22 ก.ค. 2019 เวลา 01:43 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
กระบวนการทำมัมมี่คืออะไร ?
(เรียบเรียงโดย ดร.มิติ เจียรพันธุ์)
ภายในพีระมิด สุสานของฟาโรห์ผู้ล่วงลับ
มีห้องที่ผนังได้รับการสลักลวดลายละลานตา
และอาจมีสิ่งของต่างๆ ทั้งเสื้อผ้า อาหาร หรือแม้กระทั่งเรือ
แต่สิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือโลงหินโบราณ
และโถที่เรียกว่า โถคาโนปิก (Canopic Jars)
รวมทั้งร่างของฟาโรห์ผู้นั้นก็หลับไหลอยู่ในโลงหินเป็นเวลาหลายพันปี ในสภาพ “มัมมี่”
ชาวอียิปต์โบราณมีความเชื่อว่าผู้ที่ทำความดีจนจะได้ใช้ชีวิตนิรันดร์โดยใช้ร่างนั้นในโลกหลังความตาย
การทำมัมมี่จึงไม่ใช่แค่การจัดการกับร่างของผู้ตาย
แต่เป็นการเตรียมสภาพแวดล้อมให้ผู้ตายเมื่อฟื้นขึ้นมาในโลกหลังความตายด้วย การออกแบบภายในพีระมิดจึงคล้ายกับวังของฟาโรห์เพื่อให้ฟาโรห์รู้สึกคุ้นเคย
ไม่เพียงแต่ฟาโรห์เท่านั้นที่ถูกทำให้เป็นมัมมี่
ผู้ที่มีกำลังทรัพย์มากพอ(รวยพอ)ก็จะสั่งทำโลง สร้างสุสาน และพัฒนาการเก็บรักษาร่างให้คงอยู่ได้นานที่สุดด้วย
ที่มารูป.https://www.livescience.com
ก่อนที่จะมีการทำมัมมี่ (Mummification) อย่างเป็นระบบ
ร่างของผู้เสียชีวิตไม่ว่าจะอยู่ชนชั้นไหนของสังคมจะถูกฝังในหลุมฝังเล็กๆ กลางทะเลทราย ทำให้เกิดสภาพมัมมี่ตามธรรมชาติ เพราะอากาศที่ทั้งร้อนทั้งแห้งทำให้ร่างที่ถูกฝังแห้งจนกลายเป็นมัมมี่ที่ไม่มีการพันผ้าใดๆ
การทำมัมมี่เกิดขึ้นครั้งแรกราว 3,500 ปีก่อนคริสตกาล
จากนั้นก็ได้รับการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนเทคนิคการทำมัมมี่ที่ซับซ้อนที่สุดถูกพัฒนาขึ้นเมื่อ 1,550 ปีก่อนคริสตกาลนี้เอง
ที่มารูป.Pinterest
กระบวนการทำมัมมี่มีดังนี้
เริ่มจากการชำระล้างร่างด้วยน้ำจากแม่น้ำไนล์และไวน์จากพืชตระกูลปาล์ม
ผ่าช่องที่ลำตัวด้านซ้ายให้สามารถนำอวัยวะภายใน ทั้งตับ ปอด ลำไส้ และกระเพาะออกมาล้าง จากนั้นอัดด้วยเกลือเนทรอนเพื่อดึงน้ำออกจากเนื้อเยื่อ
ในสมัยนั้นผู้คนไม่รู้ว่าสมองมีหน้าที่อะไร
จึงไม่คิดจะเก็บไว้ในร่างของมัมมี่
ผู้ที่ทำมัมมี่จะใช้ตะขอสอดเข้าไปในจมูกเพื่อคว้านเอาสมองออกมาทิ้ง
ที่มารูป.Glogster
แล้วคนสมัยนั้นคิดว่าอวัยวะอะไรที่ควบคุมความคิด?
คำตอบคือ “หัวใจ”
ผู้ทำมัมมี่จึงเก็บหัวใจไว้ในร่าง
เมื่อจัดการอวัยวะภายในเรียบร้อย จะฝังร่างในเกลือเนทรอนเพื่อดึงความชื้นทั้งด้านนอกด้านในตัวออก ทิ้งไว้หลายสิบวันจนแห้ง แล้วล้างเกลือออก ทาน้ำมันที่ผิว
ส่วนตับ ปอด กระเพาะ ลำไส้ที่เอาออกมาหมักเกลือไว้ เมื่อแห้ง บางยุคก็นำกลับเข้าไปภายในร่างกาย หรือบางยุคก็นำไปใส่โถคาโนปิกแล้วใส่ขี้เลื่อยเข้าไปในร่างแทนอวัยวะภายใน
ที่มารูป.www.kissclipart.com
ถัดไปจะพันร่างด้ายแถบผ้าลินิน โดยจะพันจากส่วนหัวก่อน ตามด้วยนิ้วทีละนิ้ว แขน ขา จนครบ ระหว่างการพันแต่ละชั้นจะแทรกทั้งเครื่องรางต่างๆและคัมภีร์ของผู้มรณะ (Book of the Dead) เมื่อเสร็จสิ้นจึงนำเข้าโลง ที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ แล้วทำพิธีฝังต่อไป
นอกจากร่างของมนุษย์แล้ว
ยังมีการทำมัมมี่สัตว์ ตั้งแต่กระทิง แมว นก หรือกระทั่งจระเข้ด้วย
ที่มารูป.Wikipedia
มัมมี่ในอียิปต์นับว่าเป็นแบบที่เราคุ้นตากันมากที่สุด
แต่แท้จริงแล้ว เราสามารถพบมัมมี่ได้หลายแห่งทั่วโลก
เพียงแต่มัมมี่เหล่านั้นไม่ได้ผ่านพิธีกรรมอย่างอียิปต์โบราณ
ตัวอย่างเช่น
- มัมมี่แบบ Bog body ที่พบในยุโรป เป็นการเกิดมัมมี่ตามธรรมชาติเมื่อร่างของผู้ตายถูกเก็บในที่ที่แทบไม่มีออกซิเจน ทำให้แบคทีเรียย่อยสลายเนื้อหนังตามปกติไม่ได้ จึงยังคงเหลือหนังและอวัยวะภายในอยู่
1
ที่มารูป.Reddit
-Ötzi มัมมี่ชายที่พบในธารน้ำแข็ง ก็นับเป็นมัมมี่ที่เกิดตามธรรมชาติเหมือนกัน
.
1
ที่มารูป.Reddit
- มัมมี่ของชาว Chinchorroในชิลี ทวีปอเมริกาใต้ มีอายุกว่า 9,000 ปี ซึ่งเป็นการทำมัมมี่ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก มัมมี่ของชาว Chinchorroเรียกอีกอย่างว่า Black Mummies จากสีของแมงกานีสสีดำที่อยู่บนผิวของมัมมี่ที่พบ
ที่มารูป.อารยธรรมโลก
-ในสมัยก่อน พระในญี่ปุ่น จีน และอินเดีย จะจำกัดอาหารและน้ำ แล้วเข้าไปนั่งสมาธิอยู่ในสุสานจนเสียชีวิต แล้วกลายเป็นมัมมี่ เพราะเชื่อว่าหากทำสำเร็จจะทำให้ตนเองมีพลังพิเศษ
ในปัจจุบัน การทำมัมมี่ยังพบได้ในบางหมู่บ้านของประเทศปาปัวนิวกินี โดยการนำร่างผู้ตายมารมควันจนผิวหนังและอวัยวะภายในแห้ง แล้วพอกด้วยดินก่อนทำพิธีต่อไป
โฆษณา