8 พ.ค. 2019 เวลา 03:31 • กีฬา
เห็นอย่างไร...เขียนอย่างนั้น
หลังเกมเปิดแอนฟิลด์ถล่ม บาร์เซโลน่า 4-0
1. วันนี้ ลิเวอร์พูล ไม่มีผู้เล่นตัวหลักอย่าง “โม ซาลาห์” , “ฟีร์มีโน่” และ “นาบี เกอิต้า” เนื่องจากอาการบาดเจ็บ แนวรุก 3 ประสานเป็นการผนึกกำลังกันระหว่าง “ชากิรี่”+ “โอริกี” + “มาเน่”
2. ผลจากนัดที่แล้วที่ ลิเวอร์พูล บุกไปพ่ายที่คัมป์นูมา 3-0 วันนี้จึงไม่ทางเลือกอื่นใดให้ทีมของ เยอร์เก้น คล็อปป์ เลือกเล่นมากนัก จึงมีความจำเป็นจะต้องเปิดเกมรุกวิ่งเข้าใส่เท่านั้น และทันทีที่เกมนี้เริ่ม ลิเวอร์พูล ก็วิ่งเพรสซิ่งใส่ผู้มาเยือน และเปิดเกมใส่โดยไม่รีรอ
3. ประตูแรกที่ ลิเวอร์พูล ต้องการจะทำให้ได้เร็วที่สุด ก็มาตามนัดในนาทีที่ 7 จากจังหวะที่ ผู้เล่น บาซ่า โหม่งบอลแล้ว “มาเน่” วิ่งโฉบไปได้ส่งต่อให้ “เฮนเดอร์สัน” แตะหลบผู้เล่นบาซ่า ยิงไปติดเซฟ “มาร์ค อังเดร เตอร์ สเตเก้น” แล้ว โอริกี้ ซ้ำเข้าไป
4. ก่อนประตูที่สองจะมา จุดสำคัญอีกหนึ่งจุดวันนี้ต้องชม “อลิสซง เบคเกอร์” อย่างมากๆๆๆๆ ที่เซฟจังหวะสำคัญในครึ่งแรกไว้ได้ 3 จังหวะ และในครึ่งหลังอีก 1 ครั้ง
5. ก่อนหมดครึ่งแรก โรเบิร์ตสัน ลงไปนอนเหมือนมีอาการบาดเจ็บ แต่สามารถลุกขึ้นมาเล่นได้ตามปกติจนกระทั่งหมดเวลาในครึ่งแรก ทันทีที่เริ่มครึ่งหลัง “เยอร์เก้น คล็อปป์” ส่ง “ไวจ์นัลดุม” ลงแทน “โรเบิร์ตสัน” แล้วปรับ มิลเนอร์ ถอยไปเล่นเป็น LB แทน
6. ในนาทีที่ 54 “เทรนด์ อาร์โนลด์” แย่งบอลจากผู้เล่นบาซ่าได้ที่กราบขวา แล้วครอสเรียดๆ เป็น “ไวจ์นัลดุม” วิ่งเข้าซัดเข้าไป 2-0
7. ประตูที่ 2 นี่เอง สาบานได้ว่าผมพึ่งเห็น อภิมหาโคตรทีมอย่าง บาร์เซโลน่า ที่นักเตะหลายคน จะมีอาการหน้าเหวอ หน้าถอดสี ที่แอนฟิลด์
8. ในขณะที่ผู้เล่นบาซ่ามีอาการลักษณะเมาหมัดอยู่ ลิเวอร์พูล ก็วิ่งเพรสใส่ แย่งบอลบุกทันทีและเป็น “ชากิรี่” ครอสบอลมาจากฝั่งซ้ายเข้าหัว “ไวจ์นัลดุม” โหม่งเข้าไป 3-0 ในนาทีที่ 56
9. ถึงตอนนี้ทุกอย่างจะเท่ากัน แต่ลิเวอร์พูล ก็ยังคงควบคุมบอลบุกต่อ แต่ก็ไม่ได้บุกใส่แบบไม่ยั้งเหมือนตอนแรกๆแล้ว และกลับกันผู้เล่นบาร์เซโลน่า ยิ่งเล่นยิ่งใจเสีย เกมรุกหายไปเลย
10. ในนาที 78 เศษๆ ลิเวอร์พูล ได้เตะมุมฝั่งขวา ตอนแรก “เทรนด์ อาร์โนลด์” ยืนอยู่ แต่มี “ชากิรี่” วิ่งเข้ามาจะเปิดเอง แล้ว “เทรนด์” ก็วิ่งออกมาจากลูกบอลแล้ว ทว่าทันใดนั้นเอง “เทรนด์” วิ่งกลับไปเตะทันทีบอลเรียดมาถึง “โอริกี” ยืนอยู่โล่งโจ้ง ยิงเข้าไป 4-0
11. จังหวะนี้ต้องชม เจ้าหนู “เทรนด์ อาร์โนลด์” เต็มๆ กับเด็กอายุแค่นี้ ที่ มีไหวพริบปฏิภาณอันยอดเยี่ยม กล้าตัดสินใจอย่างรวดเร็ว ในจังหวะที่ ผู้เล่น บาร์เซโลน่า ไม่ทันตั้งตัว และก็ต้องบอกได้เต็มปากครับว่า ผู้เล่นอย่างอภิมหาโคตรทีมอย่างบาร์เซโลน่า เสียท่าให้กับเด็กคนนี้ “เทรนด์ อาร์โนลด์”
12. และหลังจากนั้น ลิเวอร์พูล ก็เน้นรัดกุมขึ้นกว่าเดิม คอยสวนกลับในจังหวะที่ตัวเองถนัด และเกือบจะได้เหมือนกัน ซึ่งในวันนี้ ไม่ว่า “คล็อปป์” จะเปลี่ยนตัว “ไวจ์นัลดุม” มาแทน “โรเบิร์ตสัน” ด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม แต่เป็นการเปลี่ยนตัวแล้วได้ผล เปลี่ยนตัวแล้วเป็นจุดเปลี่ยนของทีม จึงต้องมอบเครดิตให้ “คล็อปป์” เต็มๆ
13. วันนี้ผมยกให้เครดิตทั้งทีมที่ช่วยกันเล่นช่วยกันวิ่งไล่บี้ และแฟนบอลในแอนฟิลด์ทุกคนที่ช่วยกันส่งเสียงเคียงข้างนักเตะตลอด 90 นาที เสียงดังกระหึ่มมากวันนี้
การชนะทีมอย่าง บาร์เซโลน่า ได้ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด แต่การจะชนะ อภิมหาโคตรทีมอย่าง บาร์เซโลน่า ได้ถึง 4-0 ใช่ว่าใครๆจะทำได้เหมือนกัน ในวันนี้นั้นแม้จะไม่มีการเข้าทำที่สวยงามเลิศเลอ ก่อนประสานกันแบบเพอร์เฟค แต่วันนี้ทุกคนเล่นด้วยหัวใจ เล่นด้วยความเชื่อว่าเราจะทำได้ เล่นด้วยจิตใจที่ไม่ยอมแพ้ ผมขอคารวะหัวใจพวกคุณทุกคนจากใจจริงๆ
หลายคนอาจจะมองว่านี่คือ “ปาฎิหารย์” แต่สำหรับผมแล้วมองว่า “นี่คือความมุ่งมั่นทุ่มเทเกินร้อย” “นี่คือหัวจิตหัวใจนักสู้ที่ไม่ยอมแพ้” และขอบคุณที่ทำให้เราทั้งหลายได้ดูทีมรักเล่นจนวันสุดท้ายจริงๆอีกครั้งสำหรับฤดูกาลนี้ และขอบคุณแฟนบอลทั้งหลายที่ไม่ยอมถอดใจยังเชียร์นักเตะถึงวินาทีสุดท้ายไปด้วยกัน
ปล.เมื่อถึงตอนนี้แล้วนัดชิงไม่ว่าจะเป็น สเปอร์ส หรือ อาแจ๊ก บอกเลยว่า “ใครก็ได้” ไม่ใช่ว่าพอเข้าชิงแล้วซ่า ไม่ใช่ว่าพอเข้าชิงแล้วปากดี แต่ มันผ่านจุดทีเรียกว่าความเป็นความตายมาแล้ว เพราะฉะนั้นแล้วมันไม่มีอะไรต้องกลัวแล้วครับ
"NEVER GIVE UP"
🖊P.F. Klopper
08/05/2019
twitter : LFCSnapped
โฆษณา