"ทำไมกินหวานที่มาจากน้ำตาลถึงไม่ดีต่อสุขภาพ"
1.น้ำตาลทราย(ซูโครส),(table sugar) ซูโครส 1 โมเลกุลประกอบด้วยมอโนแซ็กคาไรด์ 2 โมเลกุลได้แก่กลูโคสและฟรุคโตส
กลูโคสนั้นเป็นน้ำตาลโมเลกุลที่ได้จากแป้ง เช่น มันฝรั่ง ในทุกๆ เซลล์ของร่างกายสามารถสร้างกลูโคสและกลูโคสยังถูกพบในทุกๆ เซลล์อีกด้วย อาจสรุปได้ว่า กลูโคสเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ในขณะที่ฟรุกโตสไม่ใช่!! มนุษย์ไม่สามารถได้ผลิตฟรุกโตส
กระบวนการเผาผลาญกลูโคสและฟรุกโตสนั้นมีความแตกต่างกันมาก กุญแจสำคัญที่ทำให้ตระหนักถึงการบริโภคฟรุกโตสก็คือ ทุกเซลล์ของร่างกายสามารถนำกลูโคสไปใช้ได้ แต่ "ตับ" กลับเป็นอวัยวะเดียวของร่างกายที่จะสามารถนำฟรุกโตสไปใช้ได้และใช้ได้ในปริมาณที่จำกัดอีกด้วย เมื่อคนหันไปบริโภคอาหารที่ให้พลังงานสูงและยังมีปริมาณน้ำตาลฟรุกโตสสูงด้วย ส่งผลให้ตับต้องทำงานหนักในการเผาผลาญฟรุกโตสให้หมดและเปลี่ยนฟรุกโตสที่เหลือให้กลายเป็นไขมัน
2.น้ำตาลไม่มีแม้กระทั่งวิตามินหรือเกลือแร่ น้ำตาลเป็นแค่เครื่องปรุงอย่างหนึ่่งที่ใช้ในการประกอบอาหารหรือปรุงรสเท่านั้น การเติมน้ำตาลเพิ่มลงในอาหารจึงมีประโยชน์เพียงแค่เพิ่มพลังงานที่ร่างกายจะได้รับไม่ได้เป็นการเพิ่มสารอาหารที่จำเป็นต่ำร่างกาย
3. น้ำตาลเป็นสาเหตุของภาวะไขมันพอกตับ เมื่อเราบริโภทน้ำตาลจำนวนมาก ฟรุกโตสเหล่านั้นจะถูกส่งไปที่ตับ ,ในคนปกติที่ออกกำลังกายตับมีปริมาณของไกลโคเจนต่ำหลังจากผ่านการออกกำลังกายมา น้ำตาลฟรุกโตสเหล่านั้นจะถูกใช้ในการสร้างไกลโคเจนกลับคืนมา
อย่างไรก็ตาม คนส่วนมากไม่ได้บริโภคฟรุกโตสหลังจากออกกำลังกายแต่ในตับก็ยังสามารถสร้างไกลโคเจนมาเติมเต็มได้และเมื่อตับเต็บไปด้วยไกลโคเจนแล้ว น้ำตาลฟรุกโตสที่เหลืออยู่ในตับจึงต้องถูกเปลี่ยนไปอยู่ในรูปของไขมัน ซึ่งไขมันส่วนหนึ่งจะถูกส่งออกไปยังภายนอกเซลล์ และอีกส่วนหนึ่งจะถูกสะสมไว้ที่ตับ การที่มีการสะสมไขมันไว้ที่ตับเรื่อยๆ จะนำไปสู่โรคภาวะไขมันพอกตับชนิด non-alcoholic fatty liver disease อีกทั้งยังทำให้ไขมันไปจับตัวรอบอวัยวะต่างๆ และอาจนำไปสู่โรคหัวใจในที่สุด
4. น้ำตาลส่งผลต่อระดับคลอเรสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์
น้ำตาลฟรุกโตสที่ได้จากน้ำตาลหลังจากถูกเปลี่ยนให้อยู่ในรูปไขมันแล้วจะถูกส่งออกจากตับและส่วนมากจะถูกส่งออกในรูปของ Very Low Denstiry Lipoprotein (VLDL) ซึ่งไขมันชนิดนี้เมื่อเข้าสู่กระแสเลือดจะถูกเปลี่ยนเป็นคลอเลสเตอรอลชนิด LDL (คลอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี) มีผลทำให้ไตรกลีเซอไรด์และคลอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น จากการได้รับพลังงาน 25% จากน้ำตาลฟรักโตสส่งผลให้ไขมันในเลือดเพิ่มขึ้นเป็นสาเหตุให้เกิดโรคอ้วนลงพุง (metabolic syndrome) อันเป็นก้าวแรกของการเป็นโรคอ้วน โรคหัวใจ โรคเบาหวานประเภทที่สอง และยังส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว
5. น้ำตาลก่อให้เกิดภาวะต่อต้านอินซูลิน:หน้าที่หลักของอินซูลินในร่างกายของเราก็คือ การพากลูโคสในกระแสเลือดเข้าสู่เซลล์ เมื่อร่างกายได้รับน้ำตาล ตับอ่อนจะทำหน้าที่ผลิตอินซูลินโดยอัตโนมัติ แล้วหลังจากนั้นอินซูลินที่ตับอ่อนสร้างขึ้นมาจะไปจับกับน้ำตาลและนำพาน้ำตาลไปหล่อเลี้ยงเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆในร่างกาย
เมื่อร่างกายได้รับพรุตโตสในปริมาณมากเกินไปเซลล์มีแนวโน้มที่จะดื้อต่ออินซูลิน เมื่อเซลล์เริ่มดื้อต่ออินซูลิน ตับอ่อนจะหลั่งอินซูลินให้มากขึ้นเพื่อลดกลูโคสจำนวนมากในเลือด ป้องกันอันตรายจากการมีกลูโคสในเลือดสูงจนเสียสมดุลซึ่งจะทำให้เป็นโรคเบาหวาน เมื่อร่างกายดื้อต่ออินซูลินมากขึ้นจะทำให้ เบต้าเซลล์ในตับอ่อนถูกทำลายและสูญเสียความสามารถในการผลิตอินซูลินให้เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการเป็นสาเหตุให้เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งประชาชนมากกว่า 300 ล้านคนทั่วโลกกำลังเผชิญกับโรคนี้อยู่ และเมื่อร่างกายได้รับอินซูลินมากขึ้นจะเป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็งอีกด้วย
6. น้ำตาลเพิ่มความเสี่ยงของโรค
เช่น โรคหัวใจ, โรคเบาหวานประเภทที่ 1, โรคอ้วน, โรคที่มีการอักเสบของระบบทางเดินอาหาร (inflammatory bowel diseases), โรคอ้วน, โรคแพ้ภูมิตนเอง (autoimmune disease) และโรคมะเร็งทั้งหลาย
7. น้ำตาลไม่ได้ทำให้อิ่ม ในบริเวณของสมองมีส่วนหนึ่งที่ถูกเรียกว่า ไฮโปทาลามัส สมองส่วนไฮโปทาลามัสมีบทบาทสำคัญในกลไกการควบคุมสมดุลของอาหารและพลังงานในร่างกาย การกระตุ้นการทำงานของ MC4R ด้วย α – Melanocyte stimulating hormone (α - MSH) จะทำให้เกิดการสังเคราะห์ฮอร์โมนที่ทำให้เรารู้สึกอิ่ม ผลคือลดความอยากอาหารหรือทำให้รู้สึกอิ่ม และเพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย เมื่อรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลฟรุกโตสเป็นองค์ประกอบจะรู้สึกอิ่มช้า
8. น้ำตาลทำให้เกิดอาการเสพติด
เมื่อเรากินน้ำตาล สมองจะตอบสนองด้วยการหลังฮอร์โมนแห่งความสุขที่รู้จักกันในชื่อของ โดปามีน และผลของโดปามีนทำให้เกิดอาการเสพติดได้เหมือนกับโคเคน
9. น้ำตาลทำให้เกิดภาวะดื้อต่อเลปติน
เลปติน( Leptin) เป็นฮออร์โมนชนิดหนึ่งที่ถูกสร้างจากเซลล์ที่ทำหน้าที่สะสมไขมัน ซึ่งหลังจากสร้างแล้วก็จะไปออกฤทธิ์ที่สมองส่วนไฮโปธาลามัส ที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกหิวและอิ่ม เมื่อมีไขมันมากขึ้น ปริมาณของเลปตินก็จะถูกสร้างมากขึ้น แต่ถ้าปริมาณของไขมันน้อยลงเลปตินก็จะถูกสร้างน้อยลง ปริมาณของเลปตินมากขึ้น การเผาผลาญก็จะเพิ่มมากขึ้นและควบคุมให้รับประทานน้อยลง
น้ำตาลฟรุกโตสจะไปยับยั้งการส่งสัญญาณเลปตินในสมอง จึงเป็นสาเหตุให้สมองเข้าใจผิดคิดว่ายังไม่มีการสะสมไขมัน จึงสั่งให้เรากินต่อไปเรื่อยๆ แม้กระทั่งในยามที่เราเครียด วิตกกังวล อ่อนล้า ก็จะส่งผลให้เรากินมากขึ้นเช่นกัน
1ถูกใจ
1แชร์
588รับชม
แสดงความคิดเห็นของคุณ...
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      เรากำลังอยู่ในสังคมที่ตอแหล ผมขอโทษที่ใช้ภาษาไม่สุภาพ แต่มันเป็นความจริงนะครับ คนไทยส่วนใหญ่อยู่ในสภาวะ ที่โดนบังคับ เฉยจนชิน เห็นแต่ทำเป็นไม่เห็น หากไม่ใช่เรื่องของเรา ไม่ยุ่ง ไม่สน ไม่เสือก รู้แต่ไม่พูด เงียบเข้าไว้ จะได้ไม่เดือดร้อน ต้องทำเป็นไม่ได้ยิน แกล้งโง่เพื่อจะได้อยู่รอด เพิกเฉยต่อสิ่งที่ผิด เพื่อให้มีชีวิตต่อไป แล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนที่ไม่มีเสียง เช่น เด็กนักเรียน นักศึกษา ที่กล้าพูดความจริง ทำ เพราะคนอื่นเขาทำ ชอบ เพราะคนอื่นเขาชอบ เกลียด แบบไม่มีเหตุผล รัก แบบไม่ต้องหาคำอธิบาย อ่อนน้อมต่อผู้มีอำนาจที่สูงกว่า เพื่อให้ตัวเองอยู่รอด แล้วกอบโกยความสำเร็จจนร่ำรวย หากใครทำได้ก็เป็นที่ชื่นชม และได้รับการอวย
      สรุปทุกฟีเชอร์บน Blockdit ที่ถูกเพิ่มเข้ามาใหม่ตลอดปี 2022 ตลอดปี 2022 ผู้ใช้งาน Blockdit คงจะสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับแพลตฟอร์มทั้งด้าน Feature และ UX/UI
      • 10 Facts สนุก ๆ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน #215
      หรือ AI กำลังจะกลืนกินแม้กระทั้งวงการนางแบบ ?? ภาพที่เห็นคือหญิงสาวที่ถูกสร้างโดย AI ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานของ เจ้าของบัญชีทวิตเตอร์ที่ใช้ชื่อว่า The Realist
      ดูทั้งหมด