะจงระดับหนึ่งเพื่อให้กรอบการหาแคบลง
ตัวอย่างเช่น ถ้าจะหาตัวนักกีฬาที่โดดเด่น เขาจะใช้ Wikipedia และหานักกีฬาระดับโลกอันดับ 1-2 ในกีฬานั้นๆในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นั่นจะทำให้เขาได้ข้อมูลที่ไม่เหมือนใคร
นี่คือตัวอย่างการหาของเขา
(เมืองที่ใกล้กับฉันที่สุด)+(ประเภทกีฬา)+(อันดับโลก/แชมป์โลก/โอลิมปิก)
ผลการหาอาจจะทำให้เราทีมแพทย์ที่เกษียณแล้ว แต่นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะเราต้องการข้อมูลที่ไม่เหมือนใคร
ขั้นตอนที่ 3 มุดลงไปให้ลึก
มีครั้งหนึ่งที่ Holiday ต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับนักปีนเขา สิ่งที่เขาต้องการคือความรู้สึกของคนพวกนั้น
Holiday ไม่มีความรู้เรื่องการปีนเขาแต่เขาเคยได้ยินมาบ้างจากผู้ก่อตั้ง Patagonia (บริษัทขายเสื้อผ้าสำหรับกิจกรรมผจญภัย) ว่ามันน่าตื่นเต้นขนาดไหน บังเอิญเขาไปเจอข้อมูลของคนๆหนึ่งชือว่า Fred Beckey เขาจึงลองอ่านดู
เขาพบว่าเรื่องราวของ Beckey นั้นสุดยอดมาก นอกจากนั้นยังทำให้เขาเจอนักปีนเขาคนอื่นๆอีก มันทำให้ Holiday ได้วัตถุดิบมาเขียนเพียบ
อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญที่เจอ Beckey แต่เราเองก็ต้องการความบังเอิญแบบนี้ในการหาข้อมูล
ตอนที่เขาเขียนหนังสือเล่มแรกของเขา Trust me, I’m lying เขาอ่านมันทุกอย่างที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และระบบของสื่อ แต่มันก็ยังไม่ทำให้เขาได้วัตถุดิบที่ดีที่สุด
เขาจึงลองเปลี่ยนไปอ่านหนังสือที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงอย่าง Ender Game, The Long Goodbye ของ Raymond Chandler และเล่มของคนอื่นๆ
กลายเป็นว่าหนังสือพวกนั้นทำให้เขาเชื่อมข้อมูลเข้าด้วยกันได้
ถ้าคุณเริ่มคิดไม่ออก ให้ลองเปลี่ยนเรื่องที่อ่าน คุณอาจจะพบความบังเอิญเช่นกัน
ขั้นตอนที่ 4 ถ้าเริ่มไม่แน่ใจ ให้กลับไปอ่านหนังสือคลาสสิก
มีตัวละครหนึ่งในเรื่อง Norwegian Wood ของ Haruki Murakami ที่บอกว่าจะไม่ยอมอ่านหนังสือของใคร ถ้าคนเขียนคนนั้นยังไม่จากโลกไปซัก 30 ปี
ก็ดูแปลกไปนิด แต่คงจะสื่อถึงว่าต้องการอ่านหนังสืออมตะเท่านั้น
มีหนังสือมากมายที่ออกมา แต่มีไม่กี่เล่มเท่านั้นที่ยังคงเป็นที่พูดถึงอย่างยาวนาน การที่ผู้คนพูดถึงมันตลอดในช่วงที่ผ่านมาเป็นข้อพิสูจน์ว่า สิ่งที่พูดในหนังสือเป็นหลักการที่ถูกต้องและคงทน
ถ้าคุณจะเขียนหนังสือประเภทไหน อย่าลืมที่จะซื้อหนังสือคลาสสิกติดบ้านคุณไว้ด้วย เพราะมันจะไม่ทำให้คุณหลงทาง
ขั้นตอนที่ 5 เก็บข้อมูลให้เป็นที่
มีครั้งหนึ่งที่ Holiday ได้หาข้อมูลให้ Tim Ferriss ตอนนั้นเขาเขียนเรื่องของ Michel de Montaigne นักเขียน นักปรัชญา
ด้วยความที่เป็นนักเขียน Montaigne จะมีสมุดติดตัวและจะแบ่งเป็นเรื่องๆ เขาจะมีทั้งสมุดรวม quote สมุดรวมประโยค สมุดรวมคำที่เขาใช้อุปมาอุปมัย
ส่วน Holiday จะจดสิ่งที่เขาเจอลงบนการ์ดขนาด 4x6 นิ้วและเก็บลงในกล่องแบ่งเป็นหมวดหมู่ วิธีนี้เขาได้มาจาก Robert Greene ที่ใช้วิธีนี้เช่นกัน
มีหนังสือ 2 เล่มที่เขาใช้การ์ดกว่า 200 ใบในการดึงข้อมูลมาเขียน และหนังสือเล่มล่าสุดใช้การ์ดประมาณ 1,000 ใบ เขาพยายามจะเชื่อมต่อข้อมูลให้ได้มากที่สุด
ถ้าคุณต้องหาข้อมูลตลอดเวลา คุณควรทำตัวเป็นบรรณารักษ์ที่รู้ว่าความรู้แต่ละที่อยู่ตรงไหนบ้าง คุณเป็นทั้งคนหาและคนจัดข้อมูลให้เข้าที่ ถ้ามีคนมาถามคุณ คุณต้องรู้ในทันทีว่ามันอยู่ตรงไหน
นี่คือขั้นตอนหนึ่งในการเขียนหนังสือระดับ Best Seller ถ้าเดินตามทางนี้ก็น่าจะไม่หลงทางไปกับข้อมูล
ตอนนี้ผมเริ่มแล้วเช่นกัน ไม่ใช่เริ่มเขียนหนังสือหรอก
แค่เริ่มสะสมหนังสือ......
โฆษณา