21 ก.ค. 2019 เวลา 12:37 • กีฬา
ตำนานมวยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก มูฮัมหมัด อาลี มีชื่อเดิมว่า แคสเซียส เคลย์
เคลย์อาจไม่ใช่มวยที่หมัดหนักที่สุด แต่สิ่งที่เขามีเหนือกว่านักมวยทั่วไปคือ "สมอง"
1
นี่คือเรื่องราวของสงครามหยุดโลก ซอนนี่ ลิสตัน vs มูฮัมหมัด อาลี ในตอนที่ 2
มีชื่อตอนว่า "แคสเซียส เคลย์"
แคสเซียส เคลย์ เกิดที่เมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนตักกี้
ขณะที่ชีวิตของซอนนี่ ลิสตัน เต็มไปด้วยยากลำบาก ไม่มีความรู้ ไม่มีการศึกษา แถมพ่อแม่ก็เป็นชนชั้นแรงงาน ตรงกันข้ามกับ แคสเซียส เคลย์ อย่างสิ้นเชิง
คุณพ่อแคสเซียส ซีเนียร์ และ คุณแม่โอเดสซ่า รักกันดีมีความสุข คุณพ่อเป็นช่างทำป้ายโฆษณา ส่วนคุณแม่เป็นพนักงานทำความสะอาด โอเคว่าอาจไม่ได้รวยล้นฟ้า แต่ทั้ง 2 คน มีเงินมากพอที่จะส่งลูกเรียนหนังสือ ที่เซ็นทรัล ไฮสคูล ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนที่ดีที่สุดในเมืองที่รับคนผิวดำเข้าเรียนได้
1
เคลย์ เป็นเด็กฉลาด เขาสอบผ่านทุกวิชาแบบสบายๆ การเรียนมัธยมถือเป็นเรื่องง่ายสำหรับเขา
ในวันหยุด เคลย์จะไปทำพาร์ทไทม์ที่ห้องสมุดในมหาวิทยาลัยนาซาเร็ธ โดยได้เงินชั่วโมงละ 60 เซ็นต์ เขาชอบอ่านหนังสือ ชอบเก็บเกี่ยวความรู้
ในขณะที่สายตาของคนผิวขาว มองว่าคนผิวดำ เป็นพวกไร้ความรู้ ชอบใช้กำลัง แต่เคลย์เองไม่ใช่อย่างนั้น เขามองว่าสิ่งที่สำคัญมากกว่าพละกำลัง คือการใช้มันสมองต่างหาก
เคลย์เคยบอกกับคุณแม่เอาไว้ว่า แม้ตอนนี้ที่บ้านจะมีฐานะพอควรอยู่แล้ว แต่อนาคต "ผมจะซื้อทุกอย่างที่แม่ต้องการ" เขายังไม่รู้ว่าจะรวยด้วยวิธีไหน แต่ก็มั่นใจในพลังของตัวเองว่า มันต้องมีสักทางสิน่า
จุดเริ่มต้นในการชกมวยของเคลย์เกิดขึ้น ในเดือนตุลาคม ปี 1954 เมื่อเคลย์ วัย 12 ปี ไปร่วมงานนิทรรศการที่หอประชุมโคลอมเบีย ปรากฏว่าพอเลิกงานออกมา จักรยานคันใหม่ยี่ห้อ Schwinn ที่คุณพ่อเพิ่งซื้อให้ โดนใครไม่รู้ขโมยไปเฉยเลย
เคลย์มาที่สถานีตำรวจ แจ้งความกับเจ้าหน้าที่โจเซฟ มาร์ติน ซึ่งด้วยความแค้นที่โดนขโมยจักรยาน เคลย์อยากให้ตำรวจจับตัวคนร้ายให้ได้ และถ้าได้เจอตัว เขาจะจัดการเอาคืนอย่างสาสมแน่
โจเซฟ มาร์ติน ไม่รับปากว่าจะหาจักรยานคืนได้ไหม แต่เขาเห็นความโกรธที่พลุ่งพล่านในตัวเคลย์ จึงแนะนำว่า ระหว่างที่ตำรวจตามหาจักรยาน อยากให้ เคลย์ลองเอาความโกรธไประบายทางอื่นดู
มาร์ติน นอกจากเป็นตำรวจแล้ว เขามีงานเสริมคือเปิดค่ายมวยเล็กๆอยู่ด้วย และได้เชิญให้เคลย์ไปลองชกมวยดู
"ในรอบ 20 ปี ที่เปิดค่าย มีเด็กๆมาซ้อมมวยมากกว่า 1 หมื่นคน ตอนแรก แคสเซียส ก็เหมือนคนทั่วๆไป ไม่ได้ดีกว่า หรือแย่กว่าแบบเห็นได้ชัด แต่เวลาแค่ 1 ปีเท่านั้น เขาเปลี่ยนเป็นคนละคน ผมเดาว่า เขาน่าจะมีความมุ่งมั่น มากกว่าเด็กๆในวัยเดียวกันนะ" มาร์ตินย้อนความหลัง
ในช่วงวัยรุ่น เคลย์ แบ่งเวลาได้อย่างยอดเยี่ยม เขาไปโรงเรียน ทำงานพิเศษ เมื่อเสร็จทุกอย่างก็ไปซ้อมมวย
ในยุคนั้น คนที่เป็นนักมวย ส่วนใหญ่เป็นพวกเก่งแต่การใช้แรง แต่เคลย์ไม่ต้องการแบบนั้น เขาคิดว่า คนเราถ้าเก่งด้วย ฉลาดด้วย น่าจะประสบความสำเร็จมากกว่า
ดังนั้นระหว่างที่ซ้อมมวย เขาก็อ่านหนังสือเกี่ยวกับมวยสากลไปด้วย เพื่อศึกษาเทคนิคด้วยตัวเอง นอกจากนั้น ยังหาเวลาไปดูมวยด้วยตาตัวเองบ่อยๆ เพื่อเรียนรู้ว่า นักชกคนอื่น เขามีเทคนิคกันอย่างไร
ขณะที่ชีวิตประจำวัน เคลย์ เลิกกินน้ำอัดลมอย่างเด็ดขาด เพราะเขารู้ว่ามีน้ำตาลกับกรด จะส่งผลต่อร่างกาย
นอกจากนั้น ยังเลิกกินเนื้อแดง เพราะเขาเคยอ่านเจอว่า เนื้อที่ไม่สุกเต็มที่จะไปเพิ่มความดันเลือด
หลังจากเรียนมวยกับโจเซฟ มาร์ตินได้ 1 ปี เคลย์ได้ความรู้ทุกอย่างมาหมดแล้ว เขาจึงตระเวนหาโค้ชมวยในระดับที่สูงขึ้น และได้รู้จักกับ เฟรด สโตนเนอร์ ซึ่งปั้นมวยอาชีพมาแล้วหลายคน
ผ่านไป 5 ปี ในวัย 17 ทั้งเมืองหลุยส์วิลล์ ไม่มีใครต้านทานแคสเซียส เคลย์ได้อีกต่อไป
"เคลย์แข็งแกร่งเหลือเกิน เขาจะเริ่มซ้อมด้วยการขึ้นชก 4 ยก กับคู่ชกคนแรก จากนั้น เขาก็จะนั่งพักแป้บเดียว และนักชกคนใหม่ก็จะมาดวลกับเขาต่ออีก 4 ยก พอเสร็จแล้ว เคลย์ก็จะมาต่อยกระสอบทรายต่อ ต่อยเสร็จก็ขึ้นชกกับคู่แข่งคนใหม่อีก 4 ยก" จิมมี่ เอลลิส เพื่อนสมัยเด็กของเคลย์เล่า
ร่างกายคนเชื้อสายแอฟริกันที่แข็งแกร่งแต่กำเนิด ความขยันซ้อม และมันสมองที่เหนือกว่านักมวยทั่วไป ทำให้เคลย์กลายเป็นส่วนผสมอันน่ากลัวมาก เขามีทุกอย่างที่นักชกระดับโลกควรจะมี
ปี 1959 เคลย์ คว้าแชมป์รุ่นเฮฟวี่เวทของการชกชิงแชมป์รัฐเคนตักกี้ และเป็นตัวแทนรัฐ ไปแข่งรายการชิงแชมป์ประเทศ ในศึกโกลเด้นโกลฟส์ ก่อนจะคว้าแชมป์ประเทศมาครองอย่างง่ายดาย
หลังจากได้แชมป์ประเทศมาแล้ว เคลย์คิดว่าเขาพร้อมแล้วที่จะเทิร์นโปรเป็นนักชกอาชีพ เพราะยิ่งเข้าวงการเร็วเท่าไหร่ ก็มีโอกาสทำเงินได้เร็วขึ้นเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เข้าสู่ปี 1960 โอลิมปิกที่กรุงโรม ประเทศอิตาลีมาถึงพอดี และ สหรัฐฯ เปิดทัวร์นาเมนต์คัดหาตัวแทนทีมชาติไปชกในรายการนี้ ที่ซานฟรานซิสโก
เคลย์ คิดอ่านอย่างรอบคอบ เขารู้ว่าตัวเองต้องเทิร์นโปรแน่ๆ ในสักวัน แต่จะรีบทำไมล่ะ ลองลงแข่งโอลิมปิกดูก่อนดีไหม ถ้าหากจับพลัดจับผลูได้เหรียญขึ้นมา เขาจะได้มี "ต้นทุน" ในการชกอาชีพ
ถ้าเริ่มต้นอาชีพด้วยการมีเครดิตของนักมวยเหรียญทองโอลิมปิก มันย่อมดูดีกว่า นักชกแชมป์เคนตักกี้แน่ๆ
ชื่อเสียงที่ดี จะทำให้เขาก้าวหน้าไปได้เร็วกว่า ในธุรกิจมวย มันไม่ใช่แค่เรื่องฝีมือชกอย่างเดียวหรอก แต่เรื่องการตลาดก็สำคัญไม่แพ้กัน
ปี 1960 เคลย์ วัย 18 ลงแข่งคัดตัวแทนโอลิมปิก ในรุ่นไลท์เฮฟวี่เวท และก็ตามคาด เขาชนะเลิศและได้สิทธิเป็นตัวแทนทีมชาติสหรัฐอเมริกา
คาแรกเตอร์ของแคสเซียส เคลย์ ที่ทุกคนเห็นกันบนสังเวียน คือปากมาก พูดเยอะๆ ยั่วยุคนอื่นตลอดเวลา จนทำให้คู่ชกหงุดหงิด
หลายคนคิดว่า นิสัยพื้นฐานเขาคงเป็นคนชอบกวนประสาทคนอื่น
อย่างไรก็ตาม โจเซฟ มาร์ติน โค้ชคนแรกของเคลย์เผยว่า นิสัยส่วนตัวจริงๆ เคลย์ไม่เคยเป็นคนที่ชอบกวนประสาทใคร เขานิ่งๆ ชอบอ่านหนังสือ และไม่อยากเอาตัวเองไปอยู่ในดราม่าของคนอื่น
"เคลย์นั้นจะนอนเร็ว อ่านหนังสือไบเบิ้ลก่อนนอนด้วย ขณะที่เรื่องนอกสนาม ก็ไม่เคยมีปัญหาเรื่องผู้หญิง ยิ่งไปกว่านั้นผมไม่เคยได้ยินเขาสบถเลยแม้แต่คำเดียว"
การกวนประสาทคู่แข่ง ไม่ใช่สิ่งที่เขาชอบทำโดยนิสัย แต่มาจากการศึกษาของเขา ที่เห็นว่า นักมวยหลายคน พอโดนยั่วยุบนเวที แล้วจะขาดความเยือกเย็น เมื่อขาดความเยือกเย็น มันก็ทำให้เขาชนะง่ายขึ้นตามไปด้วย
ในการคัดตัวไปโอลิมปิกที่ซานฟรานซิสโก เคลย์ยั่วคู่แข่ง จนเกือบมีเรื่องกันก่อนชกจริง "ครั้งนั้นเขาทำเกินลิมิตไป ผมต้องไปบอกเขาให้ยั้งๆหน่อย เพราะมีสิทธิจะโดนปรับแพ้ได้" มาร์ตินเล่า
การพูดเยอะในสังเวียน หาคำมาด่า และเย้ยหยันคู่ต่อสู้ กลายมาเป็นโลโก้ ประจำตัวแคสเซียส เคลย์ไปโดยปริยาย
แต่แน่นอน เขารู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ทุกอย่างอยู่ในแผนของเขาหมด
1
เด็กหนุ่มวัย 18 ปี บินจากหลุยส์วิลล์ ไปชกโอลิมปิกที่โรม
คู่แข่งคนอื่นล้วนมีประสบการณ์มากมาย ส่วนเคลย์นี่คือโอลิมปิกครั้งแรกของเขา
เคลย์ทำให้คนทั้งอเมริกาได้เห็นว่า เขาไม่ได้เก่งแต่ปากเท่านั้น ฝีมือบนสังเวียนของเขาคือของแท้
1
เคลย์ได้บายรอบแรก ก่อนจะชนะอีวอน เบกอส จากเบลเยี่ยมด้วยการน็อคในยก 2
จากนั้นรอบ 8 คนสุดท้ายเขาเจอกับ เกนนาดี้ แชทคอฟ จากโซเวียต โดยในขณะนั้นสหรัฐฯ กับโซเวียต อยู่ในยุคสงครามเย็น และคนอเมริกาทั่วประเทศไม่อยากให้ตัวแทนของชาติไปแพ้คู่ปรับอย่างโซเวียต ซึ่งเคลย์ไม่ทำให้ผิดหวัง ชนะคะแนนแบบเป็นเอกฉันท์
ในรอบ 4 คนสุดท้าย เคลย์เจอโทนี่ เมดิแกน จากออสเตรเลีย ซึ่งผ่านโอลิมปิกมาแล้ว 3 ครั้ง เคลย์เอาชนะคะแนนได้สำเร็จ
1
จนมาถึงรอบชิงเหรียญทอง เคลย์เจอ ปีทรีคอฟสกี้ จากโปแลนด์ เจ้าของแชมป์ยุโรป 5 สมัย ซึ่งเป็นด่านที่ยากที่สุด
2 ยกแรก ปีทรีคอฟสกี้ ใช้ประสบการณ์ไล่ต่อยเก็บคะแนน จนเคลย์ตั้งตัวไม่ติด ฝีมือของนักชกโปแลนด์ถือว่าไม่ธรรมดาจริงๆ อย่างไรก็ตามพอเข้ายก 3 เคลย์เริ่มจับทางได้ และหันมาไล่อัดใบหน้าด้วยพลัง จนคู่แข่งเลือดไหลจากจมูก
2
สุดท้ายครบยก เคลย์เอาชนะในรอบชิงด้วยคะแนนเอกฉันท์ 5-0 นั่นทำให้เขาได้เหรียญทองโอลิมปิกมาครองด้วยวัยแค่ 18 ปีเท่านั้น
หลังคว้าเหรียญทองโอลิมปิก นักข่าวโซเวียตไปถามด้วยเจตนายั่วยุเคลย์ว่า "รู้สึกอย่างไรที่ได้เหรียญทอง แต่พอกลับบ้านไป แม้แต่ร้านอาหารบางแห่งยังไม่ให้คุณเข้า"
ในตอนนั้น ที่อเมริกายังมีประเด็นเรื่องการเหยียดผิวกันอยู่ ร้านอาหารบางแห่งจำกัดเฉพาะคนขาว รถเมล์หลายสายแบ่งที่นั่งคนผิวดำกับคนผิวขาวเป็นต้น
เคลย์ตอบกลับไปอย่างใจเย็นว่า "ทุกๆประเทศก็มีปัญหาของตัวเอง ในตอนนี้รัฐบาลของเรากำลังจัดการเรื่องนี้กันอยู่ แต่ไม่ว่าอย่างไร ผมเชื่อเสมอว่าอเมริกาเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก"
เขาเลือกใช้คำอย่างชาญฉลาด เพราะรู้ดีว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ณ เวลานี้เขาคือฮีโร่ของชาติ หากพูดอะไรที่เลือกข้างเกินไป อาจทำให้คนอเมริกาส่วนหนึ่งไม่รักเขาก็ได้
หลังจากได้เหรียญทองโอลิมปิกกลับมา คราวนี้คนทั้งประเทศรู้จักชื่อแคสเซียส เคลย์กันหมดแล้ว ซึ่งก็ถึงเวลาที่เขาจะเทิร์นโปรเป็นนักชกอาชีพเสียที
เมื่อได้เหรียญทองโอลิมปิก คราวนี้มีค่ายมวยจำนวนมาก ลุยเข้ามาจีบให้เคลย์ไปอยู่ในสังกัด
บางค่ายพร้อมให้ค่าจ้างสัปดาห์ละ 500-1000 ดอลลาร์ (ซึ่งหากเทียบกับซอนนี่ ลิสตันได้รับ อยู่ที่ 35 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์)
แต่เคลย์ไม่ใช่คนโง่ เขารู้ดีว่ามูลค่าการตลาด และรายได้ที่ได้รับต่อไฟต์มันมากกว่านั้น เขาไม่ใช่หมูที่จะให้คนมากอบโกยผลประโยชน์ได้ง่ายๆ
สุดท้าย หลังจากเจรจากับหลายค่าย เคลย์ไปตกลงเซ็นสัญญากับ เดอะ ซินดิเคต กลุ่มนักธุรกิจ 11 คน ที่ยื่นข้อเสนอดีที่สุดให้เขา
1
- เงินโบนัสฟรีๆ 10,000 ดอลลาร์ 1 ก้อน
- เงินเดือน 4000 ดอลลาร์ ใน 2 ปีแรก และเพิ่มเป็น 6,000 ดอลลาร์ในปีที่ 3-4
- ค่าใช้จ่ายทั้งหมด อาหาร การเดินทาง ทุกอย่างที่มีใบเสร็จสามารถเบิกได้
- ส่วนแบ่งจากรายได้ต่อไฟต์ 50%
การชกมวย มันต้องแลกมากับการเจ็บตัว ดังนั้นเงินที่ได้ต้องคุ้มค่ากับความเจ็บนั้น
เคลย์เริ่มชกอาชีพ ครั้งแรกในวัย 18 ปี กับอีก 286 วัน คู่ชกคนแรกของเขาคือ ทันนีย์ ฮันเซเกอร์ โดยไฟต์นี้จบลงด้วย การชนะคะแนนของเคลย์
ในขณะที่ซอนนี่ ลิสตัน เป็นจอมพลังหมัดระเบิด เขาปิดบัญชีคู่แข่งได้ตั้งแต่ยกแรก อัดหมัดหนักๆให้น็อคเร็วๆ แต่สไตล์ของ แคสเซียส เคลย์ไม่ใช่อย่างนั้น
เคลย์ไม่ได้มีพลังช้าง ขนาดต่อยคู่แข่งร่วงอย่างรวดเร็ว แต่หมัดของเขาสั่งสมความเจ็บให้คู่แข่งจนบอบช้ำและทนไม่ไหวไปเอง
จุดเด่นอีกอย่างที่สำคัญของเคลย์ คือมีทักษะการเคลื่อนที่ที่ดีมากๆ ฟุตเวิร์กของเขาไม่เป็นรองใครทั้งนั้น
สิ่งนี้เป็นประสบการณ์ที่เขาได้มา จากการเรียนศาสตร์มวยอย่างถูกต้องตั้งแต่เด็ก และ ประสบการณ์ที่ได้มาจากมวยสากลสมัครเล่น
19 ไฟต์แรกของมวยอาชีพ เคลย์ชนะรวด 19-0 แต่สถิติน่าสนใจคือ เป็นการชนะยกแรกแค่ 1 ไฟต์เท่านั้น ที่เหลือ ก็มีชนะคะแนนบ้าง ไปน็อคเอายก 6 ยก 7 บ้าง
แต่ถึงแม้จะไม่ได้น็อคโหดแบบ ซอนนี่ ลิสตัน แต่คนดูก็ชอบ เพราะสไตล์ของเคลย์ มันไม่ค่อยเหมือนใคร หลายๆครั้งเคลย์โดนคู่แข่งดันไปติดเชือก แล้วปล่อยหมัดชุดกะเอาเคลย์ให้ร่วง
แต่เขาโชว์สายตา โยกหลบหมัดได้ทั้งหมดเลย ซึ่งมีนักมวยรุ่นใหญ่น้อยคนจะทำแบบนี้ได้
หลังชนะมา 19 ไฟต์รวด ตัวเคลย์มีความมั่นใจมากขึ้น ว่าเขาพร้อมแล้ว ที่จะลงไฟต์ชิงแชมป์โลกครั้งแรกในชีวิต
22 กรกฎาคม 1963 ที่ลาสเวกัส ไฟต์ป้องกันแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวท ของ WBA ซอนนี่ ลิสตัน เอาชนะน็อค ฟลอยด์ แพทเทอร์สัน ได้ตั้งแต่ยกแรก
ทั้งสนามเงียบกริบ ลิสตันขยี้ขวัญใจมหาชนอย่างแพทเทอร์สันแบบยับเยิน
1
โดนัลด์ ซอนเดอร์ นักข่าวจากเดลี่เทเลกราฟ บรรยายว่า "สิ่งที่ลิสตันกังวลที่สุดตอนนี้ ไม่ใช่การขึ้นชกแล้วแพ้ แต่เป็นการที่ ไม่มีนักชกคนไหนจะกล้าต่อยกับเขาต่างหาก"
หลังชกเสร็จ ลิสตันบอกว่า "ตอนนี้ผมไม่มีคู่แข่งเหลืออีกแล้ว การหาคู่ชกคนต่อไป เป็นเรื่องที่ยากจริงๆ"
โฆษกสนามถามขึ้นมาว่า "แล้วแคสเซียส เคลย์ล่ะ สนใจป้องกันแชมป์กับเขาไหม?"
"ใครคือเคลย์? ผมไม่รู้จักว่าเขาเป็นใคร แต่ผมคิดว่าจะใช้ 1 ยกแรกในการดูสไตล์การชกของเขา จากนั้นผมก็จะน็อคในยก 2"
ลิสตันกล่าวเรียบๆ เขาไม่ได้โอ้อวดอะไร แต่คิดแบบนั้นจริงๆ ไม่ว่าจะเจอใครเขาขอแค่ 1-2 ยกก็พอ ในการปิดบัญชี
เคลย์นั้น อยู่ในสนามด้วย และได้ยินทุกอย่างที่ลิสตันพูดถึง เขาจึงเดินลงมาจากสแตนด์ ขึ้นไปบนเวที และประกาศต่อหน้าสาธารณชน
"ถ้าผมแพ้ไอ้เวรนี่ ผมจะไสหัวไปจากประเทศนี้"
คนดูในสนามตื่นเต้นทันที มีน้อยคนบนโลกที่เห็นลิสตันน็อคแพทเทอร์สันแล้วจะไม่หวาดกลัว
แต่ลิสตันไม่ได้สนใจสิ่งที่เคลย์พูด เขาเดินลงจากสังเวียนไปพร้อมเข็มขัดแชมป์
เคลย์ตะโกนไล่หลังไปว่า "แกมันไม่ได้เก่งหรอกว่ะ น้องชายกูก็น็อคฟลอยด์ แพทเทอร์สัน ได้เหมือนกัน!"
ลิสตันยิ้ม ไอ้เด็กคนนี้มันปากกล้าดีจริงๆ
สำหรับแฟนมวยทั่วโลก นี่คือสิ่งที่ทุกคนรอคอย
นักมวยที่หมัดหนักที่สุดในโลก ปะทะ นักมวยอัจฉริยะเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก
ทั้งคู่ไม่มีใครกลัวใคร ต่างมั่นใจในพลังของตัวเอง
สงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการมวย กำลังจะระเบิดขึ้นแล้ว
(จบ Part 2)
#CLAY
โฆษณา