13 พ.ค. 2019 เวลา 16:20 • ปรัชญา
“ Begin with the end in mind” จงสร้างภาพจำหรือแบรนด์ของเราให้ดี
7 Habits for Highly Effective People หนึ่งในหนังสือขายดีมากเล่มหนึ่งของโลกที่ผ่านหูผ่านตาหลายคนมาแล้ว บทสรุปของนิสัยทั้ง 7 อย่าง ผมไม่ขอพูดถึง แต่มีนิสัยหนึ่งที่ผู้เขียนชอบมากและอยากจะเขียน ก็คือ
“Begin with the end in mind” จะทำอะไรก็แล้วแต่ให้เริ่มจากจุดสิ้นสุดภายในใจเราเสมอ. งงดีแท้นะครับ
นิสัยนี้มีความหมายลึกซึ้งมาก ลองจินตนาการดูนะ ถ้าเราจะทำไรสักอย่างให้เรานึกไว้เสมอว่าเราอยากให้ตอนจบของเรื่องมันจะเป็นยังไง เราอยากจะให้คนอื่นนิยามว่าเราเป็นคนอย่างไร เช่น ตั้งใจเรียนหรือทำงานตั้งแต่วันแรก เพราะจุดหมายในใจคืออยากได้ A วิชานี้หรือได้ผลการประเมินการทำงานในระดับยอดเยี่ยม ผลลัพธฺ์ ณ จุดสิ้นสุด จะเป็นตัวกำหนดทำให้เราตั้งใจเรียนหรือทำงานนั่นเอง
พอเห็นภาพใช่ไหม แต่อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่าความหมายของนิสัยนี้ มันลึกซึ้งกว่านั้นมากอ่ะ จนหาตัวอย่างเปรียบเทียบยาก แต่ก็บังเอิญที่ผู้เขียนนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาและคิดว่านี่แหล่ะใช่เลย มั่นใจว่าผู้อ่านบทความนี้ จะเข้าใจ และตระหนักถึงและเข้าใจว่าทำไมผู้เขียนถึงชอบมาก
เรื่องราวนานมาแล้ว มีน้องคนหนึ่งหน้าที่หลักคือการติดต่อประสานงานราชการ เพื่อขอใบอนุญาต น้องคนนี้เป็นคนมีประสบการณ์จากที่อื่นมาก่อน ก่อนมาร่วมงานกับบริษัท เป็นคนเจรจาดี มีลูกล่อลูกชน เข้ากับบุคคลอื่นๆง่าย รู้จักการวางตัวรวมๆแล้ว ถือเป็นคนมีฝีมือคนนึงเลยล่ะ ซึ่งบังเอิญบริษัทขาดคนแบบนี้จึงรับเข้ามาช่วยงาน
วันหนึ่งผู้เขียนก็ได้รับรู้เรื่องราวอีกด้านของการทำงาน น้องได้รับมอบหมายงานให้ตามใบอนุญาติจากหน่วยงานแห่งหนึ่ง น้องมาปรึกษาผู้เขียน
“พี่ครับผมมีเรื่องไม่สบายใจ”
“อืมว่า...” ผู้เขียนยังคงก้มหน้าทำงานพร้อมกับตอบรับ
“ผม ไปติดต่อหน่วยงาน ตึ้ด ตึ้ด (สงวนชื่อ) มาครับ พอเค้ารู้ว่าผมมาทำงานที่นี่ เค้าก็แสดงความยินดี แต่ก็ตามประสาคนคุ้นเคยครับ ขอโน่นขอนี่ทันที อยากจะมาพักรีสอร์ทของบริษัทฟรี บ้างไรบ้างครับ”
“ อืม แล้วเราบอกเค้าว่าไงล่ะ”
“ผมก็อึดอัดใจครับ แต่ก้บอกไปแหล่ะว่า ผมเพิ่งมาทำงานที่นี่ยังไม่สองเดือนเลย เรื่องรีสอร์ทผมก็ไม่รุ้ว่าบริษัทมีนี้ด้วย ผมก็เพิ่งรุ้ตอนพี่บอกมานี่แหล่ะ”
“แล้วเค้าว่าไงบ้างล่ะ “ ผู้เขียนถาม
“เค้าก็เงียบๆไม่ได้พูดไรต่อครับ “
“อืม ดีแล้ว อย่ารับปากเรื่องแบบนี้ไป มันจะมีปัญหาตามมาทีหลัง” ผู้เขียนให้คำแนะนำเท่าที่จะนึกออก หลายวันต่อมา น้องไปติดต่อเรื่องเดิม แต่กลับมาพร้อมปัญหาใหม่
“พี่ครับ วันนี้เค้าขอเงินผม สี่ หมื่น เป็นค่าสนับสนุนกีฬาภายใน” ผู้เขียนนิ่งไปสักพักไม่ตอบอะไร น้องเค้าก็ไม่เสียเวลาเล่าที่เค้าตอบกลับไปว่า
“ผมไม่มีหรอก และคิดว่าบริษัทคงไม่อนุมัติงบบการกุศลเพราะมูลค่ามันสูงไปน่ะครับ ต้องมีการทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร และให้บริษัทอนุมัติก่อนจึงจะจ่ายได้ “
“ดีมากน้อง” ผู้เขียนตอบแบบไม่รู้จะตอบอะไร แต่ก็คิดในใจว่าน้องมันมีไหวพริบดี เข้าใจอ้างนะ
อ่านถึงตรงนี้ พอจะตะหงิดใจอะไรขึ้นได้ไหมครับ ทำไมหน่วยงานนั้นต้องขอเงินสนับสนุนผ่านน้องคนนี้ ขอมาอีกเยอะเลยครับ เล่าไม่หมด
คืองี้ครับ ก่อนที่น้องคนนี้จะมาทำงาน บริษัทเก่าน้องใช้วิธีการพิเศษ หลายอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งใบอนุญาต ครับ ซึ่งถ้าพูดไปก็คงจะรู้ใช่ไหมครับว่าหมายถึงอะไร พอได้เจอกันอีก เจ้าหน้าที่คนเดิมที่ไปติดต่อซึ่งเคยได้รับสิ่งพิเศษนั้น ก็ต้องคิดว่าคราวนี้จะต้องได้เหมือนเดิม จึงได้กล้าขอกล้าต่อรองแบบไม่อิดออดไงครับ
นี่คือภาพที่อยู่ในใจเจ้าหน้าที่คนนั้น เมื่อเห็นหน้าน้อง ภาพสิ่งพิเศษมันลอยมาหรือประทับอยู่บนหน้าน้องคนนันทันที ถ้าก่อนหน้านี้น้องไม่เคยต้องทำอะไรแบบนี้ จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้หรือไม่ ท่านผู้อ่านลองคิดเอา แล้วถ้าวันนั้นน้องปฏิเสธที่จะทำเรื่องแบบนี้กับที่ทำงานเก่า เพราะน้องตระหนักถึงนิสัยข้อนี้ น้องจะมีภาพแบบนี้ไหม คำตอบคือ ไม่ แน่นอน
ท่านผู้อ่านคงเห็นแล้วว่าทำไม begining from the end in mid จึงเป็นอุปนิสัยสำคัญที่ควรจะปลูกฝังให้ทุกคนตระหนักให้มากว่าถึงผลของการกระทำในตอนต้นจะส่งผลอะไรกับชีวิตเราบ้างในตอนสิ้นสุด
พูดง่ายๆเลยครับ ตอนเราตายน่ะ อยากให้คนอื่นพูดถึงเราว่าไง นั่นล่ะครับ คือสิ่งที่อยากจะบอกในท้ายนี้
เปิดโลกของคุณ ด้วยบทความดีๆสนุกอ่านง่าย ของ ออกนอกโลกกันเถอะ ผ่านทาง blockdit และ Facebook fanpage ได้ที่ www.blockdit.com/towards_universe
โฆษณา