14 มี.ค. 2019 เวลา 09:38 • ศิลปะ & ออกแบบ
ศิลปินชื่อดังผู้ไม่เคยได้ชื่นชมความสำเร็จ
http://www.wikiwand.com/th/ฟินเซนต์_ฟัน_โคค
แวนโก๊ะ มีชื่อจริงว่า Vincent Willem Van Gogh เป็นศิลปินชาวดัตช์ เกิดในปี ค.ศ.1853 เป็นจิตรกรชื่อดังระดับโลก เขาใช้เวลา 10 ปีสร้างสรรค์ผลงานมากกว่า 2,100 ชิ้น เป็นภาพสีน้ำมันจำนวน 860 ชิ้น ผลงานของเขามีหลายรูปแบบ ทั้งภาพนิ่งทิวทัศน์ ภาพสิ่งของ ภาพคนเหมือน หรือแม้กระทั่งภาพตัวเขาเอง ภาพวาดของเขาเป็นที่ต้องการของพิพิธภัณฑ์ทุกแห่งทั่วโลก รวมทั้งนักสะสมภาพวาดต่างร่วมประมูลแย่งชิงผลงานของเขา แต่เชื่อหรือไม่ว่าภาพวาดของเขาที่มีมูลค่าสูงสุดติดอันดับโลกตัวแวนโก๊ะเองกลับไม่เคยได้รับส่วนแบ่งจากผลงานเขาเองแต่อย่างใด
ในช่วงเวลาที่แวนโก๊ะมีชีวิตอยู่เขาไม่สามารถขายผลงานได้เลย จะมาขายได้ในช่วงเวลาท้ายๆของชีวิตเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ได้มีราคามากมายนัก แต่เมื่อแวนโก๊ะจากโลกนี้ไปแล้ว ภาพวาดของเขาจึงค่อยได้รับการยอมรับและเป็นที่ต้องการจำนวนมากเสมือนกับถูกขุดขึ้นมาจากตมแล้วนำขึ้นไปวางไว้บนหิ้ง จากนั้นมาภาพวาดของแวนโก๊ะราคาก็สูงขึ้นไปเรื่อยๆจนภาพที่มีชื่อว่า “Vase with Fifteen Sunflowers” กับภาพ “Portrait of Dr.Gachet” เคยติดอันดับภาพวาดที่มีมูลค่าแพงสุดในโลก (แต่เมื่อปี 2017 ภาพวาด Salvator Mundi ของเลโอนาร์โด ดา วินชี ได้ทำลายสถิติซื้อขายแพงที่สุดในโลกลง)
https://en.m.wikipedia.org/wiki/Sunflowers_(Van_Gogh_series)
ภาพวาด Vase with Fifteen Sunflowers ปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 76.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ภาพถูกจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะซัมโป เจแปน ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
https://th.m.wikipedia.org/wiki/ไฟล์:Portrait_of_Dr._Gachet.jpg
ภาพ Portrait of Dr.Gachet ปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 137.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ภาพนี้ถูกซื้อขายเปลี่ยนมือกันหลายครั้งมากจนยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าปัจจุบันนี้ใครเป็นเจ้าของ
แวนโก๊ะเป็นบุตรชายนักบวชในนิกาย เพรสไบทีเรียน ซึ่งเป็นสายหนึ่งในศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ ครอบครัวแวนโก๊ะเป็นครอบครัวมีฐานะดีมีหน้ามีตาในสังคม ด้วยการที่มีพ่อเป็นนักบวชซึ่งมีคนนับถือมาก พ่อเขาจึงอยากให้ตัวแวนโก๊ะเป็นนักบวชตามด้วย พ่อเขาจึงสนับสนุนให้เขาร่ำเรียนวิชาการต่างๆเป็นอย่างดีเพื่อปูทางเป็นนักบวชในอนาคต แต่อยู่ดีๆแวนโก๊ะก็ลาออกจากโรงเรียนไม่ไปเรียนต่อดื้อๆ พ่อเขาโกรธมากจึงส่งตัวแวนโก๊ะไปฝึกงานกับบริษัทค้าขายงานศิลปะที่ขื่อ Goupil & Cie ซึ่งเป็นของลุงแวนโก๊ะเอง
ที่นี่เองทำให้ตัวแวนโก๊ะหลงใหลในงานศิลปะ เขาตั้งใจทำงานเป็นอย่างมากจนได้รับความไว้วางใจจากบุงเป็นอย่างดี แวนโก๊ะยังได้ทำงานกับน้องชายที่ชื่อ ธีโอ แต่ประจำอยู่กันคนละสาขา แวนโก๊ะใช้วิธีเขียนจดหมายเพื่อปรึกษาหารือในเรื่องต่างๆ ทั้งในตัวงานศิลปะเองและเรื่องส่วนตัว จดหมายต่างๆหลาวนี้เองที่เป็นหลักฐานเดียวที่ทำให้เราทราบถึงความเคลื่อนไหวและความคิดอ่านของตัวแวนโก๊ะตลอดระยะเวลา 18 ปีจนถึงตอนที่เขาเสียชีวิต
แวนโก๊ะได้หลงรัก ยูจีนี ลูกสาวเจ้าของบ้านที่ตัวเขาเช่าอยู่ การที่เขาได้มาอยู่ใต้ชายคาเดียวกันทำให้ได้ใกล้ชิดจนมีความรู้สึกชอบพอ แต่ตัวเขาไม่กล้าที่จะบอกความในใจออกไปเพราะเธอก็ไม่มีท่าทีจะชอบพอในตัวเขา เมื่อความรักคับอกแต่ไม่กล้าที่จะบอก เขาจึงหันไประบายการวาดภาพในที่ต่างๆ ในช่วงเวลานี้เองที่แวนโก๊ะได้เริ่มวาดภาพอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก
แวนโก๊ะประสบความสำเร็จอย่างดีในการเป็นตัวแทนขายงานศิลปะที่ลอนดอน นับเป็นความสำเร็จครั้งแรกในชีวิตของเขาก็ว่าได้ แต่แล้วชีวิตเขาก็ต้องเปลี่ยนอีกครั้งเมื่อเขากลับบ้านไปเยี่ยมพ่อกับแม่ พ่อเขายังรบเร้าให้ตัวแวนโก๊ะกลับมาเป็นนักบวชต่อ ทำให้ตัวเขาเองเริ่มสับสนจนทำให้การงานเสียหายไป จนเขาตัดสินใจลาออกจากงานแล้วไปฝึกหัดทำงานด้านศาสนาที่โบสถ์โปรเตสแตนต์แห่งหนึ่ง แต่ไม่นานแวนโก๊ะก็ขอลาออกจากงานกลับไปอยู่ที่บ้านเฉยๆ จนพ่อต้องยื่นคำขาดว่าให้เขากลับไปเรียนให้จบ ช่วงเวลานี้แวนโก๊ะได้ลองพยายามทำตามที่พ่อต้องการไปเรียนเป็นครูสอนศาสนาอีกหลายครั้งแต่ทุกครั้งแวนโก๊ะก็ลาออกกลับมาอยู่ที่บ้านเอาแต่วาดภาพ จนพ่อเขาเดือดดาลมีปากเสียงกับแวนโก๊ะอย่างรุนแรง พ่อเขาหาว่าแวนโก๊ะเสียสติและจะจับตัวส่งโรงพยาบาลประสาท ทำให้แวนโก๊ะโกรธมากหนีออกจากบ้านไป
เขามีเงินติดตัวไม่มากนัก ช่วงเวลาทีเหลือนี่เองที่เขาต้องอาศัยเงินจาก ธีโอ น้องชายเขาคอยส่งเงินมาให้ในแต่ละเดือน ธีโอ ได้เสนอให้แวนโก๊ะไปเรียนศิลปะอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเสียที แวนโก๊ะจึงไปสมัครเรียนที่ Academie Royale Des Beaux-Arts แวนโก๊ะได้เริ่มเรียนศิลปะอย่างถูกวิธีเป็นครั้งแรกที่สถาบันแห่งนี้ในวัย 27 ปี เขาเริ่มภาพวาดขายอย่างจริงจัง แต่ไม่มีที่ใดรับซื้อภาพวาดของเขาเลย จนเขานึกถึงญาติชื่อ อังตอง เมิฟ ที่เป็นศิลปินมีชื่อเสียงอย่างมาก เขาจึงเดินทางไปหาเมิฟเพื่อขอความช่วยเหลือ
เมิฟยินดีให้ความช่วยเหลือให้ที่พักและได้สอนเทคนิคการวาดภาพอย่างละเอียดแก่แวนโก๊ะ แวนโก๊ะจึงให้ความเคารพกับเมิฟเป็นอย่างมาก ไม่นานนักเมิฟช่วยให้เขาได้มีสตูดิโอของตนเองเป็นครั้งแรก แต่ในท้ายที่สุดแวนโก๊ะก็ทะเลาะแตกหักกับเมิฟ สาเหตุหลักน่าจะมาจากการที่เขาปล่อยตัวเหลวแหลกออกเที่ยวผู้หญิง เมิฟเตือนเขาว่าให้อยู่ห่างจากหญิงโสเภณีถ้าหากยังต้องการประสบความสำเร็จอยู่ แต่แวนโก๊ะไม่เชื่อฟัง เขารับซีนหญิงจรจัดลูกติดให้เข้ามาอยู่ในบ้าน เมิฟเตือนเขาด้วยความหวังดีแต่ไม่เป็นผล เมิฟหัวเสียมากจึงตัดขาดไม่ยุ่งเกี่ยวแวนโก๊ะอีกนับจากนั้น
แวนโก๊ะต้องอาศัยเงินที่ได้จากธีโอในแต่ละเดือนมาใช้จ่ายอยู่กับซีนและลูกๆของเธอ รูปวาดที่แวนโก๊ะฝากธีโอให้ช่วยขายก็ยังขายไม่ออกเสียที ทำให้ไม่นานก็เกิดขัดสนจนในที่สุดซีนก็ได้พาลูกๆหนีไปจากเขา แวนโก๊ะกลับสู่ความเปล่าเปลี่ยวอีกครั้งเขาเดินทางท่องเที่ยวไปเรื่อยๆและคร่ำเคร่งกับการวาดภาพเพื่อจะลืมความเจ็บปวดต่างๆ
ชีวิตเขายากแค้นอดมื้อกินมื้อ บางวันเขามีเพียงขนมปังแห้งๆตกถึงท้องเท่านั้น ในช่วงนี้เองที่เขาเริ่มติดบุหรี่อย่างหนัก ถึงแม้ว่าธีโอจะส่งเงินมาให้อยู่เป็นประจำ แต่เขาก็นำเงินไปซื้ออุปกรณ์วาดรูปก่อนคิดถึงเรื่องการกินอยู่ ในที่สุดเขาตัดสินใจที่จะไปปารีส เพื่อดูด้วยตาตนเองว่าเหตุใดภาพวาดที่เขาส่งไปให้ธีโอขายทำไมขายไม่ได้เลยซักภาพ ธีโอได้เคยแนะนำเขาให้ลองเปลี่ยนสไตล์การวาดใช้สีสันสดใสบ้างเพราะภาพวาดของแวนโก๊ะสีดูมนๆอมทุกข์ลูกค้าไม่ค่อยชอบ แต่ตัวแวนโก๊ะเองไม่ยอมเปลี่ยน
เมื่อแวนโก๊ะได้มาอยู่ปารีสทำให้เขาได้มาสัมผัสกับความเคลื่อนไหวในแวดวงศิลปะด้วยตัวเอง ทำให้เขาเข้าใจในสิ่งที่ธีโอพร่ำบอกเขาให้เปลี่ยนวิธีวาดภาพ เพราะเวลานั้นวงการศิลปะก้าวสู่ยุคใหม่แล้ว ศิลปะแบบ อิมเพรสชันนิสต์ แวนโก๊ะเริ่มรู้ตัวว่าพื้นฐานทางศิลปะอบบครูพักลักจำของเขายังห่างไกลจากคำว่าศิลปินอาชีพอยู่มาก แวนโก๊ะตัดสินใจไปสมัครเรียนที่สตูดิโอ Fernand Cormon ที่นี่เองทำให้แวนโก๊ะมีเพื่อนศิลปินที่สนิทสนมกันมากกลุ่มหนึ่ง เพื่อนกลุ่มนี้มี อองรี เดอ ตูลุย-โลเตรก, เอมิล แบร์นาร์ด, หลุยส์ อังเกแตง, จอห์น ปีเตอร์ รัสเซลส์ และ ปอล โกแกง
ไม่ทันข้ามปีแวนโก๊ะก็มีปากเสียงกับธีโอน้องชายของเขา แวนโก๊ะกล่าวหาธีโอว่าไมีตั้งใจขายงานและดูถูกงานของเขา แวนโก๊ะจึงย้ายออกมาและต้องการเงินก้อนหนึ่งเพื่อเป็นทุนเดินทางไปยังเมืองทางใต้ จึงชักชวนเพื่อนๆจัดแสดงงานภาพ แต่เนื่องจากผลงานของแวนโก๊ะและเพื่อนในตอนนั้นพยายามเดินออกจากกระแสอิมเพรสชันนิสต์นำเสนอในรูปแบบใหม่ จึงถูกเมินจากลูกค้า การแสดงศิลปะครั้งนั้นจึงไม่ประสบผลสำเร็จ
แม้จะไม่ประสบความสำเร็จแวนโก๊ะก็ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้รับมิตรภาพจากเพื่อนสนิท เขามีความฝันว่าเขาจะตั้งคอมมูนิตี้เล็กๆให้เป็นแหล่งรวมศิลปินนักวาดภาพและเพื่อนๆให้มาร่วมทำงานด้วยกัน เขาได้คิดชื่อคอมมูนิตี้ไว้ก่อนแล้วว่า “Studio of The South)
แวนโก๊ะจากปารีสมุ่งหน้าลงใต้โดยทิ้งภาพวาด 200 กว่าภาพให้ธีโอดูแล ซึ่งเขาไม่สนใจแล้วว่ามันจะขายได้หรือไม่ เขาเลือกเมืองอาร์ลสเป็นที่ปักหลักเพราะเป็นที่อยู่ใกล้ทะเล เขาชอบวาดภาพชายทะเลตั้งแต่ยังอยู่ที่เฮกบ้านเกิดเขาแล้ว เขารู้สึกสงบเมื่อใช้ชีวิตวาดภาพอยู่ที่นี่
หลายเดือนผ่านไปแวนโก๊ะเริ่มมีอารมณ์ที่เปลี่ยนไปหงุดหงิดง่ายและซึมเศร้า ทั้งหมดนี้เริ่มต้นหลังจากที่ตัวเขาทราบข่าวการเสียชีวิตของ อังตอง เมิฟ ญาติศิลปินที่เขาไม่ได้เห็นหน้ากันอีกเลยหลังจากที่เขามีปากเสียงกัน เขาเริ่มเก็บตัวอยู่ในห้องและมีอารมณ์แปรปรวนขึ้นเรื่อยๆ
แวนโก๊ะได้หาที่ทำสตูดิโอตามความฝันจนไปเจออาคารหลังหนึ่งที่อยู่ใกล้กับสวนสาธารณะเล็กๆมีสีเหลือง เขาจึงตั้งชื่อว่า “Yellow House” แวนโก๊ะเขียนจดหมายไปบอกธีโอและให้ฝากไปบอกเพื่อนๆเขาด้วยว่า Studio of The South” นั้นเสร็จแล้วให้ทุกคนเตรียมมาทำงานที่นี้กันได้ ซึ่งคนแรกที่เดินทางมาหาก็คือ ปอล โกแกง ช่วงเวลาที่โกแกงมานั้นแวนโก๊ะมีชีวิตชีวาอย่างเห็นได้ชัด ภาพวาด Vase with Fifteen Sunflowers ที่โด่งดังที่สุดของเขาก็วาดในช่วงนี้เอง โกแกง ได้วาดภาพแสดงอารมณ์เบิกบานของเขาในชื่อภาพ The Painter of Sunflowers ซึ่งถือเป็นภาพประวัติศาสตร์เลยทีเดียว
https://en.m.wikipedia.org/wiki/The_Painter_of_Sunflowers
อันที่จริงแล้วโกแกงไม่ได้ตั้งใจมาหาแวนโก๊ะจริงๆ แต่ถูกธีโอว่าจ้างให้มาช่วยดูพี่ชายเขา ธีโอคืดว่าการที่มีโกแกงมาทำงานอยู่ด้วยจะทำให้อารมณ์ขึ้นๆลงๆพี่ชายเขาดีขึ้นและยังสามารถให้พี่ชายเขาได้พัฒนาฝีมือจากการเห็นการทำงานของโกแกง เพราะภาพวาดโกแกงที่ธีโอเป็นตัวแทนขายนั้นขายได้ผิดกับภาพวาดพี่ชายเขาที่ขายไม่ได้เลย แต่เรื่องทั้งหมดกลับไม่เป็นอย่างที่ธีโอคิด
แวนโก๊ะและโกแกงทำงานคู่ด้วยกันเป็นอย่างดี ทั้งคู่ไปวาดภาพที่ต่างๆด้วยกัน แต่เพียงแค่ไม่กี่เดือนทุกสิ่งทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป สาเหตุมาจากอีโก้ของทั้งคู่ที่ไม่ยอมลดลาวาศอกกัน ทั้งสองเริ่มเกิดความระแวงกันเอง
จนในคืนหนึ่ง แวนโก๊ะได้เข้ามาทางข้างหลังโกแกงในมือกำมีดโกนเอาไว้ด้วย โกแกงจึงเกิดความระแวงว่าแวนโก๊ะจะทำร้ายเขาซักวันหนึ่งจึงรีบขนย้ายของหนีไปจาก Yellow House ในคืนนั้นเองที่แวนโก๊ะได้เอามีดโกนมาเฉือนใบหูของเขาขาด เข้าวันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์ได้ลงข่าวว่ามีหญิงสาวรายหนึ่งแจ้งความกับตำรวจให้ไปจับกุมศิลปินวิปลาสที่เฉือนหูตัวเองส่งไปให้เธอ จากปากคำของผู้อาศัยที่อยู่แถวนั้นเล่าให้ฟังว่าคืนเกิดเหตุได้ยินเสียงคนร้องบ้าคลั่ง เสียงขว้างปาสิ่งของมาจากที่พักของแวนโก๊ะ ซึ่งเป็นคืนเดียวกับที่โกแกงเห็นแวนโก๊ะถือมีดและคิดว่าจะทำร้ายตนจึงย้ายหนีออกไป
https://www.telegraph.co.uk/news/2016/10/31/van-gogh-chopped-off-his-own-ear-after-fearing-his-newly-engaged/
สาเหตุที่แวนโก๊ะตัดหูตัวเองส่งไปให้หญิงสาวนั้นกล่าวกันว่ามาจากที่ตัวแวนโก๊ะได้ตกหลุมรักสาวคนนั้น จนออกปากขอเธอแต่งงาน แต่หญิงสาวปฏิเสธโดยพูดทำนองล้อเล่นว่าให้นำสิ่งมีค่าที่สุดของเขามาวางอยู่ตรงหน้าก่อนแล้วเธอจึงจะคิดดูอีกที นั้นคือที่มาของใบหูแวนโก๊ะในห่อพัสดุที่ถูกส่งไปให้หญิงสาว
หลังจากเหตุการณ์นี้เป็นต้นมาแวนโก๊ะมีอาการทางประสาทรุนแรงชัดเจนขึ้น เขาเก็บกดทางอารมณ์ต้องผิดหวังมาโดยตลอด ความหวังที่จะเปิดคอมมูนิตี้ก็พังทลายเพราะทะเลาะกับโกงแกง มีความรักกับหญิงสาวก็โอหักผิดหวังมาโดยตลอด ซ้ำภาพวาดของเขาก็ยังคงไม่สามารถขายได้ต่อไป วันที่โกแกงย้ายของหนีออกไปคือฟางเชือกเส้นสุดท้ายที่เค้าได้ระเบิดอารมณ์ออกมาจนตัดสินใจเฉือนใบหูแล้วส่งพัสดุไปให้หญิงสาว
พิพิธภัณฑ์ที่เยอรมันได้จัดแสดงใบหูจำลองของแวนโก๊ะที่ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์3มิติออกมาจากยีนส์โหลนของธีโอทีเป็นน้องชายของแวนโก๊ะออกมา https://mgronline.com/around/detail/9570000063005
ความปั่นป่วนทางใจทำให้เขาต้องเข้าไปพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลจิตเวทหลายต่อหลายครั้ง ตอนที่เขาเข้ารับการบำบัดที่สถานบำบัด แซ็ง เรมี เดอ พรอว็องส์ นี้เอง แวนโก๊ะก็ได้วาดภาพ The Starry Night ขึ้นมา ภาพนี้มีชื่อเสียงอยากมาก กล่าวว่าเขาวาดภาพนี้จากการมองไปที่หน้าต่างของห้องที่เขารักษาตัวอยู่ ภาพจะเห็นมุมมองจากสถานบำบัดมองไปยังเมือง ที่ท้องฟ้ามีดาวที่เปล่งประกายเป็นลายก้นหอย ภาพนี้แวนโก๊ะเขาได้ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก ความเหงา ความเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย ความทรมาน และพลังความเคลื่อนไหวที่อยู่ในบรรยากาศที่หยุดนิ่ง ตลอดจนเป้าหมายที่ต้องการจะเดินทางไปสรวงสวรรค์ด้วยความตาย
https://th.m.wikipedia.org/wiki/ราตรีประดับดาว ปัจจุบันภาพ The Starry Night ถูกจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Museum of Modern Art สหรัฐอเมริกา
เมื่อออกจากโรงพยาบาลแล้วแวนโก๊ะได้ย้ายไปอยู่ที่ โอแวร์ซูว์รวซใกล้กับกรุงปารีส และอยู่ในการดูแลรักษาของแพทย์ Paul Gachet ในช่วงนี้เองเขาจึงได้วาดภาพเหมือนของหมอ Gachet ภาพมีชื่อว่า Portrait of Dr.Gachet ซึ่งถือเป็นภาพที่มีมูลค่ามากที่สุดของผลงานแวนโก๊ะในปัจจุบัน ชีวิตแวนโก๊ะในช่วงนี้ทำท่าว่าจะเงียบสงบดีแต่ภาวะซึมเศร้าก็ดำเนินมาจนถึงวันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ.1890 เขาใช้ปืนลูกโม่ยิงเข้าตัวเอง เขาไม่ได้เสียชีวิตทันทีเขาลากตัวเขาเดินกลับมายังที่พักด้วยตัวเอง เพื่อนบ้านกับหมอได้เข้ามาดูอาการแต่จากบาดแผลแล้วรักษายากยิ่งนัก ธีโอน้องชายเมื่อได้ทราบข่าวก็รีบรุดมาหาเขาทันที ธีโอมาทันได้ดูใจแวนโก๊ะแวนโก๊ะสิ้นใจหลังจากที่ยิงตัวเองไป 2 วัน ธีโอเสียใจยิ่งนักที่ตัวเขาไม่สามารถช่วยเหลือพี่เขาได้ ในปีต่อมาธีโอก็ได้เสียชีวิตตามพี่ชายเขาไป อาจกล่าวได้ว่าตลอดชีวิตของแวนโก๊ะมีธีโอเพียงคนเดียวที่คอยช่วยเหลือสนับสนุนแวนโก๊ะมาโดยตลอดตราบจนวาระสุดท้าย
แวนโก๊ะตอนมีชีวิตอยู่ ผลงานเขาไม่มีใครซื้อ ไม่มีใครยอมรับ ไม่มีใครอยากได้ แต่พอเขาเสียชีวิตเพราะใช้ปืนยิงตัวเอง เขากลับโด่งดัง ผู้คนต่างค้นหาภาพวาดของเขา หลายสิบปีให้หลังจากตัวเขาเองเสียชีวิต ภาพวาดของแวนโก๊ะเริ่มมีการประมูลซื้อขายมูลค่าหลายล้านเหรียญ ภาพต่างๆเป็นที่ต้องการของคนทั้งหลาย
หากตอนที่แวนโก๊ะมีชีวิตอยู่สามารถขายรูปวาดเขาได้มูลค่าเท่าปัจจุบันซักรูปเดียว ชีวิตในบั้นปลายของเขาคงเปลี่ยนไปไม่เป็นเช่นนี้...
ข้อมูลอ้างอิง
-หนังสือ World of Knowledge Series
ถ้าชื่นชอบฝากกดไลค์กดแชร์กดติดตามเพื่อเป็นกำลังใจด้วยครับ
ปั่นเรื่อง เป็นภาพ
โฆษณา