15 ก.ค. 2019 เวลา 16:01 • ไลฟ์สไตล์
เดินทางสู่ภูเขาไฟ Nyiragongo
ภูเขาไฟที่มีทะเลสาบลาวา (Lake Lava) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
Nyirangongo lake lava
ครั้งหนึ่งของความประทับใจที่ต้องเตรียมตัวเดินทางขึ้นเขาสูงเกือบสี่พันเมตรก็เพื่อขึ้นไปยังบนปากปล่องภูเขาไฟที่มีทะเลสาบลาวาขนาดใหญ่ โดยขนาดปากปล่องน่าจะอยู่ที่ประมาณสองกิโลเมตร
3
ภูเขาไฟนี้เคยระเบิดมาแล้วหลายครั้งและครั้งล่าสุดก็เมื่อปี 2002 นี่เองซึ่งเป็นเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่าหลายร้อยคนทีเดียวครับ
ตอนเช้าของวันที่จะเดินขึ้นภูเขาไฟผมเริ่มเดินทางออกจากเมืองกิเซนยี่ (Gisenyi) ซึ่งเป็นเมืองริมทะเลสาบคีวู (Khivu lake) ของประเทศรวันดาครับ
การเดินทางจากกิเซนยี่จะใช้เวลาไม่นานครับเพราะระยะทางไม่กี่กิโลเมตรก็จะถึงชายแดนประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (Democratic Republic of Congo)
เเละผมก็จะเดินทางต่อเข้าไปที่เมืองโกม่า (Goma) ซึ่งเป็นเมืองชายแดนขนาดใหญ่ของประเทศคองโก และเป็นจุดที่สามารถซื้อของจำเป็นก่อนขึ้นภูเขาไฟ..
ทางเข้าชายแดน
การเดินทางต้องมีพิธีการผ่านแดนและการผ่านแดนกลับไม่ได้วุ่นวายนักและดีกว่าที่คิดมาก แต่มีทหารและเจ้าหน้าที่ UN พอประมาณ เนื่องจากดินแดนภาคตะวันออกของคองโกนี้ยังคงมีกลุ่มต่อต้านรัฐบาลที่ชื่อ M23 และตอนที่ผมไปก็ยังคงมีการต่อต้านรัฐบาลอยู่
กลุ่มนี้เริ่มต้นจากเป็นกองทัพเล็กๆของชาวทุสซี่ (Tutsi) ที่ช่วยต่อสู้กับชาวฮูตู (Hutu) ในเหตุการณ์ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดาเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน
หลังเหตุการณ์สงบกลุ่มนี้ก็ยังรวมตัวกันต่อต้านรัฐบาลคองโกเรื่องความไม่เท่าเทียมกัน นอกจากนั้นกลุ่มต่อต้านนี้ยังสามารถยึดเมืองโกม่า (Goma) ได้สำเร็จในปี 2011 แต่สุดท้ายก็โดนรัฐบาลคองโกขับไล่ออกไปในเวลาต่อมา ในช่วงเวลาที่ผมไปเป็นปี 2014 ซึ่งคาดว่ากำลังจะมีเจรจาสงบศึกกันแล้วแต่เหตุการณ์ยังไม่แน่นอน ดังนั้นในเมืองโกม่าจึงยังมีทหาร UN ประจำการอยู่ครับ
อย่างไรก็ตามเมื่อผมเข้าไปถึงเมืองโกม่าสภาพบ้านเมืองค่อนข้างแออัด แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าไหร่นักนะครับและที่สำคัญคือผู้คนค่อนข้างเป็นมิตรและตื่นเต้นกับนักท่องเที่ยวมากๆ
ผมจะเหมือนดาราดังเลยทีเดียวครับเพราะเดินไปไหนก็จะมีคนมองและยิ่งพวกเด็กๆแล้วละก็จะวิ่งเข้ามาหาเพื่อมาดูและจับตัวผมเหมือนเป็นของหายาก🤣🤣🤣
ผู้คนที่โกม่า
จากนั้นผมก็เดินทางถึงอุทยานเพื่อที่จะเดินขึ้นไปบนปากปล่องภูเขาไฟและผมก็วางแผนที่จะค้างหนึ่งคืนบนนั้นเพื่อที่จะดูเปลวไฟของลาวายามค่ำคืน...
การเดินขึ้นต้องเดินประมาณ 10 กิโลเมตรและผ่านภูมิสภาพหลายแบบตั้งแต่ป่าดิบชื้น ป่าสน ป่าไผ่ จนถึงทางชันที่มีหินภูเขาไฟคมกริบ เมื่อล้มเมื่อไหร่ก็บาดเจ็บเมื่อนั้นซึ่งผมใช้เวลาเดินขึ้นประมาณ 6 ชั่วโมงก็ถึงปากปล่อง แต่ในระหว่างทางก็ลื่นล้มได้เลือดไปนิดหน่อยครับและก็ให้เจ้าหน้าที่ช่วยแบกกระเป๋าด้วยครับ🤣🤣🤣
ระหว่างทาง
ข้างบนอากาศค่อนข้างเย็นเกือบ 0 องศาในเวลากลางคืน การนอนคือต้องนอนในถุงนอนที่อยู่ในบังเกอร์เปิดโล่งซึ่งก็ไม่สะดวกสบายเท่าไหร่แต่เมื่อได้เห็นความสวยงามของลาวาแล้ว "ผมว่าคุ้มเลยทีเดียว"
แถวปากปล่อง
ยิ่งยามค่ำคืนของที่นี่มันได้สัมผัสถึงความสวยงามของธรรมชาติจริงๆ
สีที่แดงฉานของทะเลสาบลาวากับท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว มันทำให้ผมจินตการไปว่าผมกำลังอยู่บนแผ่นดินระหว่างสวรรค์กับอเวจีเลยครับ.... ผมมันคนช่างฝันครับ😊😊😊
นอกจากนี้การได้ยินเสียงคำรามของลาวาที่เดือดพร่านท่ามกลางอุณหภูมิที่หนาวเหน็บมันช่างเป็นความรู้สึกที่อัศจรรย์จริงๆ ครับ
บนปากปล่อง..
มันเป็นความทรงจำที่ไม่อาจลืมครับ อากาศข้างบน
หนาวมากครับไม่ได้รับไอร้อนจากลาวาเลย..
ผมขอจบเพียงแค่นี้ก่อนนะครับ....ฝันดีครับ
***ลืมครับเขาแห่งนี้ยังเป็นแหล่งดูลิงกอริลล่าชื่อดังด้วยนะครับไว้วันหลังจะมาเล่าให้ฟัง...
ปล. ช่วงนี้ลาหยุดยาวและกำลังเห่อเลยเขียนบ่อยครับ ขอบคุณที่ทุกคนช่วยอ่านนะครับ!!
#wornstory ฝากไลค์ แชร์ ติดตามด้วยครับ
โฆษณา