"ข้อเปรียบเทียบระหว่างวรรณกรรมกับเรื่องจริงทางประวัติศาสตร์จีนสามก๊ก"
ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ในสามก๊ก แสดงรายการเนื้อเรื่องที่แต่งเสริมขึ้นในวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์เรื่องสามก๊ก เรียงตามลำดับเหตุการณ์ พร้อมอธิบายความแตกต่างระหว่างเนื้อเรื่องในวรรณกรรมและข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์
วรรณกรรมเรื่องสามก๊กมีเนื้อหาที่อิงมาจากประวัติศาสตร์ปลายยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออกต่อยุคสามก๊ก ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย จึงทำให้ผู้อ่านหลายคนเข้าใจผิดว่าเนื้อเรื่องที่ปรากฏในวรรณกรรมเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในยุคสามก๊ก แหล่งข้อมูลของประวัติศาสตร์ยุคสามก๊กที่เชื่อถือได้มากที่สุดคือจดหมายเหตุสามก๊ก (ซันกั๋วจื้อหรือสามก๊กจี่) ที่เขียนโดยตันซิ่ว และเพิ่มอรรถาธิบายโดยเผยซงจือ แหล่งข้อมูลอื่นๆที่ครอบคลุมประวัติศาสตร์ในยุคสามก๊กได้แก่ โฮ่วฮั่นซู (จดหมายเหตุราชวงศ์ฮั่นยุคหลัง) ของฟ่านเย่ และ จิ้นซู (จดหมายเหตุราชวงศ์จิ้น) ของฝางเสฺวียนหลิ่ง ด้วยความที่วรรณกรรมเรื่องสามก๊กเป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ เนื้อเรื่องหลายส่วนจึงเป็นเนื้อเรื่องที่แต่งเสริมขึ้น หรือนำมาจากนิทานพื้นบ้าน หรืออิงมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยุคอื่นๆของประวัติศาสตร์จีน
ข้อเปรียบเทียบตอนที่๑ : เตียวหุยเฆี่ยนต๊กอิ้ว
หลังเล่าปี่ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายอำเภออันห้อกวนจากความชอบในการปราบปรามโจรโพกผ้าเหลือง ต๊กอิ้ว (ตำแหน่งผู้ตรวจการของราชสำนัก) ได้เดินทางมายังอำเภออันห้อกวนและเรียกร้องสินบนจากเล่าปี่ แต่เล่าปี่ไม่ยอมจ่ายสินบนให้ต๊กอิ้ว ต๊กอิ้วจึงนำปลัดอำเภอมาเฆี่ยนเพื่อบังคับให้ใส่ร้ายเล่าปี่ เตียวหุยทราบข่าวก็โกรธมาก จึงบุกเข้าจับตัวต๊กอิ้วออกมา เอาผมต๊กอิ้วผูกกับหลักม้า แล้วจึงเฆี่ยนต๊กอิ้วอย่างสาหัส เล่าปี่เข้ามาห้ามเตียวหุยให้หยุดเฆี่ยน ฝ่ายกวนอูได้แนะนำเล่าปี่ให้ฆ่าต๊กอิ้วเสียแล้วไปอยู่ที่อื่น เล่าปี่ปฏิเสธที่จะฆ่าต๊กอิ้ว ทำเพียงลาออกจากตำแหน่งนายอำเภอพร้อมคืนตราประจำตำแหน่งให้ต๊กอิ้ว แล้วเดินทางออกจากอำเภออันห้อกวนไป
(ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์)
ในจดหมายเหตุสามก๊ก บทชีวประวัติเล่าปี่ ได้บันทึกไว้ว่าตัวเล่าปี่เองเป็นผู้เฆี่ยนต๊กอิ้ว ในจดหมายเหตุระบุไว้ว่าต๊กอิ้วปฏิเสธที่จะให้เล่าปี่เข้าพบแล้วอ้างว่าตนเองป่วย แต่เล่าปี่กลับบุกเข้าไปในห้องของต๊กอิ้วแล้วลากออกมาผูกกับต้นไม้ แล้วโบยตีกว่าร้อยครั้ง
1
ข้อเปรียบเทียบตอนที่๒ : โจโฉมอบกระบี่
โจโฉอาสาอ้องอุ้นจะไปลอบสังหารตั๋งโต๊ะ โดยได้ขอยืมกระบี่สั้นของอ้องอุ้นไปใช้ในการสังหาร วันถัดมาโจโฉได้ซ่อนกระบี่ไว้ในเสื้อแล้วเข้าพบตั๋งโต๊ะถึงห้อง โจโฉคิดจะใช้กระบี่แทงระหว่างที่ตั๋งโต๊ะนอนหันหลังให้ แต่ตั๋งโต๊ะมองเห็นโจโฉถือกระบี่จากภาพสะท้อนในกระจกจึงหันกลับมาถามโจโฉ โจโฉเห็นการไม่สมความคิดจึงรีบคุกเข่าและยื่นกระบี่มอบให้ตั๋งโต๊ะอ้างว่าจะมอบเป็นของขวัญให้ตั๋งโต๊ะ หลังจากนั้นโจโฉเห็นว่าอยู่ในเมืองลกเอี๋ยงต่อไปเห็นจะเป็นอันตราย จึงหลบหนีกลับไปบ้านเกิด
(ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์)
ในจดหมายเหตุสามก๊ก บทชีวประวัติโจโฉ ได้ระบุไว้ว่า ตั๋งโต๊ะต้องการแต่งตั้งให้โจโฉมีตำแหน่งนายพันทหารม้า "เซียวฉีเสี้ยวเหว่ย" และชักชวนโจโฉมาเป็นพวก โจโฉปฏิเสธแล้วปลอมตัวหนีกลับบ้านเกิด ไม่มีการการกล่าวถึงการพยายามลอบสังหารตั๋งโต๊ะของโจโฉก่อนที่จะหลบหนี
ข้อเปรียบเทียบตอนที่๓ : ตันก๋งจับและปล่อยตัวโจโฉ
โจโฉหนีจากเมืองลกเอี๋ยงหลังการลอบสังหารตั๋งโต๊ะล้มเหลว ตั๋งโต๊ะสั่งให้ออกประกาศจับโจโฉไปทุกพื้นที่รอบลกเอี๋ยง ระหว่างที่หลบหนี โจโฉถูกจับได้ที่อำเภอจงพวนแล้วถูกคุมตัวไปให้ตันก๋งผู้เป็นนายอำเภอ ตันก๋งลอบมาสนทนากับโจโฉแล้วประทับใจในอุดมการณ์ของโจโฉ จึงตัดสินใจที่จะปล่อยโจโฉ อีกทั้งยังยอมสละตำแหน่งนายอำเภอจงพวนเพื่อติดตามโจโฉไปด้วย
1
(ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์)
ในจดหมายเหตุสามก๊ก บทชีวประวัติโจโฉ ระบุว่า เมื่อโจโฉผ่านอำเภอจงพวน ได้ถูกนายบ้านคนหนึ่งสงสัยจับกุมตัวส่งไปที่ทำการอำเภอ แต่โจโฉก็ถูกปล่อยตัวไปในภายหลัง ไม่มีหลักฐานที่บ่งบอกว่าโจโฉพยายามที่จะลอบสังหารตั๋งโต๊ะก่อนที่จะถูกจับกุมที่อำเภอจงพวน และชื่อของนายบ้านที่จับกุมโจโฉก็ไม่ได้ถูกบันทึกไว้
ข้อเปรียบเทียบตอนที่๔ : โจโฉสังหารแปะเฉีย
ด้วยความช่วยเหลือของตันก๋งทำให้โจโฉรอดชีวิตและเดินทางกลับบ้านเกิดโดยมีตันก๋งติดตามไปด้วย ในระหว่างทางโจโฉได้แวะพักที่บ้านของแปะเฉีย เพื่อนของพ่อโจโฉ แปะเฉียได้ให้ที่พักพร้อมจัดสุราเลี้ยงแต่ในบ้านไม่มีสุราจึงออกจากบ้านไปซื้อสุรา ปล่อยให้โจโฉและตันก๋งพักผ่อน ในขณะที่ทั้งสองกำลังงีบหลับก็ได้ยินเสียงมีดลับ โจโฉได้พิจารณาและนึกคิดว่า แปะเฉียคิดคดทรยศหวังอยากได้เงินรางวัล เลยคิดจะจับพวกตนไปยังเมืองหลวง จึงได้ชักชวนตันก๋งให้ร่วมมือกันสังหารบ่าวและคนในครอบครัวของแปะเฉียเสียก่อนที่จะฆ่าพวกตน หลังจากทั้งสองได้สังหารทั้งหมดกลับปรากฏว่าเป็นความเข้าใจผิด เพราะพวกเขากำลังเตรียมฆ่าหมูเพื่อจัดเลี้ยงต่างหาก โจโฉและตันก๋งเห็นท่าไม่ดีจึงรีบออกจากบ้านแต่ทว่ากลับพบกับแปะเฉียซะก่อน แปะเฉียได้ชักชวนกลับไปพักที่บ้าน แต่โจโฉกลับสังหารลงในที่สุด
(ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์)
ในจดหมายเหตุสามก๊ก บทชีวประวัติโจโฉ ระบุว่า โจโฉได้หลบหนีตั๋งโต๊ะไปยังบ้านเกิด ระหว่างทางได้ไปพักที่บ้านแปะเฉีย ซึ่งแปะเฉียไม่อยู่บ้าน แต่บรรดาบุตรได้ต้อนรับและให้ที่พักเป็นอย่างดี แต่แท้จริงแล้วบรรดาบุตรแปะเฉียและบ่าวรับใช้รวมหัวกันหวังจะจับโจโฉไปมอบให้แก่เมืองหลวง โจโฉรู้ทันจึงได้ทำการสังหารหมู่บรรดาบุตรแปะเฉียและบ่าวรับใช้พร้อมครอบครัวของแปะเฉียจนหมดสิ้น หลังจากนั้นก็หลบหนีไป ส่วนแปะเฉียเดินทางกลับบ้านก็พบว่าครอบครัวถูกสังหารหมดสิ้นจึงเสียใจและตรอมใจตาย
ข้อเปรียบเทียบตอนที่๕ :ลิโป้และเตียวเสียน
เตียวเสียน เป็นตัวละครที่ถูกแต่งเสริมเข้ามาในวรรณกรรม อ้องอุ้นผู้เป็นบิดาบุญธรรมของเตียวเสียน ได้ออกอุบายให้เตียวเสียนไปยุให้ตั๋งโต๊ะและลิโป้ขัดแย้งกัน และสามารถทำให้ลิโป้สังหารตั๋งโต๊ะได้เป็นผลสำเร็จ
ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์
ในจดหมายเหตุสามก๊ก บทชีวประวัติลิโป้ และใน โฮ่วฮั่นซู ได้บันทึกว่าลิโป้ลอบมีความสัมพันธ์กับสาวใช้คนหนึ่งของตั๋งโต๊ะ แล้วกลัวว่าตั๋งโต๊ะจะจับได้ นอกจากนี้ ลิโป้ยังไม่พอใจตั๋งโต๊ะที่เคยขว้างทวนใส่เพื่อระบายโทสะ แต่ลิโป้หลบได้ ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ระบุแน่ชัดถึงชื่อของสาวใช้ของตั๋งโต๊ะว่ามีชื่อว่า "เตียวเสียน" ชื่อของ "เตียวเสียน" นั้นเป็นไปได้ว่าอาจจะมีที่มาจาก "เตียว" ที่หมายถึงสัตว์สี่เท้าชนิดหนึ่งคล้ายกระรอก มีหางเป็นพวงสวย นิยมนำมาใช้ทำพู่ประดับหมวก และ "เสียน" ที่หมายถึงจักจั่น ซึ่งจีนโบราณนิยมทำจักจั่นทองคำเป็นเครื่องประดับ
1
ข้อเปรียบเทียบตอนที่๖ : เงื่อนไขสามประการของกวนอู
โจโฉและเล่าปี่ร่วมกันตีลิโป้ที่ชีจิ๋ว และเอาชนะจับตัวลิโป้ประหารได้ในศึกแห้ฝือ โจโฉได้แต่งตั้งกีเหมาเป็นผู้ว่าราชการแคว้นชีจิ๋วแทนลิโป้ ภายหลังเล่าปี่ตัดขาดกับโจโฉแล้วเข้ายึดครองชีจิ๋วหลังกวนอูสังหารกีเหมา โจโฉจึงนำทัพไปตีเล่าปี่และเพื่อยึดชีจิ๋วคืน ในการรบครั้งหนึ่ง เล่าปี่และเตียวหุยนำทัพไปปล้นค่ายโจโฉ แต่ถูกซ้อนกลโดนซุ่มโจมตี ต่างคนต่างก็หนีไปคนละทางในระหว่างชุลมุน ฝ่ายกวนอูซึ่งอยู่รักษาเมืองแห้ฝือ แต่ถูกลวงให้ออกมาจากเมืองและถูกล้อมไว้บนเนินเขาแห่งหนึ่ง โจโฉยึดแห้ฝือที่สำเร็จแล้วให้ทหารรักษาครอบครัวของเล่าปี่ไว้ โจโฉส่งเตียวเลี้ยวไปเกลี้ยกล่อมกวนอูให้ยอมจำนน กวนอูยอมจำนนโดยเสนอเงื่อนไขสามข้อให้โจโฉดังนี้
1
กวนอูสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ ไม่ใช่สวามิภักดิ์ต่อโจโฉ
ภรรยาของเล่าปี่สองคนคือกำฮูหยินและบิฮูหยิน ซึ่งเป็นพี่สะใภ้ของกวนอูจะต้องไม่ได้รับอันตรายและได้รับการปรนนิบัติอย่างดี
หากได้ข่าวว่าเล่าปี่อยู่ที่ใด กวนอูจะไปหาเล่าปี่ทันที
โจโฉยอมรับเงื่อนไขสามข้อ กวนอูจึงอยู่รับราชการกับโจโฉชั่วคราว ก่อนจะกลับไปหาเล่าปี่ในภายหลัง
(ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์)
ในจดหมายเหตุสามก๊ก บทชีวประวัติกวนอู ได้ระบุว่า เล่าปี่เข้าตีแคว้นชีจิ๋วอย่างฉับพลันไม่ให้กีเหมาทันตั้งตัวแล้วสังหารกีเหมา จากนั้นจึงให้กวนอูไปรักษาเมืองแห้ฝือ ส่วนตัวเล่าปี่ไปรักษาเมืองเสียวพ่าย ในปี ค.ศ. 200 โจโฉนำทัพเข้าตีเล่าปี่แตกพ่าย เล่าปี่หนีไปพึ่งอ้วนเสี้ยว ส่วนกวนอูถูกทหารโจโฉจับตัวได้แล้วถูกนำตัวไปเมืองฮูโต๋ โจโฉตั้งให้กวนอูเป็นขุนพลเพียนเจียงจวิน และปฏิบัติต่อกวนอูอย่างดี ไม่มีการกล่าวถึงการยอมจำนนของกวนอู รวมถึงเรื่องที่กวนอูเสนอเงื่อนไขสามข้อในการยอมจำนน
ข้อเปรียบเทียบตอนที่๗ :กวนอูสังหารงันเหลียงและบุนทิว
ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่: ศึกแปะเบ๊ และ ศึกเอี๋ยนจิน
ก่อนศึกกัวต๋อระหว่างอ้วนเสี้ยวและโจโฉ ทั้งสองฝ่ายได้ปะทะกันสองครั้งในศึกแปะแบ๊และศึกเอี๋ยนจิน อ้วนเสี้ยวส่งขุนพลงันเหลียงมาโจมตีทัพโจโฉที่แปะเบ๊ ระหว่างการศึก ขุนพลชาญศึกฝ่ายโจโฉอย่างซิหลงไปรบกับงันเหลียงแต่แพ้กลับมา โจโฉจึงให้ไปตามกวนอูมารบกับงันเหลียง กวนอูมีชัยสามารถสังหารงันเหลียงได้ บุนทิวอีกหนึ่งขุนพลของอ้วนเสี้ยวได้ยกทัพมาภายหลังเพื่อแก้แค้นให้งันเหลียงแต่ก็ถูกกวนอูสังหารตามไป
1
(ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์)
ในจดหมายเหตุสามก๊ก บทชีวประวัติกวนอู ได้ระบุไว้ว่าอ้วนเสี้ยวสั่งให้งันเหลียงยกทัพไปล้อมเล่าเอี๋ยนขุนพลฝ่ายโจโฉที่แปะแบ๊ โจโฉจึงส่งเตียวเลี้ยวและกวนอูให้นำทัพหน้าไปโจมตีงันเหลียง ระหว่างการรบกวนอูได้สังเกตเห็นงันเหลียงจึงบุกฝ่าทหารงันเหลียงเข้าไปถึงตัวงันเหลียงแล้วสังหาร จากนั้นจึงตัดศีรษะงันเหลียงกลับมา ขุนพลของอ้วนเสี้ยวคนอื่นไม่อาจต้านทานได้ กวนอูสลายการล้อมที่แปะเบ๊ได้สำเร็จ
ส่วนในบทชีวประวัติอ้วนเสี้ยวของ จดหมายเหตุสามก๊ก ได้ระบุไว้ว่า หลังงันเหลียงตาย ทหารอ้วนเสี้ยวนำโดยเล่าปี่และบุนทิวได้ข้ามแม่น้ำฮองโหมาที่ด้านใต้ของตำบลเอี๋ยนจิน แล้วถูกทหารโจโฉโจมตีแตกพ่าย บุนทิวถูกสังหารในการรบ แต่ไม่ได้ระบุว่าถูกสังหารโดยกวนอู
1
ข้อเปรียบเทียบตอนที่๘ : กวนอูฝ่าห้าด่านสังหารหกขุนพล
1
ภาพวาดสมัยราชวงศ์ชิงของหลวงจีนเภาเจ๋ง
กวนอูได้ข่าวว่าเล่าปี่ยังมีชีวิตอยู่และขณะนั้นอยู่ด้วยอ้วนเสี้ยว จึงตัดสินใจลาโจโฉกลับไปหาเล่าปี่พร้อมด้วยภรรยาทั้งสองคนของเล่าปี่ กวนอูพยายามเข้าพบโจโฉเพื่อคำนับลาแต่โจโฉไม่ยอมให้กวนอูเข้าพบแสร้งทำเป็นป่วย กวนอูจึงเขียนหนังสือลาให้โจโฉแล้วเดินทางจากไป โดยไม่ได้นำทรัพย์สินสิ่งของใดๆที่โจโฉมอบให้ติดตัวไป เว้นแต่ม้าเซ็กเธาว์เท่านั้น กวนอูยังได้สละบรรดาศักดิ์ "ฮั่นสือแต่งเฮา" (ฮั่นโซ่วถิงโหว) แล้วทิ้งตราประจำตำแหน่งไว้ เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาของโจโฉต่างไม่พอใจกวนอูที่แสดงกิริยาโอหังที่จากไปโดยไม่มาคำนับลา จากอาสาโจโฉจะไปไล่ตามจับกวนอูกลับมา โจโฉไม่อนุญาตเพราะรู้ดีว่าไม่มีใครที่สามารถหยุดกวนอูไว้ได้
กวนอูขี่ม้าคุ้มครองรถของพี่สะใภ้ทั้งสองเดินทางไปจนถึงด่านแรกคือด่านตังเหลงก๋วนซึ่งมีนายด่านชื่อขงสิ้ว ซึ่งได้ห้ามกวนอูไม่ให้ผ่านด่านไปเพราะกวนอูไม่มีหนังสือเบิกด่าน กวนอูโมโหจึงสังหารขงสิ้วแล้วเดินทางผ่านด่านตังเหลงก๋วนไป
1
ต่อมากวนอูคุมรถพี่สะใภ้เดินทางมาถึงเมืองลกเอี๋ยง ฮันฮกผู้รักษาเมืองลกเอี๋ยงได้นำทหารหนึ่งพันนายออกมาสกัดกวนอู ฮันฮกให้เบงทันขุนพลผู้ช่วยไปท้ารบกับกวนอู แต่เบงทันก็ถูกกวนอูฟันตัวขาดเป็นสองท่อนถึงแก่ความตาย ระหว่างที่กวนอูรบกับเบงทัน ฮันฮกได้ลอบยิงเกาทัณฑ์ใส่กวนอู ลูกเกาทัณฑ์ไปถูกไหล่ซ้ายของกวนอู กวนอูจึงชักลูกเกาทัณฑ์ออก แล้วขับม้าตรงไปสังหารฮันฮก ทหารฮันฮกตกใจต่างหลีกทางให้กวนอูผ่านด่านไป
คณะของกวนอูเดินทางมาถึงด่านกิสุยก๋วน นายด่านชื่อเปี๋ยนฮีออกมาต้อนรับกวนอูเข้ามาในด่านแล้วเชิญกวนอูมากินโต๊ะที่วัดตีนก๊กซือ แต่แท้จริงแล้วเปี๋ยนฮีได้แอบสั่งทหารสองร้อยนายให้ซุ่มอยู่ในวัดแล้วให้รุมฆ่ากวนอูเมื่อเปี๋ยนฮีให้สัญญาณ หลวงจีนของวัดตีนก๊กซือชื่อเภาเจ๋งผู้ซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกันกับกวนอูได้บอกใบ้กวนอูให้รู้ว่าเปี๋ยนฮีคิดทำร้าย กวนอูรู้ความดังนั้นจึงสังหารเปี๋ยนฮีแล้วผ่านด่านกิสุยก๋วนไป
คณะของกวนอูเดินทางต่อไปถึงเมืองเอ๊งหยง (เอี๋ยงหยง) อองเซ็ก นายด่านเอ๊งหยงได้ใช้อุบายคล้ายๆกับเปี๋ยนฮีในการจะสังหารกวนอู โดยการทำเป็นต้อนรับกวนอูเข้ามาในเมืองแล้วให้พักในที่พักรับรอง หลังจากนั้นอองเซ็กจึงสั่งให้ทหารในบัญชาชื่องอปั้นให้นำทหารหนึ่งพันนายมาล้อมที่พักรับรองของกวนอูแล้วจุดไฟเผาในตอนกลางคืน งอปั้นสงสัยว่ากวนอูมีลักษณะอย่างไรจึงเข้าไปแอบดูกวนอูที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้อง กวนอูสังเกตเห็นงอปั้นจึงเชิญให้เข้ามา ก่อนหน้านี้กวนอูเคยพบงอหัวบิดาของงอปั้นซึ่งได้ฝากหนังสือถึงงอปั้นไว้กับกวนอู กวนอูได้มอบหนังสือจากงอหัวให้แก่งอปั้น หลังงอปั้นอ่านหนังสือก็ตัดสินใจที่จะช่วยกวนอูให้พ้นอันตรายจึงเปิดเผยแผนการของอองเซ็กให้กวนอูฟังแล้วไปลอบเปิดประตูเมืองให้กวนอูและคณะหนีออกไป ภายหลังอองเซ็กรู้ว่ากวนอูหนีไปจึงนำทหารไล่ตามแต่ก็ถูกกวนอูสังหารในที่สุด
ท้ายที่สุดคณะของกวนอูก็เดินทางมาถึงท่าเรือข้ามฟากฝั่งใต้ของแม่น้ำฮองโห ขุนพลจินกี๋ได้ยกมาสกัดกวนอูไม่ให้ข้ามแม่น้ำ กวนอูโมโหจึงฆ่าจินกี๋ กวนอูข้ามแม่น้ำมาได้แล้วล่วงเข้าเขตแดนของอ้วนเสี้ยว ต่อมากวนอูได้รู้ข่าวว่าเล่าปี่ไม่ได้อยู่ด้วยอ้วนเสี้ยวแล้วและได้ออกไปอยู่ที่ยีหลำ กวนอูจึงนำคณะเดินทางไปทางยีหลำ แล้วได้พบกับเล่าปี่และเตียวหุยอีกครั้งที่เมืองเก๋าเซีย
ระหว่างการเดินทาง กวนอูได้พบคนมากมายที่ต่อมาได้มาเป็นลูกน้องในบังคับบัญชา ได้แก่ เลียวฮัว จิวฉอง และ กวนเป๋ง (ซึ่งมาเป็นบุตรบุญธรรมของกวนอู)
(ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์)
ในจดหมายเหตุสามก๊ก บทชีวประวัติกวนอู มีการบันทึกถึงเรื่องที่กวนอูลาจากโจโฉไป รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่กวนอูจะจากไป แต่ไม่มีการกล่าวถึงเหตุการณ์ที่กวนอูฝ่าห้าด่าน รวมถึงเรื่องราวเกี่ยวนายด่านทั้งหกคน (ขงสิ้ว ฮันฮก เบงทัน เปี๋ยนฮี อองเซ็ก และจินกี๋) ก็ไม่มีการกล่าวถึง
ข้อเปรียบเทียบตอนที่๙ : กวนอูสังหารซัวหยงที่เก๋าเซีย
หลังกวนอูฝ่าห้าด่านสังหารหกขุนพล ก็ได้พบเตียวหุยที่เก๋าเซีย เมื่อแรกพบนั้นเตียวหุยสงสัยกวนอูว่าทรยศต่อคำสาบานเป็นพี่น้องแล้วไปเข้าด้วยโจโฉแล้ว แม้ภรรยาของเล่าปี่ทั้งสองคนจะพยายามอธิบาย แต่เตียวหุยก็ไม่ฟังแล้วจะเข้าสู้กับกวนอู ขณะเดียวกันขุนพลของโจโฉชื่อซัวหยงก็นำทัพตรงมาจะรบกับกวนอูเพื่อแก้แค้นให้จินกี๋ผู้หลานที่ถูกกวนอูฆ่าตาย กวนอูจึงหันกลับไปสังหารซัวหยงเพื่อพิสูจน์ความสัตย์ให้เตียวหุยเห็น เตียวหุยจึงเชื่อใจและกล่าวขอขมาต่อกวนอู
(ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์)
ในจดหมายเหตุสามก๊ก บทชีวประวัติเล่าปี่ ได้ระบุว่าอ้วนเสี้ยวส่งเล่าปี่ไปเมืองยีหลำเพื่อเกลี้ยกล่อมหัวหน้ากลุ่มโจรชื่อก๋งเต๋าให้มาเป็นพวก โจโฉได้ส่งซัวหยงไปโจมตี ซัวหยงได้ถูกเล่าปี่ฆ่าในศึกครั้งนั้น
ข้อเปรียบเทียบตอนที่๑๐ : เล่าปี่โจนม้าเต๊กเลาข้ามแม่น้ำตันเข
ขณะเมื่อเล่าปี่อยู่ที่ซินเอี๋ย เล่าเปียวผู้ว่าราชการแคว้นเกงจิ๋ว ได้เชิญเล่าปี่ไปเป็นประธานในพิธีฉลองเนื่องในโอกาสที่พืชผลเก็บเกี่ยวได้ผลดีที่เมืองซงหยง เนื่องจากเล่าเปียวกำลังป่วยและบุตรชายทั้งสองของเล่าเปียวคือเล่ากี๋และเล่าจ๋องยังเด็กเกินไป เล่าปี่จึงเดินทางมาถึงเมืองซงหยงพร้อมกับจูล่งและเข้าร่วมในพิธี ชัวมอฉวยโอกาสที่เล่าปี่เข้ามาที่ซงหยงวางแผนจะสังหารเล่าปี่ แต่อีเจี้ยได้ลอบมาบอกเล่าปี่ว่าชัวมอคิดร้าย เล่าปี่จึงขึ้นม้าเต๊กเลา ซึ่งเป็นม้าที่เชื่อกันว่าจะนำโชคร้ายมาสู่ผู้ที่ขี่มัน หนีออกจากเมืองซงหยงทางประตูทิศตะวันตก เมื่อชัวมอรู้ว่าเล่าปี่หนีไปได้ไม่นานจึงนำทหารไล่ตาม เล่าปี่ขี่ม้าเต๊กเลามาถึงริมแม่น้ำตันเข ทางตะวันตกของซงหยง แล้วพยายามจะขี่ม้าข้ามแม่น้ำไป หลังม้าเต๊กเลาก้าวลงไปในแม่น้ำได้ไม่กี่ก้าวก็ถลำลงเลน เสื้อผ้าของเล่าปี่เปียกน้ำ เล่าปี่ใช้แส้ม้าเฆี่ยนม้าเต๊กเลาแล้วร้องว่า "วันนี้เต๊กเลามึงจะผลาญเจ้าของเสียแล้วหรือ" พลันม้าเต๊กเลาก็โจนขึ้นจากน้ำได้ระยะถึงสามจ้างข้ามไปถึงฝั่งตรงข้ามได้ ช่วยเล่าปี่ให้พ้นภัย
(ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์)
ในบันทึก ชี่ยฺอวี่ ได้มีการบันทึกถึงเหตุการณ์เดียวกันนี้ อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์สมัยราชวงศ์จิ้นชื่อซุนเชิ่ง ได้แสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ในบันทึกนี้ว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง
ข้อเปรียบเทียบตอนที่๑๑ : เล่าปี่เยือนกระท่อมหญ้าสามครั้ง
กระท่อมขงเบ้งเป็นครั้งที่สอง
ก่อนที่ชีซีจะเดินทางจากไปยังเมืองฮูโต๋ ชีซีได้แนะนำจูกัดเหลียงหรือชื่อรองขงเบ้งให้เล่าปี่ ทั้งยังแนะนำให้เล่าปี่เดินทางไปเชิญขงเบ้งมาเป็นที่ปรึกษาด้วยตนเอง เล่าปี่จึงเดินทางพร้อมด้วยกวนอูและเตียวหุยไปยังหลงจงเพื่อพบขงเบ้ง เล่าปี่มาถึงบ้านของขงเบ้ง เด็กรับใช้ในบ้านได้มาบอกว่าอาจารย์ไม่อยู่ที่บ้าน เล่าปี่จึงเขียนหนังสือถึงขงเบ้งฝากไว้กับเด็กรับใช้ หลายวันต่อมาในฤดูหนาว เล่าปี่พาพี่น้องร่วมสาบานทั้งสองคนไปเยี่ยมขงเบ้งอีกครั้ง เล่าปี่ถามหา "อาจารย์" กับเด็กรับใช้ เด็กรับใช้จึงพาไปพบคนที่ตนเรียกว่า "อาจารย์" ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นน้องชายของขงเบ้งชื่อจูกัดกิ๋น (จูเก๋อจฺวิน) แล้วเมื่อเล่าปี่เดินออกมาจากบ้านขงเบ้ง เล่าปี่เห็นชายคนหนึ่งขี่ลามาก็คิดว่าเป็นขงเบ้ง แต่แท้จริงแล้วเป็นพ่อตาของขงเบ้งชื่ออุยสิง่าน (ฮองเสงหงัน) ต่อมาในฤดูใบไม้ผลิ เล่าปี่ตัดสินใจไปเยี่ยมขงเบ้งอีกครั้งโดยที่น้องร่วมสาบานทั้งสองไม่พอใจนัก เมื่อเล่าปี่ไปถึงบ้านขงเบ้งก็รู้ว่าขงเบ้งอยู่ที่บ้านแต่กำลังนอนหลับอยู่ เล่าปี่จึงรอจนขงเบ้งตื่นขึ้น ขงเบ้งได้เสนอยุทธศาสตร์หลงจงให้เล่าปี่ฟัง จากนั้นก็ตกลงใจที่จะออกจากบ้านที่หลงจงติดตามเล่าปี่ไปในฐานะที่ปรึกษานับแต่นั้น
1
(ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์)
ในจดหมายเหตุสามก๊ก ไม่มีรายละเอียดเรื่องที่เล่าปี่ได้ขงเบ้งเป็นที่ปรึกษา ในบทชีวประวัติจูกัดเหลียง (ขงเบ้ง) มีการบรรยายไว้สั้นๆว่าหลังชีซีแนะนำขงเบ้งให้เล่าปี่ เล่าปี่ได้ไปเยี่ยมเพื่อพบและสนทนากับขงเบ้งสามครั้ง ระหว่างการสนทนาขงเบ้งได้เสนอยุทธศาสตร์หลงจงให้เล่าปี่ อย่างไรก็ดี ในจดหมายเหตุ เว่ยเลฺว่ และ จิ่วโจวชุนชิว ได้บันทึกถึงเรื่องที่เล่าปี่พบขงเบ้งเป็นครั้งแรก จดหมายเหตุทั้งสองฉบับได้ระบุว่าขงเบ้งเป็นฝ่ายมาพบเล่าปี่ก่อน แทนที่เล่าปี่จะเป็นฝ่ายมาพบขงเบ้ง เมื่อแรกพบนั้นทั้งขงเบ้งและเล่าปี่ไม่รู้จักกันมาก่อนและเล่าปี่ไม่สนใจขงเบ้งมากนักเพราะขงเบ้งอายุยังน้อย หลังจากแขกของเล่าปี่คนอื่นๆออกไปแล้ว ขงเบ้งยังคงอยู่ แต่เล่าปี่ก็ไม่ได้ถามอะไรขงเบ้ง ขงเบ้งเป็นฝ่ายไปขอสนทนากับเล่าปี่ หลังจากได้พูดคุยแล้วเล่าปี่เห็นความสามารถของขงเบ้งจึงมองขงเบ้งเปลี่ยนไป ตั้งแต่นั้นมาก็ปฏิบัติต่อขงเบ้งด้วยความนับถือ เผยซงจือวิจารณ์ว่าจดหมายเหตุทั้งสองฉบับมีเนื้อความที่ขัดแย้งกับคำกล่าวของตัวขงเบ้งเองในฎีกาออกศึกครั้งแรกซึ่งกล่าวไว้ว่า "พระองค์(พระเจ้าเล่าปี่)ทรงลดพระเกียรติเสด็จเยือนกระท่อมหญ้าของกระหม่อมถึงสามครั้ง อีกยังได้ทรงขอคำปรึกษาปัญหาบ้านเมืองในปัจจุบันด้วยกระหม่อมอีกต่างหาก" เผยซงจือมีความเห็นว่าจากฎีกาออกศึกครั้งแรกนั้นเป็นที่ชัดเจนว่าขงเบ้งไม่ใช่ฝ่ายที่ไปพบเล่าปี่ก่อน
ข้อเปรียบเทียบตอนที่๑๒ : ขงเบ้งเป็นทูตไปกังตั๋ง
1
ก่อนศึกเซ็กเพ็ก ขงเบ้งติดตามโลซกเดินทางไปยังกังตั๋งเพื่อเป็นทูตไปเจรจาประสานพันธมิตรระหว่างเล่าปี่และซุนกวนเพื่อต้านโจโฉ โลซกได้แนะนำขงเบ้งให้กับเหล่าบัณฑิตอันเป็นขุนนางฝ่ายพลเรือนของซุนกวนซึ่งส่วนใหญ่มีความเห็นว่ากังตั๋งควรยอมจำนนต่อโจโฉ จึงเริ่มทำการโต้คารมกับขงเบ้งที่เดินทางมาโน้มน้าวให้ซุนกวนร่วมเป็นพันธมิตรกับเล่าปี่ ขงเบ้งได้ตอบโต้ด้วยเหตุและผลอย่างมีวาทศิลป์ จนเหล่าบัณฑิตกังตั๋งต่างพากันเงียบไม่อาจต่อคำได้อีก บัณฑิตที่โต้คารมกับขงเบ้งได้แก่ เตียวเจียว งีห้วน (ยีหวน) เปาจิด (โปเจ๋า) ซีหอง ลกเจ๊ก เหยียมจุ้น และเทียเป๋ง (เทียตก) ฝ่ายเตียวอุ๋นและลั่วถ่งก็ต้องการจะโต้คารมกับขงเบ้ง แต่อุยกายได้ปรากฏตัวมาหยุดการโต้วาทีไว้
ต่อมาโลซกได้แนะนำขงเบ้งให้จิวยี่ ขงเบ้งได้สนทนากับจิวยี่แล้วได้เสนอกับจิวยี่ว่าตนมีอุบายที่จะทำให้โจโฉถอยทัพกลับโดยไม่ต้องรบนั่นคือการส่งนางไต้เกี้ยวและเสียวเกี้ยวให้กับโจโฉ โดยขงเบ้งแกล้งทำเป็นไม่รู้ว่าไต้เกี้ยวเป็นภรรยาของซุนเซ็กและเสียวเกี้ยวเป็นภรรยาของจิวยี่ จิวยี่ถามหาหลักฐานที่โจโฉต้องการสองนางนี้ ขงเบ้งจึงบอกว่าตนเคยได้ยินว่าโจโฉให้โจสิดลูกชายเขียนบทกวี ชมปราสาทตั้งเซ็กไต๋ ขงเบ้งท่องบทกวีให้ฟังแล้วชี้ให้เห็นเนื้อความที่โจโฉปรารถนานางทั้งสองในบทกวี จิวยี่ได้ฟังก็โกรธจึงตัดสินใจเสนอให้ซุนกวนเป็นพันธมิตรกับเล่าปี่รบกับโจโฉ
1
(ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์)
การโต้วาทีระหว่างขงเบ้งและบัณฑิตกังตั๋งไม่ถูกกล่าวถึงในบทชีวประวัติของบุคคลใดๆที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ใน จดหมายเหตุสามก๊ก ในบทชีวประวัติของจูกัดเหลียง (ขงเบ้ง) ซุนกวน จิวยี่ และโลซกต่างระบุตรงกันว่าขงเบ้งได้พบกับซุนกวนเพื่อเจรจาประสานพันธมิตร แต่ไม่มีการระบุว่าขงเบ้งได้พบกับบุคคลอื่นใดในการเดินทางครั้งเดียวกันนี้ ในส่วนบทชีวประวัติจูกัดเหลียงนั้นมีบันทึกรายละเอียดของบทสนทนาระหว่างขงเบ้งและซุนกวน
ปราสาทตั้งเซ็กไต๋หรือปราสาทนกยูงทองแดง ถูกสร้างขึ้นในฤดูหนาวของปี ค.ศ. 210 สามปีหลังศึกเซ็กเพ็ก และบทกวีของโจสิด ชมปราสาทตั้งเซ็กไต๋ ถูกเขียนขึ้นในปี ค.ศ. 212 สองปีหลังจากปราสาทได้ถูกสร้างขึ้น นอกจากนี้ในวรรณกรรม สามก๊กยังได้เพิ่มเติมบทกวีไปอีก 7 วรรคที่ไม่มีในบทกวีที่ปรากฏในบทชีวประวัติโจสิดใน จดหมายเหตุสามก๊ก ดังนั้นเรื่องราวในวรรณกรรมสามก๊กที่ขงเบ้งใช้บทกวียั่วยุจิวยี่ให้โกรธโจโฉจึงเป็นเรื่องที่แต่งเสริมขึ้นมา
ข้อเปรียบเทียบตอนที่๑๓ : ขงเบ้งใช้เรือฟางยืมเกาทัณฑ์
จิวยี่อิจฉาความสามารถของขงเบ้งและเกรงว่าขงเบ้งจะเป็นภัยต่อซุนกวนในอนาคตจึงคิดหาอุบายที่จะสังหารขงเบ้ง ครั้งหนึ่งได้ขอให้ขงเบ้งทำลูกเกาทัณฑ์หนึ่งแสนดอกภายในสิบวัน แต่ขงเบ้งกลับบอกว่าตนสามารถทำให้เสร็จได้ภายในสามวัน จิวยี่จึงให้ขงเบ้งทำทัณฑ์บนไว้ว่าหากทำเกาทัณฑ์ไม่สำเร็จภายในสามวันจะต้องโทษประหารชีวิต จิวยี่รู้สึกยินดีเพราะคิดว่าขงเบ้งคงไม่อาจทำได้สำเร็จทันเวลา ฝ่ายขงเบ้งได้ขอให้โลซกช่วยเตรียมเรือยี่สิบลำ แต่ละลำมีทหารสามสิบคนและมีฟางมามัดเป็นรูปคนวางอยู่สองข้างลำเรือ ในวันที่สามก่อนรุ่งสางมีหมอกลงจัด ขงเบ้งนำเรือทั้งยี่สิบลำแล่นไปยังค่ายของโจโฉที่อีกฝั่งของแม่น้ำ แล้วสั่งให้ทหารตีกลองและโห่ร้องอื้ออึงทำทีจะเข้าโจมตี ทหารโจโฉไม่แน่ใจว่าทหารฝ่ายศัตรูมีจำนวนเท่าใดเนื่องจากหมอกลงจัดจึงได้แต่ยิงเกาทัณฑ์ต้านไว้ ลูกเกาทัณฑ์จำนวนมากติดกับหุ่นฟางบนเรือ ในขณะเดียวกับที่ขงเบ้งกำลังดื่มสุรากับโลซกภายในเรือ เมื่อหมอกเริ่มจางขงเบ้งจึงแล่นเรือกลับไป เกาทัณฑ์ที่ขงเบ้งลวงมาได้จากทัพโจโฉมีมากกว่าหนึ่งแสนดอก จิวยี่จึงไม่อาจเอาผิดขงเบ้งได้
(ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์)
เหตุการณ์นี้ไม่มีการบันทึกไว้ในจดหมายเหตุสามก๊ก เป็นเรื่องที่เสริมแต่งขึ้นมา อย่างไรก็ดี ในจดหมายเหตุเว่ยเลฺว่ได้มีการกล่าวถึงเหตุการณ์ที่คล้ายๆกันนี้ในศึกยี่สูในปี ค.ศ. 213 เมื่อซุนกวนได้แล่นเรือไปสำรวจฐานทัพของโจโฉ โจโฉเห็นดังนั้นจึงสั่งให้ทหารยิงเกาทัณฑ์ใส่เรือซุนกวน เกาทัณฑ์หลายดอกติดที่ลำเรือข้างหนึ่งจนเรือเอียงด้วยน้ำหนักของลูกเกาทัณฑ์ ซุนกวนจึงสั่งให้หันเรือให้ลำเรืออีกด้านมารับลูกเกาทัณฑ์ เรือจึงกลับมาตั้งลำตรงดังเก่าแล้วซุนกวนจึงให้แล่นเรือกลับไปค่าย
ข้อเปรียบเทียบตอนที่๑๔ : ขงเบ้งเรียกลมสลาตัน
จิวยี่เตรียมการพร้อมที่จะตีทัพเรือโจโฉด้วยไฟ แต่จิวยี่ได้ตระหนักในภายหลังว่าการจะสำเร็จได้ลมจะต้องพัดจากทิศตะวันออกเฉียงใต้ มิเช่นนั้นทัพเรือฝ่ายตนจะถูกเพลิงเผาเสียเอง เมื่อจิวยี่เห็นว่าลมพัดจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือก็ตกใจจนอาเจียนเป็นเลือดแล้วหมดสติ ตั้งแต่นั้นก็ล้มป่วย ขงเบ้งไปเยี่ยมจิวยี่แล้วบอกว่าสาเหตุของอาการป่วยของจิวยี่นั้นเพราะความกังวลเกี่ยวกับลมแล้วอ้างว่าตนรู้วิชาเรียกลมจะขออาสาทำพิธีเพื่อเปลี่ยนทิศทางลม จิวยี่จึงให้ทหารไปตั้งโรงพิธี ณ เขาลำปินสาน แล้วขงเบ้งก็ได้ประกอบพิธีเรียกลมจนกระทั่งเมื่อลมตะวันออกเฉียงใต้พัดมา ทันทีทีลมเปลี่ยนทิศขงเบ้งก็หนีออกมาเพราะรู้ดีว่าจิวยี่จะส่งคนมาฆ่า ซึ่งจิวยี่ก็ได้ส่งชีเซ่งและเตงฮองมาเพื่อหวังจะสังหารตามที่ขงเบ้งคาดไว้ แต่ขงเบ้งก็ขึ้นเรือที่จูล่งแล่นเตรียมไว้หนีไปได้
(ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์)
เหตุการณ์นี้ไม่มีการบันทึกไว้ใน จดหมายเหตุสามก๊ก เป็นเรื่องที่เสริมแต่งขึ้นมา
ข้อเปรียบเทียบตอนที่๑๕ : กวนอูปล่อยโจโฉที่เส้นทางฮัวหยง
กวนอูถูกส่งไปรักษาเส้นทางฮัวหยงเพื่อไปสกัดโจโฉที่จะผ่านมาทางนี้หลังพ่ายแพ้ในศึกเซ็กเพ็ก เดิมนั้นขงเบ้งไม่ยอมให้กวนอูไปทำการเพราะเกรงว่ากวนอูจะระลึกถึงบุญคุณของโจโฉที่เคยทำนุบำรุงมาแต่ก่อนแล้วอาจจะปล่อยโจโฉให้ผ่านไปได้ กวนอูยืนยันที่จะขอไปทำการพร้อมบอกว่าตนทดแทนบุญคุณโจโฉโดยการสังหารงันเหลียงและบุนทิวแล้ว จากนั้นจึงยอมทำทัณฑ์บนว่าจะไม่ปล่อยให้โจโฉผ่านไปได้ มิฉะนั้นก็ยอมถูกประหาร ฝ่ายขงเบ้งก็ทำทัณฑ์บนเช่นกันว่าหากโจโฉไม่ผ่านมาทางเส้นทางฮัวหยงก็จะยอมถูกประหาร ซึ่งโจโฉก็ผ่านมาทางเส้นทางฮัวหยงตามที่ขงเบ้งคาดไว้แล้วเจอเข้ากับกวนอู แต่กวนอูกลับตัดสินใจไว้ชีวิตโจโฉ ปล่อยให้โจโฉและทหารที่เหลืออยู่ผ่านเส้นทางฮัวหยงไปโดยไม่ทำอันตราย เมื่อกวนอูกลับมาหาเล่าปี่และขงเบ้ง กวนอูก็สารภาพความที่ตนปล่อยโจโฉไป ขงเบ้งสั่งให้ทหารนำตัวกวนอูไปประหารแต่เล่าปี่ได้ขอชีวิตกวนอูไว้ กวนอูจึงได้รับการละเว้นโทษโทษ
(ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์)
เหตุการณ์ไม่ถูกกล่าวถึงใน จดหมายเหตุสามก๊ก เป็นเรื่องที่แต่งเสริมขึ้น ในจดหมายเหตุ ชานหยางกงไจ้จี้ ได้บันทึกไว้ว่าหลังโจโฉพ่ายแพ้ในศึกเซ็กเพ็ก ได้ถอยทัพพร้อมทหารที่เหลือรอดผ่านเส้นทางฮัวหยง ตลอดเส้นทางมีหล่มโคลนเดินทางลำบาก โจโฉจึงสั่งให้ทหารที่อ่อนแอนำฟางและหญ้ามาถมหล่มโคลนให้ทหารม้าผ่านไปได้ ทหารเหล่านี้ถูกม้าเหยียบจมโคลนตายไปหลายนาย เมื่อโจโฉผ่านสถานการณ์วิกฤตนี้มาได้ก็มีความยินดี ขุนพลทั้งหลายจึงถามโจโฉว่าเหตุใดจึงยินดี โจโฉตอบว่า "แม้เล่าปี่จะเทียบได้กับข้าแต่มิอาจคิดการได้ไวเท่า หากเล่าปี่จุดไฟสกัดทางไว้เร็วกว่านี้ข้าก็จะหมดทางหนี" ฝ่ายเล่าปี่นั้นก็คิดการจะจุดเพลิงตามที่โจโฉคาดไว้แต่กระทำการช้าไปเพราะโจโฉหนีไปได้แล้ว
ข้อเปรียบเทียบตอนที่๑๖ : การแต่งงานของเล่าปี่และซุนฮูหยิน
จิวยี่เสนอ "อุบายนางงาม" ให้ซุนกวนในการยึดครองแคว้นเกงจิ๋ว จากเล่าปี่ แผนคือจะลวงเล่าปี่มายังกังตั๋งโดยอ้างว่าจะให้มาแต่งงานกับซุนหยินน้องสาวของซุนกวน (ต่อมาคือซุนฮูหยิน) เพื่อให้ทำให้พันธมิตรซุน-เล่าแน่นแฟ้นขึ้น จากนั้นซุนกวนจะจับเล่าปี่เป็นตัวประกันเพื่อแลกเปลี่ยนกับแคว้นเกงจิ๋ว ขงเบ้งรู้ทันอุบายจึงซ้อนกลทำให้การแต่งงานเกิดขึ้นจริง ทั้งทำให้เล่าปี่กลับมาเกงจิ๋วอย่างปลอดภัยพร้อมนางซุนฮูหยิน จิวยี่นำทหารไล่ตามแต่ถูกทหารเล่าปี่ซุ่มโจมตี จากนั้นทหารเล่าปี่ก็ตะโกนเยาะเย้ยว่า "อุบายจิวยี่แสนแยบยล เสียทั้งฮูหยินและรี้พล" จิวยี่โกรธจนกระอักเลือดหมดสติไป
(ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์)
การแต่งงานของเล่าปีและซุนฮูหยินมีบันทึกจดหมายเหตุสามก๊ก บทชีวประวัติเล่าปี่ว่า หลังเล่ากี๋ป่วยเสียชีวิต เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาของเล่าปี่ได้ขอให้เล่าปี่รับตำแหนงผู้ว่าราชการแคว้นเกงจิ๋วแทน โดยมีเมืองเอกคือกองอั๋น ซุนกวนกังวลเกี่ยวกับอิทธิพลของเล่าปี่จึงให้เล่าปี่แต่งงานของน้องสาวของคนเพื่อกระชับความสัมพันธ์ของพันธมิตรซุน-เล่า แสดงให้เห็นว่าการแต่งงานนั้นเกิดขึ้นในเมืองกองอั๋นโดยซุนกวนส่งน้องสาวมาแต่งงานกับเล่าปี่ แทนที่เล่าปี่จะเดินทางมาแต่งงานที่กังตั๋งของซุนกวน
อย่างไรก็ได้ ในบทชีวประวัติจิวยี่ได้บันทึกว่าจิวยี่เคยแนะนำซุนกวนให้กักตัวเล่าปี่ไว้ในกังตั๋ง หลังจากเล่าปี่ได้เป็นผู้ว่าราชการแคว้นเกงจิ๋ว เล่าปี่ได้เดินทางมาพบซุนกวนที่เมืองจิง จิวยี่ได้บอกกับซุนกวนว่า "เล่าปี่มีลักษณะของจอมคนผู้โหดเหี้ยมและทะเยอทะยาน หนำซ้ำยังมีขุนพลที่แข็งแกร่งดั่งหมีและพยัคฆ์อย่างกวนอูและเตียวหุย เล่าปี่จึงไม่ใช่คนที่จะยอมอยู่ใต้ผู้อื่นเป็นแน่ ข้าพเจ้าเห็นว่าควรพาเล่าปี่กลับไปแดนง่อสร้างปราสาทให้อยู่ พร้อมปรนเปรอด้วยสตรีและทรัพย์สินของมีค่า จากนั้นเราจะแยกขุนพลสองคน(กวนอูและเตียวหุย)ออกจากกัน หากใช้เล่าปี่เป็นตัวประกัน และโจมตีทหารเล่าปี่ไปพร้อมๆกัน เป้าหมายของเรา(ยึดแคว้นเกงจิ๋ว)ก็จะสำเร็จ แม้นยังคงปล่อยให้พวกเล่าปี่มีดินแดนและปล่อยให้สามคนอยู่ด้วยกันแล้ว เกรงว่าเมื่อใดที่มังกรทะยานสู่เมฆและฝน จะไม่กลับคืนสู่บ่อน้ำอีก" ฝ่ายซุนกวนเห็นว่าโจโฉยังเป็นภัยคุกคามทางเหนือ จึงเห็นว่าควรมีพันธมิตรไว้จะเป็นการดีกว่าทำลายความเป็นพันธมิตร จึงปฏิเสธคำแนะนำของจิวยี่ แสดงให้เห็นว่าจิวยี่ต้องการกักตัวเล่าปี่ไว้ในกังตั๋งเพื่อใช้เป็นตัวประกันในการควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชาของเล่าปี่ (กวนอู เตียวหุย และคนอื่นๆ) แต่ไม่มีการกล่าวถึงการใช้นางซุนฮูหยินเป็นเหยื่อล่อเล่าปี่มาติดกับ สตรีที่ถูกกล่าวถึงในอุบายจะถูกใช้เพื่อปรนเปรอเล่าปี่ระหว่างถูกกักตัวให้หลงระเริงจนลิมผู้ใต้บังคับบัญชา ที่สำคัญคืออุบายไม่ได้ถูกใช้งานจริงเพราะซุนกวนไม่เห็นด้วย เรื่องราวนี้ในวรรณกรรม สามก๊กจึงเป็นเรื่องที่แต่งเสริมขึ้นมา
จดหมายเหตุสามก๊กบทชีวประวัติหวดเจ้งได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ของเล่าปี่และนางซุนฮูหยินว่าไม่ได้รักใคร่ลึกซึ้งเหมือนในวรรณกรรมสามก๊ก ตรงกันข้าม เล่าปี่มีความระแวงและเกรงกลัวนางซุนฮูหยิน ครั้งหนึ่งขงเบ้งได้กล่าวไว้ว่า "เมื่อครั้งนายท่าน(เล่าปี่)อยู่ที่กองอั๋น ท่านต้องคอยระแวดระวังอิทธิพลของโจโฉทางเหนือและต้องกริ่งเกรงซุนกวนทางตะวันออก แม้แต่ในอาณาบริเวณของบ้านตนเองก็ต้องหวาดกลัวซุนฮูหยินที่อาจก่อปัญหาขึ้นมาได้" บุคลิกลักษณะของซุนฮูหยินที่ถูกกล่าวถึงในบทชีวประวัติหวดเจ้งกล่าวว่า ซุนกวนแต่งน้องสาวให้เล่าปี่ นางเป็นคนดุดันและหัวรั้นเหมือนพี่ชาย นางมีหญิงรับใช้ร้อยนาง ล้วนแล้วแต่ถือกระบี่ยืนให้ความคุ้มครอง ทุกครั้งที่เล่าปี่เข้ามาในห้องของนางเป็นต้องรู้สึกใจสั่นด้วยความกลัว
1
ข้อเปรียบเทียบตอนที่๑๗ : การตายของจิวยี่
จิวยี่คิดอุบายช่วยซุนกวนยึดแคว้นเกงจิ๋วจากเล่าปี่ โดยแสร้งทำเป็นจะช่วยเล่าปี่ตีแคว้นเอ๊กจิ๋ว(เสฉวน)โดยจะขอยกทัพผ่านเกงจิ๋ว เมื่อเล่าปี่ตอบตกลง จิวยี่รู้สึกยินดีเพราะความตั้งใจแท้จริงแล้วคือการเข้าครองเกงจิ๋วระหว่างเดินทัพผ่าน แต่ขงเบ้งมองอุบายของจิวยี่ออกแล้วซ้อนกล จิวยี่จึงต้องกลอยู่ในวงล้อมของทหารเล่าปี่ จิวยี่โกรธมากจนตกจากหลังม้า ภายหลังขงเบ้งส่งหนังสือถึงจิวยี่บอกให้จิวยี่ยกเลิกการยกไปตีเอ๊กจิ๋วแล้วกลับง่อก๊ก เพราะโจโฉจะฉวยโอกาสที่จิวยี่ไม่อยู่เข้ารุกรานง่อก๊ก ต่อมาจิวยี่ได้เขียนหนังสือถึงซุนกวนและฝากฝังกับขุนพลคนอื่นๆให้ช่วยเหลือราชการให้ซุนกวนอย่างเต็มความสามารถ จากนั้นจิวยี่ก็หมดสติไป เมื่อได้สติอีกครั้งก็ตัดพ้อว่า "เทพดาองค์ใดหนอซึ่งให้เราเกิดมาแล้ว เหตุใดจึงให้ขงเบ้งเกิดมาด้วยเล่า" จิวยี่ได้แต่พูดประโยคนี้หลายครั้งจนกระทั่งถึงแก่ความตาย
ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามที่จิวยี่ถูกขงเบ้งยั่วให้โกรธ ครั้งแรกหลังจากจิวยี่ถูกเกาทัณฑ์พิษของโจหยินในศึกลำกุ๋น เมื่อเล่าปี่ได้เข้ายึดหลายเมืองในแคว้นเกงจิ๋วตามคำแนะนำของขงเบ้งระหว่างที่จิวยี่ยังคงวุ่นกับการทำศึกกับโจหยิน ครั้งที่สองเมื่อขงเบ้งซ้อนกล "อุบายนางงาม" ของจิวยี่ (การแต่งงานของเล่าปี่และซุนฮูหยิน) อาการป่วยของจิวยี่จากแผลเกาทัณฑ์พิษแย่ลงเรื่อยๆหลังจากเหตุการณ์เหล่านี้ จนในที่สุดก็เสียชีวิตจากการถูกยั่วให้โกรธเป็นครั้งที่สามนี้[
(ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์)
ในจดหมายเหตุสามก๊ก บทชีวประวัติจิวยี่ ได้ระบุว่าจิวยี่กำลังเตรียมตัวจะยกทัพเข้าบุกเอ๊กจิ๋วและฮันต๋งทางภาคตะวันตกของจีน แต่ระหว่างทางได้ป่วยกะทันหันจนกระทั่งเสียชีวิตที่ตำบลปาขิว ไม่มีการกล่าวถึงเรื่องที่ขงเบ้งยั่วโมโหจิวยี่จนเสียชีวิต
ข้อเปรียบเทียบตอนที่๑๘ : การตายของบังทอง
เล่าปี่ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะยกทัพเข้าสู่เสฉวนของเล่าเจี้ยง หลังจากลังเลอยู่นานได้ปรึกษากับหวดเจ้ง ที่ปรึกษาของเล่าเจี้ยงที่มาอยู่ฝ่ายเล่าปี่แล้ว พบว่าทางเข้าสู่เมืองลกเสียนั้นมีอยู่ 2 ทาง ทางแรกเป็นทางกว้างขวางเดินทัพสะดวก อีกทางเป็นทางคับแคบเพราะเป็นช่องเขา ที่แม้แต่ชาวเสฉวนเองก็ยังไม่ค่อยรู้จักเสียด้วยซ้ำ บังทองร้อนใจอยากเข้าสู่เมืองเผด็จศึกโดยเร็วจึงขออาสานำทัพไปตามทางเล็ก แต่เล่าปี่ได้ห้ามปรามและยกจดหมายของขงเบ้งที่ส่งมาก่อนหน้านั้นว่าได้ตรวจดูดาวแล้วพบว่าจะมีแม่ทัพคนหนึ่งสิ้นชีวิตลง แต่บังทองแย้งว่าขงเบ้งอยู่ที่เกงจิ๋วจะทราบสถานการณ์ที่นี่ได้อย่างไร และยืนยันว่าตนจะขอไปตามทางเล็กเอง แม้จะมีทหารซุ่มอยู่ก็ตาม
1
เมื่อก่อนออกเดินทัพ บังทองได้พลัดตกม้าลงมา เล่าปี่จึงได้เปลี่ยนให้ม้าเต็กเลาแก่บังทอง เพราะเป็นม้าที่ขี่ได้สะดวก เมื่อมาถึงทางเล็กนี่แล้ว บังทองเห็นภูมิประเทศไม่น่าไว้ใจจึงให้ไปดูว่าที่นี่เรียกว่าอย่างไร ทหารคนหนึ่งวิ่งไปดูที่เนินเขาข้างหน้าพบตัวอักษรจารึกว่า "เนินหงส์ร่วง" บังทองอุทานว่า "อันตัวเรามีนามว่าหงส์ดรุณ หรือจะมาพบจุดจบ ณ ที่นี้จริง ๆ" และสั่งให้ทุกคนระวังตัว เตียวหยิมซึ่งซุ่มทหารไว้ก่อนหน้านี้แล้ว สั่งให้ทหารยิงเป้าไปที่คนที่ขี่ม้าขาวด้วยเข้าใจว่าคือเล่าปี่ จึงระดมยิงไปที่บังทองซึ่งขี่ม้าเต็กเลาสีขาวแทนจนบังทองเสียชีวิตในที่สุด
(ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์)
ในจดหมายเหตุสามก๊ก ได้ระบุว่า บังทองตายด้วยเกาทัณฑ์ขณะที่กำลังบุกโจมตีเมืองลั่ว เมืองด่านทางตอนเหนือของนครเซงโต๋
ข้อเปรียบเทียบตอนที่๑๙ : ฮัวโต๋รักษาแขนของกวนอู
กวนอูถูกเกาทัณฑ์อาบยาพิษยิงถูกแขนได้รับบาดเจ็บ หมอฮัวโต๋ได้มาที่ค่ายของกวนอูและเสนอตัวรักษาแขนให้กวนอู หลังจากได้ตรวจดูแผล ฮัวโต๋กล่าวว่าพิษได้ซึมลึกเข้าไปในกระดูกแล้ว แล้วบอกว่าต้องทำการผ่าตัดโดยการเอาผ้ามาปิดตากวนอูไม่ให้เห็นแล้วเอาปลอกแขนมารัดแขนกวนอูกับเสาไม่ให้ขยับได้ก่อนจะทำการผ่าตัด กวนอูบอกให้ฮัวโต๋ผ่าตัดโดยไม่ต้องปิดและไม่ต้องเอาปลอกรัด ฮัวโต๋ทำการผ่าเนื้อเปิดแผลที่แขนกวนอูจนเห็นกระดูก ขูดพิษที่กระดูกออก แล้วเย็บแผลให้ผสาน ตลอดการผ่าตัดกวนอูเล่นหมากล้อมกับม้าเลี้ยงโดยไม่แสดงสีหน้าเจ็บปวดให้เห็น กวนอูขอบคุณฮัวโต๋ที่รักษาแผลที่แขนให้พร้อมจะให้ทองเป็นรางวัล แต่ฮัวโต๋ปฏิเสธไม่ขอรับรางวัลแล้วจากไป
(ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์)
ในจดหมายเหตุสามก๊ก บทชีวประวัติฮัวโต๋ไม่ได้ระบุปีที่ฮัวโต๋เสียชีวิต แต่สามารถอนุมานได้ว่าฮัวโต๋เสียชีวิตก่อนปี ค.ศ. 208 ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ #การตายของโจโฉ) ศึกอ้วนเซียเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 219 คือ 11 ปีหลังจากปี ค.ศ. 208 ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ฮัวโต๋จะมารักษาแขนของกวนอู อย่างไรก็ดี ในจดหมายเหตุสามก๊ก บทชีวประวัติกวนอูมีการบันทึกถึงเรื่องที่หมอคนหนึ่งผ่าตัดแขนของกวนอู แต่หมอคนนั้นไม่ใช่ฮัวโต๋
ข้อเปรียบเทียบตอนที่๒๐ : การตายของลิบอง
ภายหลังจากยึดครองเกงจิ๋วและสามารถสังหารกวนอูจึงถือว่าเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ ซุนกวนได้จัดงานเลี้ยงฉลองชัยชนะแก่ลิบองและขุนพลอื่นๆ แต่จู่ๆลิบองได้ลุกขึ้นมาด่าว่าซุนกวน แท้ที่จริงแล้วถูกอสุรกายกวนอูที่ตายแล้วเข้าสิง หลังจากนั้นลิบองก็กระอักเลือดจนเสียชีวิตกลางงานเลี้ยง
(ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์)
ในจดหมายเหตุสามก๊ก ได้ระบุว่า ลิบองล้มป่วยตายอย่างสงบ มิได้ถูกผีสิงแต่ประการใด
ข้อเปรียบเทียบตอนที่๒๑ :เหตุการณ์หลังการตายของกวนอู
หลังกวนอูเสียชีวิต วิญญาณของกวนอูได้ลอยไปพร้อมร้องว่า "เอาศีรษะมาคืนให้เรา" วิญญาณของกวนอูมาถึงเขาจวนหยกสัน นอกเมืองตงหยง (ตองเอี๋ยง) แล้วได้พบกับเภาเจ๋ง หลวงจีนที่เคยช่วยชีวิตกวนอูเมื่อหลายปีก่อนที่ด่านกิสุยก๋วน เภาเจ๋งได้บอกกับวิญญาณของกวนอูว่า "กงเกวียนกำเกวียนตัวฆ่าเขา เขาฆ่าตัว เมื่อท่านฆ่างันเหลียง บุนทิวแลนายด่านห้าตำบลเสีย ใครมาทวงศีรษะแก่ท่านบ้าง ครั้งนี้ท่านเสียทีแก่ข้าศึกถึงแก่ความตายแล้ว ท่านมาร้องทวงศีรษะแก่ใครเล่า" วิญญาณของกวนอูได้ยินก็คิดได้แล้วหายตัวไป นับแต่นั้นมาก็สิงสถิตอยู่ที่เขาจวนหยกสันและปกป้องชาวบ้านจากสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง ชาวบ้านได้สร้างศาลบนเขาขึ้นเพื่อเคารพวิญญาณของกวนอู ส่วนเภาเจ๋งก็ปลูกกระท่อมหญ้าขึ้นที่บริเวณตีนเขาจวนหยกสันด้านตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงปีสุดท้ายของราชวงศ์ฮั่นตะวันออก วัดจวนหยก วัดเก่าแก่ของแดนเมืองตงหยงที่เป็นจุดกำเนิดของการสักการะกวนอูได้ถูกสร้างตรงตำแหน่งที่เป็นกระท่อมหญ้าหลังนั้น การสร้างวัดได้แล้วเสร็จในสมัยราชวงศ์สุย
ซุนกวนได้ส่งศีรษะของกวนอูไปให้โจโฉเพื่อผลักความรับผิดชอบต่อการตายของกวนอูให้โจโฉ เมื่อโจโฉเปิดกล่องที่ใส่ศีรษะกวนอู เห็นกวนอูมีสีหน้าปกติเหมือนเมื่อยังมีชีวิตจึงหัวเราะแล้วพูดกับศีรษะกวนอูว่า "กวนอูยังเป็นอยู่ไม่มาหาเรา บัดนี้ยังแต่ศีรษะเปล่าอุตส่าห์มาหาเรา" ทันใดนั้นศีรษะกวนอูก็เกิดลืมตาปากอ้าหนวดเคราขยับ โจโฉตกใจล้มลงหมดสติ เมื่อได้สติโจโฉก็พูดว่า "กวนอูคนนี้ศักดิ์สิทธิ์นัก เหมือนหนึ่งเทพดาลงมาจากชั้นฟ้า " จึงสั่งให้นำศีรษะกวนอูไปฝังอย่างสมเกียรติตามแบบขุนนางผู้ใหญ่
ข้อเปรียบเทียบตอนที่๒๒ : ขงเบ้งจับเบ้งเฮ็กเจ็ดครั้ง
เบ้งเฮ็กผู้นำชนเผ่าม่าน (ลำมัน) ได้ก่อกบฏต่อจ๊กก๊ก ขงเบ้งจึงนำทัพไปสยบชนเผ่าม่านแล้วจับเบ้งเฮ็กได้เจ็ดครั้ง แล้วปล่อยตัวเบ้งเฮ็กไปทั้งเจ็ดครั้ง ในหกครั้งแรก เบ้งเฮ็กไม่ยอมรับความพ่ายแพ้เพราะตนถูกจับด้วยกลอุบาย ไม่ได้มาจากการรบจริงๆ ขงเบ้งจึงปล่อยเบ้งเฮ็กเพื่อให้โอกาสรบแก้ตัว ในการถูกจับครั้งที่เจ็ด เบ้งเฮ็กรู้สึกละอายใจตัวเองจึงสาบานกับขงเบ้งขอภักดีต่อจ๊กก๊กตลอดไป
(ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์)
เผยซงจือได้แทรกอรรถาธิบายในจดหมายเหตุสามก๊ก บทชีวประวัติจูกัดเหลียง ซึ่งมีการกล่าวถึง "จับเจ็ดครั้งปล่อยเจ็ดครั้ง
แต่ไม่มีรายละเอียดนอกเหนือจากนั้น ตัวละครที่เกี่ยวข้องกับเบ้งเฮ็กอย่างงากฟัน จกหยง เบ้งฮิว และ บกลกไต้อ๋อง ก็ล้วนเป็นตัวละครที่เสริมแต่งขึ้นมาในวรรณกรรม
นี้ก็คือข้อเปรียบเทียบระหว่างวรรณกรรมกับเรื่องจริงจากประวัติศาสตร์จีนสามก๊กนั้นก็มีเนื้อหาประมาณเท่านี้แหละครับ อย่างที่เขาเคยบอกไว้ว่า จริง7/เท็จ3 นั่นเองครับ
"ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการอ่านนะครับ ขอบคุณสำหรับทุกการติดตามอ่านมากๆนะครับ 😄🙏"
เรียบเรียงเนื้อหา/นำเสนอโดย : "สาระหลากด้าน"
ที่มา :wikipidia.com
เนื้อหาภาพ : samkokwiki.com
9.4K รับชม
    Harris Watson
    ขอบคุณมากครับ
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      เมื่อดาว onlyfans ชาวบราซิลออกมาประกาศว่า เธอจะลงภาพ nude ให้ชาวเน็ตดูฟรี ๆ 1 ภาพ ถ้าหากทีมชาติบราซิลยิงได้ 1 ประตู
      Projector ยุคใหม่ใช้งานง่าย Projector หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าเป็นเทคโนโลยีที่เก่าล้าสมัย ทำได้แค่ฉายภาพตามสื่อที่ป้อนเข้าไปเท่านั้น
      สยบข่าวลือ.. เซ็นทรัล ลาดพร้าว ชี้แจง ให้หยุดแชร์ข่าวลือเกี่ยวกับสัญญาเช่า และเพิ่งรีโนเวตห้างใหม่ หลังจากที่มีข่าวลือซึ่งเป็นไวรัลทั่วโซเชียล ว่าทาง “ศูนย์การค้า เซ็นทรัล ลาดพร้าว" อาจไม่ต่อสัญญาเช่ากับ การรถไฟแห่งประเทศไทย ที่สัญญาเช่าจะสิ้นสุดลงในปี 2571
      สรุปประเด็นสำคัญ ดราม่า Balenciaga โฆษณาส่อล่วงละเมิดเด็ก? ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลายคนอาจจะเห็นว่ามีประเด็นร้อนเกิดขึ้นในวงการแฟชั่น เนื่องจากแคมเปญ “Gift Collection” ของ Balenciaga แบรนด์แฟชั่นชื่อดังที่มีลายเซ็นการออกแบบไม่เหมือนใคร หรือเรียกได้ว่าเป็นแฟชั่นล้ำยุค (Avant-garde) กำลังถูกกล่าวหาจากกระแสโซเชียลว่าได้ทำการออกแคมเปญที่ส่อถึงการสนับสนุนการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก ลองไปดูกันว่าเพราะเหตุใด Balenciaga ถึงถูกกล่าวหาเช่นนี้
      ดูทั้งหมด