13 พ.ค. 2019 เวลา 13:02 • ธุรกิจ
Valuation มูลค่ายุติธรรม(มีจริง?)
หนึ่งในวิชาที่นักการเงินหลายคนต้องเรียนหรืออาจเป็นแค่วิชาเลือกในสาขาการเงินในมหาวิทยาลัย ก็คือวิชา valuation วิชาที่ว่าด้วยการประเมินมูลค่าของสินทรัพย์ทุกชนิดในโลก โดยคอนเซบที่ว่าสินทรัพย์ทุกอย่างย่อมมีมูลค่าที่แท้จริงของมันซ่อนอยู่ แล้วจะหาเจอไม๊ อีกเรื่องนึง ท่านคงเคยคิดทำไมมือถือถึงขายแพงเยี่ยงนี้ ยาสีฟันทำไมหลอด10 บาทแล้วราคานี้มันแพงไปไหม เมื่อเทียบกับประโยชน์ใช้สอยหรือต้นทุนการผลิตของมัน ลิขสิทธิ์ทางปัญญามีมูลค่ากี่ล้านกันเหรอ เค้าคิดจากอะไร ไปจนถึงว่าถ้าเราอยากจะซื้อกิจการ 7-11 หรือเซ้งกิจการน้ำเต้าหู้รถเข็นหน้าบริษัท เราควรซื้อเท่าไรดี วิชานี้มีคำตอบให้ท่าน
มูลค่าของกิจการที่จะซื้อได้เหมาะสมนั้นเราเรียกว่ามูลค่ายุติธรรมหรือ Fair value หรือ intrinsic value นั่นเองครับ นึกภาพไม่ออกใช่ไหมครับว่ามันคืออะไร ยกตัวอย่างให้ท่านเห็นภาพดีกว่าครับ สมมุติว่า ท่านเข้าร้านสะดวกซื้อเพื่อจะซื้อยาสีฟันหลอดนึง ราคา 20 บาท ท่านว่าราคานี้เหมาะสมหรือไม่ !!! สมมุติท่านคิดว่าเหมาะสมละกันเมื่อเทียบกับขนาด ปริมาณ โน่น นี่ นั่นแล้วแต่เราจะสรรหามาคิด แต่ท่านก็มานึกขึ้นได้ว่า เห้ย เราเคยซื้อในเวปมันราคาแค่10 บาทเองนี่นา อืม...นั่นสิสรุปแล้ว10บาทกับ20 บาท อันไหนมันยุติธรรมล่ะ น่าคิดใช่ไหมครับ งั้นเรามารู้จักอีกคำดีกว่า คือคำว่าราคาตลาด หรือ market value ครับ มาถึงตอนนี้พอจะนึกออกไหมครับว่าราคายาสีฟันไม่ว่าจะ 10 บาท หรือ 20 บาท มันคือราคายุติธรรมหรือราคาตลาดกันละครับ
ใช่แล้วครับ มันคือราคาตลาดนั่นเอง โดยนิยามราคาตลาดคือราคาที่ซื้อขายกันอยู่ในแต่ละท้องที่ งั้นลองคิดต่อซิว่า ราคายุติธรรมของยาสีฟันหลอดนั้นจะสูงกว่าหรือต่ำกว่าราคาตลาด (ยังไม่ต้องคิดว่าจะเป็นเท่าไร)
คำตอบแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก คือมันก็ต้องต่ำกว่าสิ ถูกต้องไหมครับเพราะราคาตลาดคือราคาที่บวกต้นทุนมากมายเข้ามาแล้วเพื่อให้ขายได้กำไร (ถึงแม้จะขายแค่ 10 บาทก็ตาม)
ที่นี้ท่านพอจะแยกออกถึงความแตกต่างของราคาทั้งสองได้แล้ว ผมว่าเราดำลงไปลึกๆอีกนิด เผื่อท่านจะเห็นความสนุก (ถ้ามันมีนะ)ของการประเมินมูลค่ายุติธรรมกัน
เค้าประเมินกันยังไง
อืม อันนี้แหล่ะประเด็น มีวิธีประเมินอยู่สามแบบหลักๆ ที่ผมจะพูดถึงเพราะเป็นที่นิยมใช้กันคือ
(1) ประเมินกันแบบซื่อๆ บ้านๆเลยเรียกว่าวิธีตลาด คือ ไปเทียบกับราคาสินค้าทดแทน หรือสินค้าชนิดเดียวกันแต่ต่างยี่ห้อ. แล้วตั้งราคาตามนั้นแหล่ะ มันเหมาะสมแล้ว ตั้งราคาซื้อขายกันได้เลยไม่ต้องคิดเยอะ ง่ายดีไหมครับ ง่ายครับ แต่ใช้ได้กับแค่สินค้าบางอย่างเท่านั้นเช่น สินค้ามือสอง หรืออสังหา กรณีที่เศรษฐกิจไม่ดีอยากขายให้ออก ก็ต้องตั้งตามราคาสินค้าทดแทน หรือเทียบเคียง ถ้าท่านนึกไม่ออกก็เปิดราคาในเวปเทียบดูว่าชาวบ้านเค้าขายเท่าไร ตั้งราคาไม่หนีกันมากก็จบ
(2) วีธีต้นทุน วิธีนี้ยากขึ้นมานึดนึงอาศัยหลักคิดที่ว่า “ถ้าหากสินค้าที่จะขายนั้นหายไป จะสร้างสินค้าชนิดเดียวกันแบบเดียวกันขึ้นมา จะต้องใช้เงินเท่าไหร่ “ เช่น บ้าน อสังหา ที่ดิน (อาจจะมีเรื่องทำเล ที่ตั้ง การเข้าถึง มาพิจารณา) เช่น สมมุติเราเป็นเจ้าของโรงงานแห่งหนึ่ง มีอายุ10ปี ใช้งานมา 5 ปีอยากจะขายขึ้นมา ราคาขายคิดง่ายๆว่า ถ้าจะสร้างโรงงานแบบนี้อีกหลังหนึ่ง ต้องใช้เงินเท่าไหร่ สมมุติว่าใช้เงิน10ล้านบาทละกัน ก็เอา 10 ล้าน ไปหักค่าเสื่อมราคาโรงงานปัจจุบันที่ใช้มา5 ปี สมมุติอีกทีว่า ค่าเสื่อมโรงงานเท่ากับ 5 ล้านบาท นั่นแหล่ะเราก็จะได้ราคาขายโรงงาน เท่ากับ 5 ล้านบาท (ราคาขาย-ค่าเสื่อมราคา)โดยยังไม่รวมมูลค่าที่ดินนะจ้ะ วิธีนี้มีจุดอ่อนคือ กรณีเศรษฐกิจแย่ ราคาต้นทุนปรับสูงขึ้น ทำให้ราคาประเมินโรงงานสูงตาม ปรากฏว่าไม่มีคนซื้อ ทำไงล่ะทีนี้ แนะนำว่ากลับไปคิดแบบวิธีที่1 ดูชาวบ้านชาวช่องเค้าขายเท่าไหร่ ก็ตั้งแบบนั้นไปก็ได้คับ
(3) วิธีคิดลดกระแสเงินสด หรือ Discount Cash Flow ย่อๆว่า DCF ประเมินจากรายได้รายจ่าย ภาระทางการเงิน ดอกเบี้ย เงินต้น ค่าเสื่อม ค่าใช้จ่ายเกี่ยวเนื่อง ค่าปรับ ภาษีนิติบุคคล โอ้ยเยอะแยะครับ พูดไม่หมด ขึ้นกับลักษณะกิจการ กระแสเงินสดสุทธิหลังหักรายจ่ายที่ว่ามาทั้งหมด บวกกลับค่าเสื่อมราคา บวกกลับรายการ non cash ทางบัญชีอื่นๆ เอามาคิดโดยใส่สูตรเอกเซลแบบสลับซับซ้อน เพื่อให้ได้สิ่งที่เรียกว่าผลตอบแทนภายในที่ได้รับ หรือ internal rate of return (IRR) ซึ่งมีอยู่2 แบบที่คำนวณกัน คือ Project IRR และ Equity IRR และอีกอันนึงคือ Net Present Value ชื่อย่อคือ NPV. ปวดหัวน่าดูไหมครับท่าน ไว้ผมจะมาเจาะลึกถึงวิธีการคำนวณในบทความหน้ากัน
ผู้บริหารจะตัดสินใจจากตัวเลขทางการเงินที่กล่าวมาเป็นหลัก วิธีนี้เป็นหนึ่งในหลักคิดของนักวิเคราะห์ตามโบรกต่างๆ หรือนักวิเคราะห์ธุรกิจในบริษัท ที่เอาไว้หามูลค่ากิจการที่เราอยากจะซื้อเพื่อขยายธุรกิจให้เติบโต บ้างก็ว่าเพื่อให้กิจการมี synergy เสริมทัพกัน ธุรกิจจะได้แข็งแกร่ง บลาๆ
แต่เดี่ยวก่อน วิธีนี้มีข้อเสียนะ ไม่ใช่ใครๆก็กด excel คำนวณได้ งั้นทุกคนก็นั่งเป็นนักวิเคราะห์ได้สินะ คืองี้ ผู้ที่ทำงานตำแหน่งนี้จะต้องเข้าใจธุรกิจนั้นจริงๆ ย้ำเลยว่าเข้าใจจริงๆนะ จึงจะหามูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์นั้นได้อย่างเหมาะสม ใกล้เคียงที่สุด (ไม่ใช่ถูกต้อง ทำได้แค่เหมาะสมและใกล้เคียง) ทำไมละครับ ก็เพราะว่าราคาที่จะเสนอซื้อหรือขายนั้น อาจจะราคาถูกหรือราคาแพงเกินไปก็ได้ เดี๋ยวๆ ซื้อถูกมันก็ดีไงจะเป็นปัญหายังไงนึกไม่ออก อืมถูกครับไม่เถียงแต่ถ้าซื้อแพงล่ะ ความชิบหา...จะตามมาครับเพราะกิจการท่านอาจจะโดนด้อยค่าวันข้างหน้า (แสดงเป็นตัวเลขขาดทุนในงบ) เข้าใจไหมครับ เวลาหามูลค่าหุ้นท่านเคยอ่านเจอวิธีนี้แบบละเอียดไหม ผมกล้าเอาหัวรับประกันว่าไม่มีแน่นอน
นอกเหนือจากนี้ก็มีอีกหลากหลายวิธี เช่น income approach, P/E,market cap valuation ซึ่งผมไม่ได้พูดถึงในรายละเอียดเพราะบทความมันชักจะยาวเกินไปแล้วละ ก็ขอจบเพียงเท่านี้ครับ
ว่าแต่ ยาสีฟันหลอดนั้น ท่านว่าประเมินมูลค่าด้วยวิธีไหนดีครับ
เปิดโลกของคุณ ด้วยบทความดีๆสนุกอ่านง่าย ของ ออกนอกโลกกันเถอะ ผ่านทาง blockdit และ Facebook fanpage ได้ที่ www.blockdit.com/towards_universe
แล้วพบกันใหม่ สวัสดีครับ
โฆษณา