22 มิ.ย. 2019 เวลา 14:20 • บันเทิง
“The Green Mile ระหว่างทางสู่แดนประหาร”
หนังที่ฉีกทุกความรู้สึก อารมณ์และจิตใจของมนุษย์ อย่ามองคนแต่ภายนอก ถ้าคุณยังไม่รู้จักถึงจิตใจของเค้า
Green Miles ไม่ใช่ชื่อของแดนประหาร แต่เป็นทางเดินสีเขียวที่นักโทษใช้เป็นทางเดินออกจากห้องขังไปสู่เก้าอี้ไฟฟ้า ทำไมต้องใช้สีเขียว? คงเพราะเป็นสะท้อนถึงธรรมชาติที่มนุษย์อยู่แล้วจิตใจสงบ แต่แน่นอนว่าระหว่างทางต้องพบเจอกับบททดสอบหลายอย่างในชีวิต สิ่งไหนถูกผิดไม่มีใครล่วงรู้ได้ คงจะมีแต่พระเจ้าเท่านั้น..ที่รู้!
เรื่องราวเป็นไปในช่วงปี 1935 ภายหลังการตกต่ำทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ ช่วง ค.ศ.1930 (Great depression) ถึงแม้ว่าในช่วงดังกล่าวอเมริกาจะมีการเลิกทาสมานานแล้ว แต่คนผิวสีก็ยังไม่ได้รับการยอมรับในสังคม และมักถูกปรักปรำจากสังคมอยู่ดี ซึ่งในเรื่องแสดงให้เห็นผ่าน John Coffey ชายนักโทษผิวดำ รูปร่างใหญ่โตผิดปกติ แต่กลับไม่มีใครทราบถึงลักษณะนิสัยที่ขี้กลัว ขี้ตกใจ และชอบร้องไห้คนเดียว อีกทั้งยังมีสิ่งมหัศจรรย์ที่อาจจะเป็นพระเจ้าที่บันดาลมาให้เขา...คือเขาสามารถรักษาคนได้ และสามารถมองเห็นอดีตได้
เมื่อความดีความชั่วเป็นเส้นบาง ๆ ที่ยากจะแบ่งแยก และคนผิวสีก็ไม่ได้หมายความว่าเขามีแนวโน้มที่จะกระทำผิดเสมอไป ในสมัยนั้นคนผิวสีมักตกเป็นจำเลยของสังคมอเมริกาในการกระทำความผิดต่าง ๆ ซึ่งหากดูสถิติของนักโทษชายในช่วงดังกล่าวกลับกลายเป็นอัตราของนักโทษชายผิวขาวเสียอีกที่มีมากกว่า แต่ทำอย่างไรได้ในเมื่อคณะลูกขุนเป็นผู้ตัดสินว่าผู้ต้องหาถูกหรือผิด เฉกเช่น การตัดสิน John Coffey จากมโนสำนึก คำพูด และภาพที่ศพของเด็กอยู่ในอ้อมกอดของเขาเท่านั้น...
พัสดี Paul (Tom Hanks) ที่รับ John Coffey มาคุมขังในห้องขังชักไม่มั่นใจว่า John Coffey เป็นผู้ก่อเหตุอุกฉกรรจ์จริง จนกระทั่งได้เห็นภาพที่เกิดขึ้นและพบเจอหลายเหตุการณ์ที่ทำให้ปักใจเชื่อว่า John Coffey เป็นผู้บริสุทธิ์ แน่นอนว่าคนเราบางครั้งก็ตัดสินจากบุคลิกภายนอกก่อน และเราก็ถูกปลูกฝังกันมาอย่างนั้น ส่งผลให้บางครั้งเราต้องตัดสินความผิดถูก ทั้ง ๆ ที่ปัจจัยที่ใช้ตัดสินเรายังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ก็ตาม
ถึงแม้ว่าการใช้ชีวิตในห้องขังจะพรากอิสรภาพจากเราไป ตัดขาดเราจากโลกภายนอก ทว่า ในแดนขังแห่งนี้ไม่ได้หดหู่เสมอไป เพราะ Mr.Jingle ช่วยสร้างรอยยิ้มให้กับนักโทษในแดนนี้หลาย ๆ คน ช่วยให้นักโทษประหารบางคนมีความหวัง และการช่วยเหลือของ John Coffey ทำให้ความห่วงใยในฐานะเพื่อนมนุษย์ในสายตาของพัสดี Paul ที่มีต่อนักโทษโดยเฉพาะ John เปลี่ยนไป แต่อย่างไรก็ตามก็ไม่สามารถช่วยให้ John รอดพ้นจากการนั่งเก้าอี้ไฟฟ้าตัวนั้นได้
คงไม่มีใครเถียงว่าเราหนีความตายไม่ได้ แต่เรื่องนี้ก็ทำให้สงสัยว่า...
ความตายของเราอยู่ในกำมือของใครกัน?
เราเอง..คงไม่ใช่..แต่เป็นธรรมชาติ หรือว่าสังคม กันแน่!!
นอกจากนี้ หนังเรื่องนี้ยังพยายามให้แง่คิดในเรื่องของจิตใจของมนุษย์ ซึ่งสะท้อนผ่านพัศดีหนุ่มโรคจิตรายใหม่นามว่า Percy ที่เข้ามาในเรือนจำแห่งนี้โดยความช่วยเหลือของคนใหญ่คนโต ทว่า เขากลับมองนักโทษว่าเป็นคนผิด ชอบข่มขู่และปฏิบัติกับนักโทษเหมือนตนอยู่สูงกว่า ครั้งหนึ่งที่เขาจงใจไม่ชุบน้ำที่ฟองน้ำสำหรับการช๊อตไฟฟ้าอันเป็นการประหารนักโทษ แน่นอนว่านักโทษรายนั้นต้องตายอย่างทรมาน แต่ถึงกระนั้น Percy ก็ได้รับผลกรรมจากการกระทำของตัวเอง
ในตอนท้ายของหนัง Paul ที่เคยได้รับการช่วยเหลือจาก John มีอายุยืนยาวถึง 108 ปี แน่นอนว่าการมีอายุยืนยาวย่อมเป็นเรื่องที่ลูกหลานเห็นว่าดี แต่มันดีจริงหรือที่ต้องคนที่เรารักจากไปคนแล้วคนเล่า..และคนที่จะให้คำตอบได้ก็คงจะมีแต่พระเจ้าเท่านั้น...ที่รู้.
เป็นอีก1 เรื่องที่ทำให้ต้องเสียน้ำตาทุกครั้งที่ได้มีโอกาสได้ดูครับ และเป็นเรื่องที่สอนให้เราได้รู้ว่าอย่าพึ่งดูคนแต่เพียงรูปร่างภายนอกหรือสีผิว เพราะภายในใจของพวกเค้าก็เป็นสีเดียวกับเราทุกคน เราควรให้เกียรติและความรักให้กันอย่างเท่าเทียมครับ
ถ้าใครที่ยังไม่ได้มีโอกาสได้ดู ผมขอบอกเลยว่าถ้าคุณมีเวลา คุณไม่ควรพลาดหนังที่ดีขนาดนี้ไปครับ Faster การันตีคุณภาพครับ
โฆษณา