24 ก.พ. 2019 เวลา 02:22 • กีฬา
แฟนมวยปล้ำคงคุ้นเคยกับศึก 'The Last Nitro : Night of Champions' ของ WCW แต่เคยสงสัยไหมว่าวันสุดท้ายของ ECW เป็นอย่างไร ?
ในยุค '90 ถ้าพูดถึงสมาคมมวยปล้ำชั้นนำของอเมริกาก็ต้องยกให้ WWF กับ WCW ที่แข่งขันกันในสองอันดับแรก โดยมี ECW ตามมาเป็นอันดับสาม พวกเขาคือสมาคมมวยปล้ำที่ขายความโหดร้ายป่าเถื่อน ความรุนแรง และใช้ความแตกต่างดังกล่าวเรียกเรตติ้งให้กับสมาคมอย่างไม่น้อยหน้าสมาคมอื่น
อย่างไรก็ตามช่วงเวลาแห่งความสำเร็จของ ECW กลับไม่ยืนยาวนัก เพราะในเดือนเมษายน 2001 สมาคมประกาศล้มละลายอย่างเป็นทางการ ยุติเรื่องราวของ Extreme Championship Wrestling เอาไว้ราว 8 ปีเท่านั้น
ปัญหาสำคัญของ ECW ก็คือพวกเขาไม่ใช่สมาคมเล็ก แต่ก็ไม่ใหญ่พอที่จะสู้กับอีกสองสมาคมอย่าง WWF และ WCW นั่นทำให้แม้สมาคมจะพยายามสร้างนักมวยปล้ำหน้าใหม่ขึ้นมา ก็มีโอกาสสูงที่จะโดนซื้อตัวไปเสมอ และเมื่อสมาคมพยายามใช้เงินสร้างคอนเทนท์ดีๆขึ้นมาบ้าง ปัญหาเรื่องงบประมาณบานปลาย ก็มักจะเกิดขึ้นตามมาอีก นั่นทำให้แผนงานของ ECW ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน และยากที่จะทำให้สมาคมคงอยู่ต่อไปได้
เราจะคิดว่าสมาคมที่มีสถานะเป็น 'อันดับสาม' น่าจะมีสปอนเซอร์เข้ามาไม่ขาดสาย แต่ความจริงแล้ว ECW ยังห่างจาก WCW และ WWF อีกมาก ทั้งในแง่ของความสำเร็จ และในแง่ของความแมส สิ่งที่พวกเขามีคือความจงรักภักดีของแฟนๆ (loyalty) ที่พร้อมจะซื้อตั๋วสนับสนุนพวกเขาเสมอ อย่างไรก็ตามสปอนเซอร์รายใหญ่มักเลือกเข้าหา WCW และ WWF มากกว่า โดยเฉพาะช่วงที่ Monday Night War เข้มข้นและหาคำตอบอย่างชัดเจนไม่ได้ว่าใครกันแน่ที่เป็นหมายเลขหนึ่ง โดยในสงครามนั้น ECW ไม่ได้อยู่ในสายตา
จุดสูงสุดและดีลที่สำคัญที่สุดของสมาคมคือดีลถ่ายทอดสดรายการ Hardcore TV ผ่านทางช่อง TNN ที่ฉายต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1993 ถึงราวปี 2000 รายการนี้ทำให้ชาวอเมริการู้จักพวกเขามากขึ้น และค่าลิขสิทธิ์กลายเป็นรายรับสำคัญของสมาคมที่หล่อเลี้ยงทุกอย่างให้เกิดขึ้น
แต่ทางด้านโฆษณา พวกเขาได้น้อยมาก หรือเรียกได้ว่าไม่มีเลยด้วยซ้ำ ความโหดของสมาคม นำมาซึ่งเรตติ้ง แต่ความโหดร้ายเดียวกันนี้ทำให้สินค้าต่างๆไม่กล้าเอาตัวเองมาสนับสนุน ไม่กล้าเอาภาพลักษณ์แห่งความรุนแรงมาเกี่ยวข้อง เพราะบางทีพวกเขาก็คิดว่า ECW รุนแรงเกินไป เก็บไว้เฉพาะกลุ่มแฟนมวยปล้ำดีกว่า
ECW ที่โดนดูดสตาร์และไม่มีรายรับที่แน่นอน จึงค่อยๆตายลงทีละนิด
การตอกฝาโลงเกิดขึ้นในเดือนกันยายน ปี2000 เมื่อ TNN ตัดสินใจไม่ต่อสัญญา Hardcore TV เพื่อเปิดทางให้ WWF Raw...
Gabe Sapolsky ที่ปรึกษาด้านมวยปล้ำชื่อดังของโลก ผู้ซึ่งทำงานกับ Paul Heyman โดยตรงในขณะนั้นบอกว่าสมาคมมีปัญหาจริงหลังจากดีลกับ TNN ถูกยกเลิก เพราะพวกเขาไม่มีฐานรายรับอื่น ในขณะที่รายจ่ายของนักมวยปล้ำและค่าโปรดัคชั่นเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณจากความตั้งใจที่จะสร้างโชว์คุณภาพ และรั้งสตาร์เอาไว้ไม่ให้ถูกสมาคมอื่นแย่งไป
มีการเปิดเผยว่าสมาคมติดเงินรวมแล้วกว่า 5 แสนดอลลาร์สหรัฐ โดยมีรายละเอียดคร่าวๆ คือ
- ค่าจ้าง 150,000 ดอลลาร์ ของร็อบ แวน แดม
- ค่าจ้าง 100,000 ดอลลาร์ ของทอมมี ดรีมเมอร์
- ค่าจ้าง 50,480 ดอลลาร์ ของโจอี้ สไตล์
- ค่าจ้าง 50,000 ดอลลาร์ ของไรโน่
นอกจากนี้ยังมีอีกกว่า 40 คนที่รอเงินค่าจ้างอยู่อย่างไร้จุดหมาย
แต่ด้วยความเชื่อมั่นในตัวของพอล เฮย์แมน ไม่มีใครคิดว่าสมาคมจะต้องปิดตัวลง ทุกคนต่างมีความหวังและเชื่อว่าพอล เฮย์แมนจะคืนชีพ ECW ขึ้นมาจากหลุมได้
7 มกราคม 2001 ที่ Hammerstein Ballroom นิวยอร์ก ซิตี้ ECW จัด PPV สุดท้ายของสมาคมในนาม Guilty as Charged ท่ามกลางแฟนมวยปล้ำ 2,500 คน
เอาเข้าจริงไม่มีใครคิดว่ามันจะเป็นศึกใหญ่ครั้งสุดท้ายของสมาคม เพราะ ECW ได้ประกาศศึกใหญ่ในเดือนมีนาคมอย่าง Living Dangerously เอาไว้ก่อนแล้ว
แต่ความโกลาหลครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้นในห้องแต่งตัวของ ECW ในเดือนกุมภาพันธ์ ไม่นานหลังจาก Guilty as Charged เมื่อสมาคมประกาศยกเลิก PPV โดยไม่แจ้งสาเหตุ และทุกคนยิ่งช็อคหนักขึ้นในวันที่ 5 มีนาคม 2001
พอล เฮย์แมน ปรากฏตัวใน WWF Raw และกลายเป็นผู้บรรยายคนใหม่ ...
ไม่มีใครที่ ECW รู้เรื่องนี้มาก่อน และที่สำคัญ ไม่มีใครเลยที่รู้ว่าสมาคมกำลังล้มละลาย
Gabe Sapolsky โทรหา Paul Heyman ทันทีที่ศึก Raw จบลง เขาต้องการเหตุผลที่ดีพอในการอธิบายให้นักมวยปล้ำ ECW ฟัง แต่สิ่งที่พอลตอบกลับมามีเพียงประโยคสั้นๆว่า
'มันจบแล้ว'
'ฉันแค่ต้องทำในสิ่งที่ฉันควรจะทำ ฉันแค่ต้องช่วยเหลือพวกนายทุกคน และนี่คือหนทางเดียวที่ฉันสามารถทำได้'
หลังจากนั้น ECW ยอมรับสถานะล้มละลายอย่างเป็นทางการโดยมีผลทางกฏหมาย โดยมี WWF เข้ามาซื้อสินทรัพย์ของสมาคมในภายหลัง
นั่นเท่ากับว่าคู่แข่งทั้งสองอย่าง WCW และ ECW ล้วนตกอยูู่ในมือของ WWF ... ไม่มีใครยิ่งใหญ่ไปกว่าพวกเขาอีกแล้ว
นั่นหมายความ ECW จบลงโดยที่ทุกคนไม่ทันตั้งตัว พวกเขาไม่ได้มีวันอำลาที่สวยงามอย่าง WCW ด้วยซ้ำ
ในที่นี้ Gabe Sapolsky ทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจเอาไว้ว่า
'มันเป็นช่วงเวลาที่แย่สำหรับมวยปล้ำนะครับ ผมเชื่อเสมอว่ายิ่งมีสมาคมแข่งขันกันมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งเป็นเรื่องดีกับวงการมวยปล้ำมากเท่านั้น ผมเชื่อว่าถ้ามีสมาคมหนึ่งปิดตัวไป แฟนมวยปล้ำจะไม่ย้ายตามมาดูสมาคมที่เหลือ แต่พวกเขาจะเลิกดูมวยปล้ำไปเลย และตอนนั้นผมเห็นแฟนๆของ ECW และ WCW มากมายที่ไม่สนใจมวยปล้ำอีกเลยนับจากนั้น มันถือเป็นช่วงเวลาที่แย่ที่สุดสำหรับวงการมวยปล้ำเลยล่ะครับ'
แม้จุดจบของ ECW จะไม่สวยงาม แต่ถ้าวัดกันจนถึงปัจจุบัน เราจะเห็นว่า Legacy ของ ECW คงอยู่มายาวนาน
สมาคมปิดตัวไปในปี 2001 และปัจจุบันผ่านมา 17 ปี ยังมีแฟนมวยปล้ำที่ส่งเสียงเชียร์ตะโกน ECW อยู่อย่างต่อเนื่อง เท่ากับว่า Legacy ของสมาคม คงอยู่มานานกว่าช่วงเวลาที่สมาคมดำเนินธุรกิจอยู่เสียอีก
ดังนั้นเราเชื่อว่าสิ่งที่ ECW พยายามทำมาตลอด ก็คงไม่สูญเปล่าเกินไปนัก
ไม่ต้องเป็นคนทั้งโลกก็ได้ ขอให้มันตราตรึงอยู่ในหัวใจใครสักคนก็พอแล้ว'
โฆษณา