10 มี.ค. 2019 เวลา 04:32 • ความคิดเห็น
“ทำอย่างไร ให้คิดบวกได้ทุกวัน”
1.เริ่มต้นวันด้วย positive affirmation:
การเริ่มต้นวันนั้นสำคัญมากจริงๆ ส่วนตัวผมแนะนำว่าให้ทำอะไรที่คุณรู้ว่าถ้าทำแบบนี้แล้วจะเป็นการเริ่มต้นว้นที่ดีแน่ๆ พูดง่ายๆคือหาจุดสตาร์ทที่ดีให้ได้ครับ สำหรับผมคือการออกกำลังกายครับ ทุกวันนี้ผมออกกำลังกายทุกวันไม่มีวันพักนะครับ แต่จะมีวันที่เล่นน้อยเล่นมาก สลับกันไปเพื่อให้ร่างกายไม่เหนื่อยเกินไป สำหรับผมแล้วการออกกำลังกายโดยเฉพาะการวิ่งเป็นจุดสตาร์ทที่ดีมากของวันครับ
ลองสำรวจตัวเองดูนะครับว่าจุดสตาร์ทที่ดีของตัวเองคืออะไร
2. โฟกัสกับเรื่องดีๆให้ได้แม้ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม:
ชีวิตคนเรานี่ไม่ว่าจะวางแผนมาดีแค่ไหนก็ตาม เราก็ไม่มีทางที่จะทำตามแผนได้ 100% ส่วนใหญ่เรื่องที่ทำให้เราอารมณ์เสียจะมาตั้งแต่ต้นๆวันครับ
รถอาจจะติดกว่าที่เราคิด, งานที่ขอให้อีกทีมส่งมาให้อาจจะไม่ได้แต่ไม่มีใครบอก , มือถืออาจจะลืมชาร์จแบต ฯลฯ
เรื่องเหล่านี้อาจจะดูเผินๆว่าเป็นเรื่องแย่แต่ถ้าหากมองว่าเป็นโอกาสก็จะทำให้เราเห็นอีกมุมของเรื่องนี้ได้นะครับ เช่น รถติดก็ฟัง podcast ช่องใหม่หาความรู้ไป งานที่ขอไปยังไม่ได้อาจจะเกิดจากการสื่อสารไม่ดี ดังนั้นถือโอกาสเอาเคสนี้ไปยกเครื่องระบบการสื่อสารภายในซะเลย หรือ การลืมชาร์จมือถือในวันนี้อาจจะเป็นสัญญาณให้เรารวบรวมความกล้าไปขอยืมที่ชาร์จแบตจากเพื่อนร่วมงานที่เราแอบปลื้มอยู่ซักทีก็ได้
3. หาเรื่องตลกขบขันในสถานการณ์แย่ๆให้ได้:
สมมติว่าตอนเที่ยง ถ้วยน้ำปลาเจ้ากรรมดันหกใส่คุณ ซึ่งเอาจริงๆเป็นเรื่องใหญ่พอควร ทางเลือกที่ดีที่สุดคือกลับบ้าน แต่ถ้าตอนบ่ายคุณต้องมีพรีเซนต์สำคัญกลับบ้านก็ไม่ได้ ซื้อเสื้อใหม่ก็ไม่ทัน คุณอาจจะไปค้นเจอคอสตูมชุดปลาหมึกมาใส่พรีเซนต์งานแทน
มุก “น้ำปลาแท้ตราปลาหมึก” จะกลายเป็นเรื่องตลกที่เล่าเมื่อไรคุณเองก็จะขำแน่นอน และคงเล่าได้อีกชั่วลูกช่วยหลาน
เรื่องนี้ทำยากมากครับ แต่คนที่มีความสามารถทำได้ชีวิตจะมีความสุขมาก
4. ทุกความล้มเหลวคือโอกาสในการเรียนรู้:
มันเป็นแบบนั้นจริงๆครับ ทุกความล้มเหลวเราจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆเสมอ จะทำให้เราคิดอะไรใหม่ๆได้จากความล้มเหลว “แต่” ความล้มเหลวก็เป็นข้อเตือนใจไม่ให้ทำผิดซ้ำด้วยนะครับ การทำผิดเรื่องเดิมครั้งที่ 2-3-4 เราไม่เรียกล้มเหลวแล้วนะครับ
5. เราพูดกับตัวเองตลอดเวลาเพราะฉะนั้นเลือกเรื่องที่จะพูดดีๆ:
เราพูดกับตัวเองทั้งวันเลยครับ ตั้งแต่ตัดสินใจว่าจะสั่งชานมไข่มุกแก้วนั้นดีไหม จนไปถึงว่าเย็นนี้จะไปวิ่งดีไหม เราตั้งคำถามกับตัวเองตลอดเวลา รวมไปถึงยังตัดสินเรื่องตัวเองและเรื่องคนอื่นตลอดเวลาด้วยเช่นกัน ดังนั้นถ้าเราคิดว่า “เรื่องนี้ฉันไม่กล้าทำ” “เรื่องนี้ฉันทำไม่ไหวหรอก” หรือ “ฉันเหนื่อยเกินไป” คุณก็จะเป็นแบบนั้นจริงๆแหละครับ
6. อยู่กับปัจจุบัน:
คำว่าปัจจุบันขณะไม่ได้หมายความถึงนาทีที่แล้ว หรืออีกนาทีต่อจากนี้ แต่มันคือตอนนี้ เดี๋ยวนี้ ซึ่งความกังวลส่วนใหญ่ของมนุษย์เกิดขึ้นจากการพร่ำเพ้อถึงอดีตจนเกินพอดี หรือไม่ก็กังวลกับเรื่องบางอย่างในอนาคตที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นรึเปล่าจนเกินพอดีเช่นกัน เพราะฉะนั้นถ้าอยากคิดบวกเยอะๆ พยายามอยู่กับปัจจุบันให้ได้เยอะที่สุดครับ
7. พยายามล้อมรอบตัวเองด้วยคนที่คิดบวก:
ถ้าจะมีอะไรซักเรื่องที่ผมได้เรียนรู้ในชีวิตนี้คือความคิดแบบ toxic นี่มันเป็นโรคติดต่อที่รุนแรงมาก และยิ่งนานยิ่งรักษายาก ดังนั้นถ้ารู้ตัวต้องรีบถอยออกมาครับ
การคิดบวกนี่มันยากจริงๆนะครับ แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นของเรี่องดีๆทั้งหลายในชีวิตจริงๆครับ
เหมือนที่ วิลลี เนลสัน (Willie Nelson) ศิลปินชาวอเมริกันเคยกล่าวไว้ว่า
“Once you replace negative thoughts with positive ones, you’ll start having positive results.”
เมื่อคุณสามารถแทนที่ความคิดในหัวคุณจากความคิดลบเป็นความคิดบวกได้ ผลลัพธ์ที่ดีจะเริ่มตามมา
วิลลี เนลสัน
Cr.Mission to the moon
โฆษณา