22 ก.พ. 2019 เวลา 12:01 • กีฬา
จากเด็กหนุ่มที่มั่นใจในตัวเองเกินร้อยไม่ฟังใคร เดนนิส เบิร์กแคมป์ทำอย่างไรให้ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ลดอัตตาลง และเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น วิเคราะห์บอลจริงจัง จะเล่าให้ฟัง
โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ในวัยหนุ่มเต็มไปด้วยความห้าว และความมั่นใจ
อายุ 16 เขาย้ายจากทีมเยาวชน เอ็กเซลซิเออร์ มาสู่ทีมใหญ่ระดับประเทศ เฟเยนูร์ด ร็อตเตอร์ดัม
อายุ 17 เขาโดนดันมาเล่นทีมชุดใหญ่ ได้เล่นตัวจริงไป 15 แมตช์ และเป็นตัวจริงให้เฟเยนูร์ด ในนัดชิงยูฟ่าคัพ และช่วยให้ทีมคว้าแชมป์อย่างสวยงาม
อายุ 18 ได้รับรางวัลนักเตะดาวรุ่งแห่งปีของสมาคมฟุตบอลฮอลแลนด์
นี่คืออัจฉริยะคนต่อไปของวงการ ฟาน เพอร์ซี่ มีทุกอย่างครบในตัว
เขาตัวสูงถึง 183 เซ็นติเมตร เล่นลูกกลางอากาศได้ดีมาก สัมผัสบอลได้เนียน วิ่งเร็ว ยิงประตูได้คมกริบ และที่สำคัญคือ เล่นได้ทั้งปีก มิดฟิลด์ตัวรุก และกองหน้าตัวเป้า
เป็นดาวเตะที่มีความครบเครื่องในตัวเองคนเดียว
สื่อฮอลแลนด์ยกย่องให้ ฟาน เพอร์ซี่ เป็นหนึ่งใน 3 นักเตะความหวังของชาติ ในเจเนเรชั่นต่อไปร่วมกับ เวสลีย์ สไนจ์เดอร์ (อาแจ๊กซ์) และ อาร์เยน ร็อบเบน (พีเอสวี)
ด้วยความเก่งขนาดนี้ ทำให้เขามีนิสัยเสียอย่างหนึ่งคือ ไม่ฟังใคร
เขาจะหงุดหงิด และโมโห เวลาโดนใครสั่งให้ทำนั่นทำนี่ คือมึงเก่งกว่ากูหรือไง ทำมาสั่งเนี่ยะ
ไซม่อน เคลเดอร์ ประธานสโมสรเอ็กเซลซิเออร์ ทีมแรกสุดของฟาน เพอร์ซี่ ก่อนจะย้ายมาเฟเยนูร์ด กล่าวว่า "โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ คือนักเตะที่เก่งที่สุด เท่าที่อคาเดมี่ของเอ็กเซลซิเออร์เคยผลิตมา" มั่นใจกันขนาดนั้น
แต่ทว่าถึงเก่งก็จริง ฟาน เพอร์ซี่ กลับโดนวิจารณ์จากสตาฟฟ์ของทีมว่า เป็นเด็กขี้โมโห คอนโทรลได้ยาก
นิสัยของฟาน เพอร์ซี่ ยังคงไม่เปลี่ยน จนถึงช่วงอายุ 18-20 ปี
1
ด้วยความก้าวร้าว เข้ากับคนยาก และมั่นใจในตัวเองสูง ทำให้เขามีความขัดแย้งกับ เพื่อนนักเตะ และเฮดโค้ชในทีมตลอดเวลา
ฟาน เพอร์ซี่ เคยไปแย่งยิงฟรีคิกจากรุ่นพี่ในทีม ปิแอร์ ฟาน ฮอยดองค์ ซึ่งเป็นสเปเชียลลิสต์ด้านการสังหารลูกนิ่ง จนมีดราม่ากันมาแล้ว
นอกจากนั้น ก็ยังทะเลาะกับโค้ชเบิร์ต ฟาน มาร์ไวก์ มีครั้งหนึ่ง ในเกมแชมเปี้ยนส์ลีก รอบเพลย์ออฟ กับเฟเนร์บาห์เช่ วันที่ 27 สิงหาคม 2002 โค้ชเคยสั่งให้ฟาน เพอร์ซี่ ที่เป็นสำรองในแมตช์นั้น ออกไปวอร์มเตรียมเปลี่ยนตัวท้ายเกม
แต่อาร์วีพี เมื่อไม่ได้ลงเป็นตัวจริง และได้รับบทบาทแค่ตัวฆ่าเวลาท้ายเกม ทำให้เขาทำกริยาแย่ๆใส่โค้ชเป็นการแสดงความไม่พอใจ
ตามโปรแกรม หลังจบเกมกับเฟเนร์บาห์เช่ อีก 3 วัน เฟเยนูร์ด จะมีโปรแกรมยูฟ่า ซูเปอร์คัพ กับเรอัล มาดริด ที่โมนาโก ปรากฏว่า ฟาน เพอร์ซี่ โดนส่งตัวกลับบ้านทันที ไม่ได้อยู่กับแคมป์ของทีมต่อ นี่เป็นการลงโทษของฟาน มาร์ไวก์
ความสัมพันธ์ของฟาน เพอร์ซี่ กับเฟเยนูร์ด ย่ำแย่ขึ้นเรื่อยๆ ในฤดูกาล 2003-04 เขาโดนดร็อปเป็นตัวสำรองเสียส่วนใหญ่
1
ในซีซั่นนั้น 23 เกมแรก อาร์วีพีลงตัวจริง 17 นัด แต่ใน 11 เกมสุดท้าย เขาได้ลงตัวจริง 0 นัด
ฟาน มาร์ไวก์ เมื่อไม่สามารถคอนโทรลพฤติกรรมของฟาน เพอร์ซี่ได้ก็จับเขาเป็นสำรอง แล้วเลือกใช้งานตัวผู้เล่นคนอื่น อย่างเดิร์ก เคาท์ หรือ เอบี สโมลาเร็ก แทน
เมื่อเจ้าตัวกับสโมสร ต่อกันไม่ติดแล้ว สุดท้ายเฟเยนูร์ดจึงจำใจต้องขายทิ้งออกมา คือแม้จะมีพรสวรรค์ แต่ถ้าทัศนคติไม่ถูกต้อง มันก็ปั้นกันยาก
และทีมที่พร้อมจะรับฟาน เพอร์ซี่ ไปดูแลต่อ คืออาร์เซน่อล
ทีมปืนใหญ่ หลังคว้าแชมป์ไร้พ่าย ในซีซั่น 2003-04 สิ่งที่อาร์แซน เวนเกอร์เห็น คือเดนนิส เบิร์กแคมป์ มีสภาพร่างกายที่โรยราลงไปอย่างเห็นได้ชัด
เขายังยิงประตูได้ และมีแอสซิสต์สวยๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในวัย 35 มี พละกำลังของเบิร์กแคมป์ลดลงจากเดิม
ดังนั้น อาร์เซน่อลจำเป็นต้องหาตัวตายตัวแทนคนใหม่ นักเตะดาวรุ่งอัจฉริยะสักคน ที่เล่นกองหน้าก็ได้ หน้าต่ำก็ดี
ซึ่งโรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ตรงสเป๊กที่เวนเกอร์ต้องการพอดี จึงยื่นข้อเสนอ ขอซื้อจากเฟเยนูร์ดทันที
ตอนแรกเฟเยนูร์ด ตั้งราคาไว้ 5 ล้านปอนด์ แต่อาร์เซน่อล อ่านเกมขาด พวกเขารู้ว่า อาร์วีพี เป็นเหมือนระเบิดเวลา ที่เฟเยนูร์ดอยากโละทิ้งจะแย่อยู่แล้ว แต่ไม่มีใครกล้ารับเผือกร้อนชิ้นนี้
ดังนั้นอาร์เซน่อลจึงกดราคาลงมาอีก ก่อนสุดท้ายจะดีลได้ที่ราคา 2.75 ล้านปอนด์ ซึ่งเฟเยนูร์ด ก็ยอมขาย เพราะเก็บอาร์วีพีไว้ มีแต่จะทำให้บรรยากาศทีมแย่ ปล่อยทิ้งไปซะดีกว่า ได้นิดได้หน่อย ก็ยังดี
ปัญหาที่เชื่อว่า เวนเกอร์ต้องเผชิญ คือพฤติกรรมของฟาน เพอร์ซี่
ขนาดเฟเยนูร์ด ที่ปั้นเขามาตั้งแต่เยาวชน ฟาน เพอร์ซี่ ยังไม่ฟัง แล้วทำไมจะมาฟังเวนเกอร์ล่ะ
แต่คนอย่างอาร์แซน เวนเกอร์ เขารู้ดีว่า กำลังจะต้องเจอกับอะไร
แน่นอน เขาจะใช้ความอดทนในการเจียระนัย ฟาน เพอร์ซี่ อย่างไรก็ตาม เวนเกอร์มีตัวช่วยอยู่หนึ่งคน ที่น่าจะช่วยเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับ ฟาน เพอร์ซี่ได้
คนคนนั้นคือเดนนิส เบิร์กแคมป์
ดังนั้นระหว่างที่เวนเกอร์ ประคบประหงมฟาน เพอร์ซี่ เขาเองก็อยากให้ เบิร์กแคมป์ช่วยด้วย
เบิร์กแคมป์เป็นผู้เล่นอาวุโสของทีม เป็นฮีโร่ของทีมชาติฮอลแลนด์ และเคยได้แชมป์มาแล้วมากมาย ดังนั้น เวนเกอร์เชื่อว่า ด้วยดีกรีแบบนี้ ฟาน เพอร์ซี่ จะยอมฟัง
เบิร์กแคมป์ยินดี ที่จะเป็น Role Model และสัญญากับเวนเกอร์ ว่าจะดูแลฟาน เพอร์ซี่ให้ เขาเองก็จะแขวนสตั๊ดอีกไม่นานนี้แล้ว การได้โอกาสปั้นใครสักคนขึ้นมาสานต่อความสำเร็จให้สโมสร เป็นเรื่องที่มีความหมายมาก
คำถามคือ เบิร์กแคมป์ สอนฟาน เพอร์ซี่อย่างไร
คำตอบคือ การสอนของเบิร์กแคมป์ คือการไม่สอนอะไรเลย
เบิร์กแคมป์คิดว่า ฟาน เพอร์ซี่ มีบางอย่างคล้ายเขา
เป็นศิลปินในสนามเหมือนกัน มีความทะเยอทะยานมั่นใจในตัวเองตั้งแต่เด็กเหมือนกัน
ซึ่งวิธีการสอนคนแบบนี้ การไปชี้นิ้วสั่งไม่มีวันได้ผล ถ้าใครมาชี้นิ้วสั่งเขา เขาจะแฮปปี้และยอมทำตามงั้นหรอ ไม่มีวันหรอก
สิ่งที่เบิร์กแคมป์ทำ คือ ทำทุกอย่างให้ดู แล้วให้ฟาน เพอร์ซี่คิดตามเอง
"เขาเคยบอกผมว่า ถ้ามีอะไรสงสัยก็มาถามละกัน" ฟาน เพอร์ซี่ เผย
ฟาน เพอร์ซี่คาดว่าเบิร์กแคมป์จะสอนละเอียดถึงขั้นดีเทล แต่ไม่เลย เบิร์กแคมป์ไม่ทำแบบนั้น
"เทรนเนอร์ที่ผมชอบที่สุดตลอดอาชีพมี 3 คน คือ โยฮัน ครัฟฟ์ , อาร์แซน เวนเกอร์ และ กุส ฮิดดิงค์" เบิร์กแคมป์เล่า "พวกเขาสุดยอด เพราะเข้าใจผมเป็นอย่างดี"
"เขาปล่อยให้ผมทำทุกอย่างในแนวทางของตัวเอง ไม่เข้ามาก้าวก่ายจนเกินไป"
การไม่ไปวุ่นวายเกินไปมันก็ดี แต่คำถามต่อมาคือ แล้วแบบนี้ฟาน เพอร์ซี่ จะได้ประโยชน์อย่างไรจากเบิร์กแคมป์?
ในการซ้อมวันหนึ่ง หลังจากหมดโปรแกรมซ้อมปกติแล้ว นักเตะแต่ละคนก็ไปพัก แต่เบิร์กแคมป์ยังขออยู่ซ้อมต่ออีกนิด
ฟาน เพอร์ซี่ ก็เลิกซ้อมแล้ว และเขาก็ไปนั่งแช่น้ำที่อ่างจากุซซี่ เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
ที่สนามซ้อมลอนดอนโคลนีย์ของอาร์เซน่อล ในห้องน้ำที่มีอ่างจากุซซี่ จะมีหน้าต่างบานใหญ่ เห็นสนามซ้อมด้วย ซึ่งฟาน เพอร์ซี่ ก็เลยมองเห็นเบิร์กแคมป์ กำลังเริ่มเซ็ตอัพ เตรียมจะซ้อมพิเศษต่อ
เบิร์กแคมป์ วานเยาวชนของสโมสร 2 คน กับโค้ชฟิตเนสอีก 1 คน ให้มาช่วยเขาซ้อมส่วนตัว โดยมาช่วยเลื่อนหุ่นดัมมี่ เพื่อเขาจะได้ซ้อมยิง และส่งบอลแบบคิลเลอร์พาส
"ผมดูเบิร์กแคมป์ซ้อมยิงประตู แล้วก็คิดในใจว่า จะลุกขึ้นจากอ่างจากุซซี่ ตอนที่เดนนิสเล่นพลาด" ฟาน เพอร์ซี่เผย
ปรากฏว่า 45 นาทีในการซ้อมพิเศษ เบิร์กแคมป์ ยิงและส่งบอลไม่พลาดเลยแม้แต่ครั้งเดียว
"เขาไม่พลาดสักครั้ง ไม่มีลูกจ่าย หรือลูกยิงครั้งไหน ที่เขาพลาดเป้าเลย มันเพอร์เฟ็กต์หมด"
"ไม่ว่าลูกจะตั้งมุมไหน เขาจะยิงด้วยน้ำหนักที่ถูกต้อง เช่นเดียวกับลูกส่ง หรือการจับบอล เขาไม่มีจ่ายบอลเสีย หรือจับบอลพลาดเลยสักครั้งเดียว สำหรับผมมันเหมือนศิลปะจริงๆ"
"ผมแช่น้ำจนตัวเปื่อยไปหมดแล้ว และรอว่าเขาจะพลาดเมื่อไหร่ แต่เขาไม่พลาดเลย"
การดูเบิร์กแคมป์ในวันนั้น ทำให้ฟาน เพอร์ซี่ เก็บไปคิดบางอย่าง ข้อสำคัญที่สุดคือ ที่เขามั่นใจว่าตัวเองเก่งน่ะ เก่งได้ครึ่งของเบิร์กแคมป์แล้วหรือยัง
"ผมคิดว่าตัวเองก็ยิงเก่ง จ่ายแม่น และเป็นนักเตะที่ดีนะ แต่พอเห็นเขา แล้วทำให้รู้เลยว่า ระดับของเรามันยังคนละชั้นกันเลย"
"ผมเห็นเดนนิสแล้วบอกตรงๆว่า อยากจะเก่งได้อย่างเขา ดังนั้นทุกการฝึกซ้อมหลังจากวันนั้น ผมใส่ความทุ่มเทมากขึ้น มุ่งมั่นร้อยเปอร์เซ็นต์"
จากที่เคยคิดว่าตัวเองแน่แล้ว พอมาเจอของจริง ทำให้ฟาน เพอร์ซี่ เริ่มตระหนักว่า ตัวเองยังอ่อนหัดมากนัก และถ้ายังทะนงตัวอยู่ ไม่ยอมรับฟังคนอื่น ไม่ยอมทำตัวเป็นผู้ใหญ่ เขาก็ไม่มีวันเติบโตไปได้มากกว่านี้
"ทุกครั้งตอนซ้อม ผมไม่อยากเล่นพลาดเลยแม้แต่ครั้งเดียว เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมพลาด ผมจะโกรธมาก เพราะผมต้องการเก่งให้ได้เหมือนเบิร์กแคมป์"
สุดท้ายแล้ว เบิร์กแคมป์ ก็ทำตามที่อาร์แซน เวนเกอร์ไหว้วานจริงๆ คือช่วยดูแล และพัฒนาโรบิน ฟาน เพอร์ซี่ให้เป็นนักเตะที่ดีขึ้น
ในโลกนี้มีดาวรุ่งหลายคนที่มีพรสวรรค์สูง แต่กลับมีแนวคิดที่ไม่ถูกต้อง จนเส้นทางอาชีพพินาศไปหลายรายแล้ว และเบิร์กแคมป์ก็ไม่อยากให้ฟาน เพอร์ซี่เป็นแบบนั้น ดังนั้นเขาเองก็อยากสอนให้ฟาน เพอร์ซี่เปลี่ยนแปลงตัวเอง
เพียงแต่การสอนของเบิร์กแคมป์ ไม่ใช่การชี้นิ้วสั่งให้อีกคนทำตาม
แต่ใช้วิธีทำตัวให้น่าศรัทธา เพื่อให้อีกคนยอมเดินตามด้วยใจ
จากเด็กแสบแห่งเฟเยนูร์ด ที่มีปัญหามากมาย พอย้ายมาอาร์เซน่อล ฟาน เพอร์ซี่ ก็เปลี่ยนแปลงตัวเอง
เขาเติบโตขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น จนสุดท้ายได้เป็นกัปตันทีมของอาร์เซน่อล
กลายเป็นว่าเงิน 2.75 ล้านปอนด์ที่เวนเกอร์จ่ายไปวันนั้น ราคาถูกเหมือนกับได้เปล่า
ขณะที่เดนนิส เบิร์กแคมป์ ก็อำลาสโมสรไปอย่างยิ่งใหญ่ ในปี 2006 ด้วยวัย 37 ปี
นอกเหนือจากจะมีรูปปั้นตั้งหน้าสนามเอมิเรตส์ สเตเดี้ยมแล้ว เบิร์กแคมป์ก็ยังเป็นฮีโร่ของฟาน เพอร์ซี่ จนถึงวันนี้
ในการทำงานอะไรก็ตาม การร่วมงานกับคนเก่ง เป็นเรื่องที่ไม่ง่าย
กล่าวคือ คนเก่งนั้น เขาย่อมมาพร้อมความมั่นใจ และความทะนงตัว
ดังนั้น วิธีการคุย การสอน และพัฒนาคนที่เก่งอยู่แล้ว จึงต้องใช้สกิล และทักษะพิเศษจริงๆ
อย่างไรก็ตาม ถ้าหากสามารถทำได้ มันจะเป็นประโยชน์ต่อตัวเราเองอย่างมหาศาล
ในเรื่องสามก๊ก จะมีสำนวนครับว่า "ม้าดีต้องพยศ" หมายถึง ม้าที่แข็งแรงทรงพลัง ก็ต้องพยศ และควบคุมยากเป็นธรรมดา
แต่ถ้าเราปราบพยศมันได้ มันจะสามารถบรรทุกของได้เยอะ และวิ่งได้ระยะไกล มากกว่าม้าธรรมดาเป็นเท่าตัว
คนเก่งก็ไม่ต่างจากม้าพยศ อาจควบคุมยาก แต่ถ้าควบคุมได้เมื่อไหร่ เขาจะพาเราก้าวไปข้างหน้าได้เร็วมาก
แต่สำหรับมนุษย์นั้น การปราบพยศ จะไม่ใช้วิธีการบีบบังคับ และใช้ความรุนแรง
แต่เป็นการทำให้อีกฝ่ายยอมนับถือเราด้วยใจต่างหาก
#Bergkamp #VanPersie
โฆษณา