Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
3chaiSociety
•
ติดตาม
30 พ.ค. 2019 เวลา 10:32 • บันเทิง
32 ราตรี หนีเสือปะจระเข้
คำเตือน
1).เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
2).ผู้ที่อยู่คนเดียวหรือจิตใจไม่เข้มแข็งพอขอร้องอย่าอ่าน มิฉะนั้นอาจสนุก
ภาพ:pixabay
ตกใจตื่น
เพราะเสียงลมพัดอื้ออึงสลับกับเสียงฝนฟ้าคะนองฟ้าร้องฟ้าผ่า ประสานกับเสียงเห่าหอนของสุนัข
นับสิบตัว สัญชาตญานมือคว้าไปที่สวิทช์ไฟหวังจะเปิดให้เกิดแสงสว่างแต่อนิจจาไฟฟ้าเจ้ากรรมดันดับเสียได้
คิดในใจ
"คิดไรมากขนาดสุนัขในหมู่บ้านแค่ฉี่รดเสา
ไฟมันยังดับ นับประสาอะไรในป่าเขาอย่างนี้มันจะไม่ดับวะ"
จากนั้น
ผมจึงดำมืดดำมัวใช้มือควาญหาไฟฉายดวงเล็ก
ที่พกติดตัวอยู่เป็นประจำซึ่งน่าจะอยู่ที่ไหนสักแห่ง เจตนาเพียงเพื่อเปิดให้เกิดแสงสว่างท่ามกลางความมืดพอได้ส่องมองอะไรบ้าง สาดไปที่นาฬิกา
เวลาราว ตี 2 เศษ
พอเริ่มตั้งสติได้หายงัวเงียเพราะเหตุแห่งความง่วง
จัดท่านั่งในท่าสบายๆ ฟังเสียงฝนที่ตกมาอย่างหนัก
เสียงลมพัดไม้ไผ่เสียดสีกันดังเอี๊ยดๆอ๊าดๆ เสียงลมพัดสังกะสีดังโครมๆ ครามๆ จากหลังคาที่เก่าขาดการดูแลบำรุง ของกุฏิร้างมี่อยู่บริเวณ
ดึกสงัดอยู่ท่ามกลางป่าเขาอย่างนี้อย่าว่าแต่เสียงลมพัดลมเพเลยครับ แค่เสียงเข็มดวงเล็กๆ ตกผมก็คิดว่าน่าจะได้ยินหลังจากนั่งพิจารณาสารพัดเสียงอยู่นาน ผมก็เริ่มได้ยินเสียงแปลกๆ แรกๆ มันเหมือนกับเสียงลมพัดสังกะสีแต่มันชักเริ่มมีอะไรไม่ชอบมาพากล
ก่อนหน้านั้น
เวลา 14.00 น.
ทันทีที่คนขับรถขับมาถึงจุดหมายปลายทางผมจึงชี้มือบอก"จอดตรงนี้แหละครับเดี๋ยวรอถามหลวงปู่ก่อน ผมไม่แน่ใจว่าเป็นหลังไหนเพราะหลวงปู่บอกมีกุฏิว่างอยู่ 2 หลัง คือหลังสีเขียวและหลังสีขาว"
ญาติๆ ที่มาด้วยช่วยเปิดประตูให้
ผมจึงค่อยๆก้าวเท้าลงมาจากรถกระบะ
ค่อนข้างจะลำบากเพราะยังไม่คุ้นชินกับยูนิฟอร์มใหม่
ไม่นานหลวงปู่ก็เดินมาบอก
"หลวงพี่เอส"
"ครับหลวงปู่"
"ให้หลวงพี่อยู่กุฏิหลังนี้นะ" ชี้ไปที่กุฏิหลังสีเขียว
"ได้ข่าวว่าเป็นคนกลัวผีรึ?
งั้นอยู่ใกล้ๆ หลวงพี่เดชก็แล้วกัน"
หลวงปู่เจ้าอาวาสชี้ไปที่กุฏิเขียวสภาพเก่าซอมซ่อ
"ครับหลวงปู่"
คิดในใจคงอยู่ได้เพราะชีวิตพระก็ไม่มีสิทธิเลือก
อยู่แล้ว
พร้อมกันนั้นหลวงปู่เรียกหลวงพี่เดชเข้ามาพูดคุยกำชับฝากดูแลพระใหม่ซึ่งหมายถึงตัวผมและหลวงลุงน้อยที่มาบวชพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
"ส่วนกุฏิหลังโน้นให้หลวงพี่น้อยอยู่"หลวงปู่
ชี้ไปที่กุฏิสีหลังสีขาว
"ส่วนกุฏิเจ้าอาวาสเก่าหลวงตามุกอยู่ก่อนแล้ว"
ทีแรกผมไม่รู้ว่ามีพระรูปอื่นอยู่ด้วยนอกจากหลวงปู่
มารู้ทีหลังว่ามีหลวงพี่เดช หลวงลุงน้อย กลวงตามุก
อยู่ด้วยค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อยนึกว่าจะต้องอยู่กับหลวงปู่แค่ 2 รูปเสียแล้ว
ตกกลางคืนคงกลัวแย่เพราะกุฏิของหลวงปู่อยู่ไกลกันมากเนื่องจากเป็นวัดป่า
ส่วนกุฏิหลวงพี่น้อยอยู่ห่างออกไปเป็นเอกเทศ
ก็เข้ากับอุปนิสัยของท่านดี เพราะท่านอายุมากและ
บวกกับเคยฝึกจิตมาพอสมควรจึงไม่กลัวผี
กุฏิของหลวงตามุกอยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันออกเยื้องๆกับกุฏิของหลวงปู่เจ้าอาวาส
สรุปตอนนี้ที่วัดมีพระรวม 5 รูป ซึ่งถือว่ามากที่สุดแล้วสำหรับสังคมชนบทในสมัยนั้น
"คิดในใจโชคดีจังอย่างน้อยก็มีหลวงพี่เดชอยู่ใกล้ๆ"
หลังจากที่หลวงปู่เจ้าอาวาสสั่งความไว้เสร็จสรรพ
ก็เดินกลับออกไป
ทิ้งให้บรรดาญาติๆ ต่างกุลีกุจอช่วยกันหอบหิ้วบริขารพระใหม่ซึ่งวางอยู่ท้ายรถกระบะเพื่อนำเข้าไปเก็บไว้ข้างในกุฏิ
ในภวังค์กำลังจะก้าวออกเดิน
พลันหวนคิดถึงเพลงเก่าเพลงหนึ่งสมัยก่อนดังมากไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านเกิดทันหรือไม่ วิ่งเข้ามาในห้วงแห่งความทรงจำ
"นี่คือสถานแห่งบ้านทรายทองที่ฉันปองมาสู่ ยังไม่รู้ว่าเขาจะต้อนรับ ขับสู้เพียงไหน..."
หลังจากบรรดาญาติๆ ขนบริขารของพระใหม่ลงเสร็จสรรพ
ผมกล่าวขอบคุณพูดจาล่ำลากันพอประมาณพวกเขาจึงขอตัวกลับ แต่สังเกตเห็นว่าบางคนที่มาด้วยมีอาการลุกลี้ลุกลนผิดปกติเหมือนไม่อยากจะอยู่นานแต่ผมก็ไม่ใส่ใจเท่าใดนัก สงสัยเขาคงจะรีบ
อยู่ที่นี่ท่ามกลางป่าเขาแมกไม้ใหญ่น้อย แค่ตะวันบ่ายคล้อยก็แลดูมืดครึ้มบรรยากาศเย็นยะเยือกวิเวกวังเวง
บวกกับช่วงนี้ย่างเข้าสู่ต้นฤดูฝนอากาสครึ้มๆท่าทางวันนี้อาจจะมีฝนตกหนักเพราะเริ่มมีเค้าลางตั้งแต่ตอนบ่าย
"ต้องลาแล้วครับ"
"ไปเถอะโยมขอบคุณมากนะที่มาส่ง
เดินทางปลอดภัย"
"ว่าแต่หลวงพี่อยู่รูปเดียวได้แน่นะครับไม่ให้พ่อใหญ่กงอยู่เป็นเพื่อนสักคืนสองคืน" คนขับรถพูดพลางมองไปที่กุฏิ
พ่อใหญ่คือคำเรียกขานผู้เฒ่าที่เราเคารพ
"ไม่เป็นไรหรอกครับอาตมาอยู่ได้มีหลวงพี่เดชอยู่ใกล้ๆ แค่นี้ไม่เป็นไรหรอกครับ
ไปเถอะเดี๋ยวฝนตก ถนนลื่นจะไปลำบาก"
"ถ้างั้นพวกกระผมขอลา"
"เจริญพร"
หลังจากที่ยืนส่งญาติกลับไปหมดทุกคนแล้ว
จึงยืนพิจารณากุฏิหลังนี้ที่จะต้องอยู่ปฏิบัติธรรมตลอด 30 วัน ที่ได้ลั่นวาจาไว้โดยละเอียด
ดูจากสภาพภายนอกเป็นกุฏิก่ออิฐฉาบปูนชั้นเดียวหลังเล็กๆ สีออกเขียวๆ เก่าๆ สีขาดหลุดร่อนน่าจะขาดการดูแลมาสักระยะแบ้วหลังคามุงด้วยสังกะสี
เก่าๆ
ความจริงแรกเริ่มหลวงปู่จะให้ผมอยู่ปฏิบัติธรรมที่
กุฏิที่หลวงลุงน้อยอยู่จำวัดอยู่นั่นแหละ
แต่ด้วยอายุและประสบการณ์หลวงปู่คงรู้แล้วว่าผมคงอยู่ยากอาจไม่รอดถึงเดือนแน่ เพราะได้ข่าวมาว่าที่นี่เฮี้ยนมากเรื่องผีดุ แล้วผมจะค่อยๆ เล่าให้ฟัง
ท่านจึงเปลี่ยนใจให้ผมมาอยู่อีกหลังหนึ่ง ที่ท่านคิดว่าน่าจะเบากว่า เห็นท่าไม่ดีอย่างไร อย่างน้อยๆ ยังมีหลวงพี่เดชคอยเป็นพี่เลี้ยงให้กำลังใจพระใหม่
แต่จะช่วยได้กี่มากน้อยเดี๋ยวก็คงได้รู้กัน
กล่าวทักทายพูดคุยกับหลวงพี่เดชพอสมควรจึงก้าว
เท้ามายืนที่หน้ากุฏิ ยืนบริกรรมถ้อยคำบอกกล่าว
เจ้าที่เจ้าทางตามความเชื่อที่ได้รับการอบรมสั่งสอน
มาจากครูบาอาจารย์
เพื่อบอกกล่าวถึงวัตถุประสงค์ว่าตนมาทำอะไร
และมิได้มีเจตนามาดูหมิ่นแต่อย่างใด
ขอให้ปกปักรักษาคุ้มครองตลอดระยะเวลา 30 วัน
ที่ปฏิบัติธรรมอยู่ที่นี่
เริ่มแรกตอนที่ปวารณาว่าจะบวช
ขอบวชเพียงแค่ 30 วันแต่มีเหตุให้ต้องอยู่ต่อจึงได้
อยู่ 32 วัน ถือว่าเป็นเลขดี
เหลือบมองดูกลอนประตูลูกบิดพังชำรุดใช้การไม่ได้คือล็อกไม่ได้ แบบว่ามีไว้เพื่อ
ค่อยๆ เปิดดูข้างใน
ขนาดห้องกว้าง 3 เมตร ยาว 3 เมตร สูง 3 เมตรเพดานมีรอยแตกร้าว มีรูโบ๋ขนาดศีรษะคนมุดเข้าไปได้
แหมช่างได้ฟิล ถ้าเป็นหนังก็อารมณ์ออกแนว
สยองขวัญ คิดในใจมีงูป่าววะ
โครมๆ!
ท่ามกลางความเงียบ ตกใจเล็กน้อยเซถลา
แทบล้ม
พระใหม่เกือบเสียทรงไม่รู้เสียงอะไร
โปรดติดตามตอนต่อไป
อยากบอกว่า
ผมเขียนจากเค้าโครงเรื่องจริงแต่งเติมบ้างบางส่วนพอให้ได้อรรถรส แต่แฝงไว้ด้วยคติธรรม
เกษตรเอส 'society
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านครับ
2 บันทึก
27
14
7
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
เรื่องสั้น
2
27
14
7
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย