27 มิ.ย. 2019 เวลา 04:50 • ประวัติศาสตร์
สิ่งที่เคยเกิดในอดีต ที่กำลังจะเกิดกับไทยในอนาคต 1
ต้นแบบเกาหลี (Korean Model)
ผมเป็นคนชอบประวัติศาสตร์เพราะเรื่องราวจริงๆ มันก็สนุกซับซ้อนไม่แพ้นิยายละครที่เขียนกันขึ้นมา โดยเฉพาะประวัติศาสตร์สมัยราชวงศ์ของประเทศต่างๆ ซึ่งยิ่งได้อ่านแล้วก็สังหรณ์ใจว่าเรื่องราวเก่าแก่จากสมัยนั้น ประเทศนี้ เริ่มจะใกล้เคียงกับเมืองไทยปัจจุบันเข้าไปมาก ก็เลยอยากจะได้หยิบยกขึ้นมาเปรียบเทียบเพื่อเตือนใจทุกคนที่สละเวลาอ่าน
ในวันนี้ผมขออนุญาตยกเรื่องราวแรกอันเกี่ยวกับราชวงศ์โชซอนหรือประเทศเกาหลีในสมัยราชวงศ์โชซอน โดยความเกี่ยวข้องนี้ใกล้เคียงกับบ้านเราในปัจจุบันอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งแยกของประชาชน การแบ่งกันสนับสนุนของนักการเมืองหรือข้าราชการที่เสมือนข้าราชการสมัยนั้น การแย่งชิงมีอำนาจของผู้บริหารประเทศอันประหนึ่งการแย่งบัลลังก์ของเขา การผลักดันกษัตริย์หุ่นเชิดโดยมีผู้สำเร็จราชการกุมอำนาจ และท้ายที่สุดการเดินหน้าพึ่งต่างชาติเพื่อรักษาอำนาจของตน
ผมขอกล่าวเป็นพื้นก่อนว่าราชวงศ์โชซอนแห่งเกาหลีหรือเดิมเรียกกันว่าประเทศโชซอนนี้ มีปัญหาเรื้อรังมาแต่สมัยก่อสร้างประเทศ ด้วยเหตุว่าขุนนางพยายามแย่งกันขึ้นมามีอำนาจ จนเกิดการแบ่งแยกเป็นกลุ่มต่อต้านกันเองจนต้องมีการฆ่าล้างผลาญ หรือกระทั่งไล่ปลดผู้มีความรู้ฝ่ายตรงข้ามออกไปจนประเทศไม่เคยได้พัฒนา หลายครั้งประเทศตกเป็นฝ่ายแพ้สงครามทั้งจากญี่ปุ่นและแมนจูเรีย
ซึ่งการแบ่งกลุ่มต่างๆ หลักๆ ก็มาจากการต้องการตำแหน่งของขุนนางฝ่ายตรงข้าม ขอหยิบยกเรื่องทงอีจอมนางคู่บัลลังก์ที่ทำให้เรื่องราวนี้ยิ่งคุ้นหู เพราะพระสวามีของพระสนมซุกบินหรือทงอีนั้นคือพระเจ้าซุกจง ในต้นรัชสมัยของพระองค์ขุนนางได้แบ่งเป็นฝ่ายใต้และฝ่ายตะวันตก ซึ่งก็มีการดันกันไปมาจนต่างถูกผลัดกันปลดไปหลายรอบ สุดท้ายฝ่ายตะวันตกได้เข้ามามีอำนาจและกวาดล้างขุนนางฝ่ายใต้จนหมดสิ้น แต่กระนั้นปลายสมัยของพระองค์ก็หาได้สงบเมื่อฝ่ายตะวันตกที่อยู่ในอำนาจก็แบ่งเป็นฝ่ายโซนนและโนนน ซึ่งก็เพียงเพื่อประกันความมีอำนาจของฝ่ายตน ทั้งที่พระเจ้าซุกจงประกาศนโยบายสมานฉันท์
ในสมัยต่อมาคือพระเจ้าคยองโจครองราชย์ไม่นานก็สิ้นพระชนม์ ราชบัลลังก์ตกแก่พระเจ้ายองโจหรือลูกชายของทงอี(ลีกึมในละคร) พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดของโชซอนและได้รับการยกย่องว่าพัฒนาประเทศได้มากกว่าใคร เพราะมีนโยบายสมานฉันท์เหมือนพระบิดา แต่อย่างนั้นเอง ความคิดแบ่งแยกมันก็มีอยู่ในสมองไม่เปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดการแบ่งแยกเป็นฝ่ายพยอกพาและชิพา จนนำไปสู่การที่พระองค์ต้องประหารลูกชายตนเองผู้เป็นรัชทายาท และต้องมอบบัลลังก์ต่อให้กับพระเจ้าจองโจ (ลีซานในละครเรื่อง ลีซานจอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน)
1
และแม้พระเจ้าจองโจจะได้บริหารพัฒนาประเทศจนเป็นยอดกษัตริย์ไม่แพ้ปู่ของตนเอง แต่ก็ไม่อาจแก้ปัญหาความแบ่งแยกของขุนนางผู้บริหารประเทศได้ ทำให้เมื่อสิ้นรัชสมัยของพระองค์การแบ่งแยกนั้นกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง และเมื่อสถาบันกษัตริย์อ่อนแอเพราะบรรดาเจ้าชายและพระมารดาแย่งกันขึ้นสู่อำนาจ จึงต้องพึ่งขุนนางที่เป็นเพียงนักการเมือง สุดท้ายก็ได้ตั้งพระเจ้าซุนโจกษัตริย์วัยเยาว์มาเป็นเพียงหุ่นเชิด และประเทศเกาหลีก็เดินหน้าสู่ความตกต่ำ เมื่อความแบ่งแยกได้เริ่มขึ้นตั้งแต่ระดับบนสุดเมื่อพระพันปีและพระหมื่นปีแย่งชิงอำนาจบริหาร และขุนนางก็แยกขั้วสนับสนุนเพื่อประกันตำแหน่งและผลประโยชน์ของตนโดยไม่สนใจประเทศชาติ
ปัญหานี้ยาวนานเหลือลังหลายสิบปีผ่านรัชสมัยพระเจ้า ฮอนจง และชอลจง จนสมัยของพระเจ้าโกจง ที่ปัญหาถึงขีดสุด เมื่อองค์ชายแดวอนผุ้เป็นพระราชบิดาที่ได้ผลักดันพระเจ้าโกจงเป็นราชา และได้เป็นผู้สำเร็จราชการ ต้องการกุมอำนาจกษัตริย์หุ่นเชิดไว้ พร้อมกับออกนโยบายปฏิรูประเทศอย่างสวยงาม แต่หากว่ามิได้มีผลในการเปลี่ยนแปลงอันใด นอกจากชนชั้นสูงสุขสบายขึ้นขณะที่ประชาชนไมได้รู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย
จนกระทั่งพระมเหสีมินได้รับการสนับสนุนจากพระญาติและขับดันจนพระเจ้าโกจงได้รับอำนาจบริหารประเทศอย่างแท้จริง นำไปสู่การออกกฎการใช้กฎหมายต่างๆ ลดการใช้จ่ายจนเหมือนประเทศจะเดินหน้าไปในทางที่ถูกต้อง แต่องค์ชายแดวอนและขุนนางฝ่ายตนได้หันไปทรยศเข้าด้วยญี่ปุ่นเพื่อหวังให้ตนได้กลับมามีอำนาจและชิงบัลลังก์ของลูกชาย สุดท้ายก็จบด้วยโศกนาฎกรรมเมื่อญี่ปุ่นบุกเข้ายึดเกาหลี ประหารพระมเหสีมินในพระราชวังเคียงบกโดยที่พระเจ้าโกจงได้แต่ดู
สุดท้ายพระองค์ต้องหนีไปพึ่งสถานทูตรัสเซียเพื่อความปลอดภัยและคำแนะนำจากต่างชาติคือให้เปลี่ยนจากประเทศโชซอนเป็นจักรวรรดิเกาหลี เพื่อให้มีฐานะเท่าจักรวรรดิญี่ปุ่นและจักรวรรดิชิง ซึ่งเป็นคำแนะนำที่เหมือนกับเราจะได้รับบ่อยตรงที่ว่ามันเป็นนามธรรมที่เห็นได้ไว แต่หาได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป
2
สุดท้ายเกาหลีก็ต้องตกเป้นของญี่ปุ่น เมื่อรัสเซียแพ้ต่อญี่ปุ่นในสงครามขยายอำนาจลงสู่คาบสมุทรเกาหลี และพระเจ้าโกจงในฐานะจักรพรรดิควางมูก็ต้องโดนบังคับให้สละราชบัลลังก์ และตั้งจักรพรรดิยุ่นฮีหรือพระเจ้าซุกจงขึ้นเป็นกษัตริย์หุ่นเชิดของญี่ปุ่นและขุนนางฝ่ายสนับสนุน สุดท้ายฉากจบของผู้ทรยศหยิบยื่นประเทศให้แก่ต่างชาติก็คือ การสิ้นสุดของระบบราชวงศ์และเอกราชที่ยาวนานกว่า 2,000 ปี เพราะเพียง 2 ปีของการครองราชย์ จักรพรรดิยุ่นฮีก็ถูกปลดเมื่อญี่ปุ่นผนวชเกาหลีเป็นเพียงจังหวัดหนึ่งของญี่ปุ่น และจับตัวเชื่อพระวงศ์ทั้งหมดไปเป็นตัวประกันที่ญี่ปุ่น
1
ไม่น่าเชื่อว่ายุคทองของการพัฒนาประเทศเกือบร้อยปีของ 3 กษัตริย์ (ซุกจง-ยองโจ-จองโจ) ที่จัดการเรื่องแบ่งแยกประเทศให้น้อยลงได้ จะสิ้นสุดลงภายหลังจากนั้นอีกเพียง 110 ปี ภายใต้กษัตริย์อีกเพียง 5 พระองค์ ที่เป็นแค่หุ่นเชิดของผู้มีอำนาจแท้จริงในประเทศ ความแบ่งแยกของนักการเมืองที่เรียกตัวเองว่าขุนนาง และการเข้ามาก้าวก่ายกิจการภายในของต่างประเทศ สุดท้ายก็ลงเอยด้วยความล่มสลายและตกเป็นทาสของชาติอื่น ประชาชนต้องอดยากหิวโหยและผ่านสงครามมากมาย ต้องใช้เวลาอีกนับร้อยปีกว่าจะกลับมาพัฒนาประเทศได้อย่างแท้จริง
ทั้งหมดคงไม่ขอสรุปอะไร แต่เพียงอยากให้ได้คิดพิจารณาเพื่อเปรียบเทียบเป็นอุทาหรณ์สอนใจ และขอให้ได้ติดตามตอนต่อไปกับต้นแบบจีน (Chinese Model)
โฆษณา