31 ก.ค. 2019 เวลา 11:32 • กีฬา
ดราม่าเหยียดผิวของพาทริซ เอฟร่า กับ หลุยส์ ซัวเรซ ลงเอยด้วยการที่ซัวเรซโดนแบนยาว 8 นัด แต่จริงๆแล้วเกิดอะไรขึ้นในวินาทีนั้น ไปฟังคำอธิบายในมุมของซัวเรซดูบ้าง?
พาทริซ เอฟร่า ประกาศแขวนสตั๊ดไปแล้วเรียบร้อย ในวัย 38 ปี
ตลอดช่วงชีวิตนักเตะของเขา มีดราม่าเกิดขึ้นมากมาย และหนึ่งในเรื่องร้อนที่สุด คือปมเหยียดผิว ที่เกิดขึ้นระหว่างเขา กับหลุยส์ ซัวเรซ
เราคงทราบกันดีว่า บทสรุปของคดีนี้ ซัวเรซ โดนแบนถึง 8 เกม และปรับเงิน 4 หมื่นปอนด์ แถมถูกตราหน้าว่าเป็นพวกเหยียดผิวจากคำพูดแค่ 1 ประโยคเท่านั้น
คำถามคือ ซัวเรซ พูดว่าอะไร และจริงๆแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
15 ตุลาคม 2011 เกมพรีเมียร์ลีก ระหว่างลิเวอร์พูล กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่แอนฟิลด์
ในเกมนี้เอฟร่า ทำหน้าที่ประกบซัวเรซ ไปไหนไปด้วย และไล่เตะ ไล่ทำฟาวล์จนซัวเรซเสียจังหวะไปหลายหน
แน่นอน ซัวเรซ ก็ไม่ยอม มีการเตะเอาคืนบ้างเหมือนกัน
จังหวะหนึ่งในช่วงครึ่งหลัง ซัวเรซอัดเอฟร่าไป 1 ดอก ในบริเวณเขตโทษของแมนฯยูไนเต็ด ทำให้เอฟร่าเดินไปถามว่า มาเตะฉันทำไม
ซัวเรซด้วยความหงุดหงิด ว่าเอฟร่าไล่เตะเขาตลอดเกม เขายังไม่บ่น แล้วพอมาโดนเขาเตะไปหนึ่งดอก ทำไมกล้ามาถามล่ะ
ซัวเรซตอบกลับไปด้วยภาษาสเปนว่า "Por Que? Negro" แปลได้ว่า "แล้วจะทำไมล่ะ ไอ้ดำ"
ด้วยคำนี้ล่ะ กลายเป็นเรื่องทันที เพราะหลังจบเกมเอฟร่าไปฟ้องผู้ตัดสินว่าโดนเหยียดผิวในสนาม
ดาเมียง โกมอลลี่ ผู้อำนวยการกีฬาของลิเวอร์พูลขณะนั้น เดินมาถามซัวเรซว่า เกิดอะไรขึ้น เพราะฝั่งแมนฯยูไนเต็ด ร้องเรียนเรื่องโดนเหยียดผิว
ซัวเรซ แปลกใจว่าเขาเหยียดผิวอย่างไร คำว่า "Por Que? Negro" นี่เหยียดแล้วหรอ
สาเหตุที่ทำให้เรื่องนี้บานปลาย คือ 1) ความไม่เข้าใจของซัวเรซ และ 2) ความสับสนของเอฟร่า
ข้อ 1 ซัวเรซ ไม่เข้าใจว่า การใช้คำว่า "ไอ้ดำ" อาจใช้การได้เป็นเรื่องปกติที่อุรุกวัย แต่เมื่อเอาคำนี้มาใช้ในยุโรป มันกลายเป็นคำดูหมิ่น และเหยียดสีผิวทันที
ซัวเรซอธิบายว่า "ที่อุรกวัย เราใช้คำศัพท์อะไรสักอย่าง ในการเรียกถึงอีกคนเสมอ มีคำว่า Guapo ไว้เรียกคนหล่อ (ไอ้หล่อ) , Gordo ไว้เรียกคนอ้วน (ไอ้อ้วน) , Flaco ไว้เรียกคนผอม (ไอ้แห้ง), Rubio ไว้เรียกคนผมบลอนด์ (ไอ้หัวทอง) การเรียกว่า Negro ของผม ไม่ใช่คำดูหมิ่นสีผิว แต่เป็นการเรียกอีกคน จากลักษณะภายนอกแค่นั้น"
"เมียของผม บางครั้งก็เรียกผมว่า ไอ้ดำ หรือในอเมริกาใต้ เราจะเห็นนักฟุตบอลหลายคน มีฉายาว่า El Negro"
"รวมถึงนักเตะที่คนอุรุกวัยรักมากที่สุดคนหนึ่ง อ็อบดูลิโอ วาเลร่า ก็มีฉายาว่า El Negro Jefe (หัวหน้าดำ)"
ซัวเรซอธิบายว่า เขาเรียกเอฟร่าแบบนั้น เพราะเอฟร่าผิวดำ ใช่ แต่ไม่ใช่ในลักษณะการเหยียด คือถ้าเอฟร่าเป็นคนอ้วน เขาคงใช้คำว่า Gordo ไปแล้ว
คำอธิบายของซัวเรซ ก็มีเหตุผลประมาณหนึ่ง แต่ปัญหาคือวัฒนธรรมที่อังกฤษ มันไม่ใช่แบบนั้น เรื่องเหยียดผิว เหยียดเพศ ไม่ใช่คำที่จะหยิบมาพูดได้
ยิ่งท่าทางของซัวเรซ ตอนพูดกับเอฟร่า เขาก็ดูฟึดฟัดไม่พอใจ มันยิ่งชวนให้คิดเข้าไปใหญ่ว่า เขาใช้คำว่า "ไอ้ดำ" ในบริบทของการเหยียดผิว
เหตุผลข้อ 2 คือความสับสนของเอฟร่า
เอฟร่าพอเข้าใจภาษาสเปนบ้าง แต่เขาสื่อสารความหมายผิดจากที่ซัวเรซพูด
ในภาษาสเปน Por Que? แปลว่า Why? (ทำไม) แต่เมื่อเอาคำนี้มาติดกัน Porque แปลว่า Because (เพราะว่า)
เอฟร่า แจ้งกับผู้ตัดสินว่า ซัวเรซ พูดคำว่า Porque eres Nigger หรือแปลว่า "ก็เพราะแกมันเป็นไอ้มืดยังไงล่ะ" (Because you are Black) ซึ่งผิดเพี้ยนความหมายจาก คำว่า ทำไมล่ะ ไอ้ดำ? ที่ซัวเรซตั้งใจจะสื่อ
เอฟร่าให้สัมภาษณ์ว่า ซัวเรซ พูด N-Word หรือคำว่า Nigger ซึ่งถือเป็นคำหยาบ และมีเจตนาเหยียดผิวแน่นอน แต่สุดท้าย มาให้การทีหลังว่า เขาน่าจะได้ยินผิด ซัวเรซ คงใช้คำว่า Negro มากกว่า
ในการสืบสวน เคสนี้ กล้องทั้งหมดในสนาม ไม่มีมุมไหน จับภาพได้ว่า ซัวเรซ พูดคำว่า "Negro"
ขณะที่นักเตะที่ใกล้เหตุการณ์ที่สุด ดาบิด เด เกอา ให้การว่า เขาไม่ได้ยินอะไรเลย
สิ่งเดียวที่เป็นหลักฐานคือ คำพูดของพาทริซ เอฟร่าเท่านั้น ซึ่งถ้าซัวเรซ บอกไปว่าเขาไม่ได้พูดอะไรทั้งสิ้น ทุกอย่างก็จะจบ เขาก็จะไม่โดนแบนแน่ๆ
อย่างไรก็ตาม ด้วยความไม่เข้าใจบริบททางสังคมเลย ซัวเรซยังคิดว่า พูดว่าไอ้ดำมันผิดตรงไหนล่ะ ที่อุรุกวัยใครๆก็ใช้กันแบบนี้ นั่นทำให้เขายอมรับตามตรงกับสมาคมฟุตบอลอังกฤษว่า เขาใช้ ประโยค Por Que? Negro จริงๆ
และในมุมของเอฟเอ Negro ไม่ใช่คำที่คุณจะพูดได้
สุดท้ายซัวเรซ จึงโดนแบน 8 นัด และปรับเงินอีก 4 หมื่นปอนด์
เรื่องนี้สร้างความเจ็บปวดให้ซัวเรซมากที่สุดในการค้าแข้ง เขาให้สัมภาษณ์หลังโดนแบนว่า
"คุณจะเรียกผมว่า จอมพุ่ง ,จอมกัด หรือไอ้ปากมาก เรียกยังไงก็ได้ แต่เรียกผมว่า พวกเหยียดผิวเนี่ยนะ มันทำร้ายจิตใจของผมมาก เพราะเป็นการกล่าวหาในสิ่งที่ผมไม่ได้เป็น"
"มันเป็นไปไม่ได้ที่ผมเป็นพวกเหยียดผิว ตลอดการเล่นฟุตบอลของผม มีเพื่อนนักเตะที่เป็นผิวดำมากมาย และผมไม่เคยเจอข้อกล่าวหาแบบนี้มาก่อนในชีวิต"
ผลกระทบหลังโดนตัดสินว่ามีความผิด ทำให้ซัวเรซ เครียดไปหมดทุกอย่าง เกี่ยวกับประเด็นสีผิว
"เวลาเกมจบ ถ้าผมไปแลกเสื้อกับนักเตะผิวดำ ก็อาจมีคนคิดว่า ผมคงทำเพื่อกลบเกลื่อนเรื่องเหยียดผิว แต่ถ้าผมไม่แลกเสื้อ ก็จะมีคนบอกว่าผมเป็นพวกเหยียดผิวอีก ผมไม่รู้จะทำแบบไหนจริงๆ"
การตัดสินของเอฟเอ ได้ข้อสรุปว่าซัวเรซเหยียดผิว ต่อให้ซัวเรซอธิบายอย่างไรภายหลัง ก็ไม่ได้มีทุกคนที่รับฟังเขา
สื่อมวลชนใช้คำว่า Racist ในการประทับตาซัวเรซไปแล้ว
ดราม่าของซัวเรซ กับ เอฟร่า ยังคงลากยาวต่อไป
ในเกมนัดที่ 2 ในฤดูกาลเดียวกัน 11 กุมภาพันธ์ 2012 ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด มีการจับตาดูว่า 2 คนนี้ จะจับมือกันหรือไม่
ก่อนเกมเริ่ม เคนนี่ ดัลกลิช ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล ถามซัวเรซว่า "หลุยส์ นายจะจับมือกับเขาใช่ไหม"
ซัวเรซตอบกลับไปว่า "ใช่ ใช่ ผมไม่มีปัญหาอะไรเลยกับเรื่องนั้น"
พอถึงวันแข่ง วินาทีจับมือ นักเตะแมนฯยูไนเต็ด ยืนอยู่กับที่ ส่วนลิเวอร์พูลจะเดินไล่จับมือไปทีละคน เปเป้ เรน่า เป็นคนสุดท้าย ส่วนซัวเรซ ยืนรองสุดท้าย
กล้องจับภาพรอ ว่าคู่นี้จะจับมือกันหรือไม่ ปรากฏว่า ซัวเรซกับเอฟร่า ไม่ได้จับมือกัน
ซัวเรซอ้างว่า ก็เอฟร่าจับมือกับคนอื่นอยู่ดีๆ อยู่ๆก็ลดมือลงไป ตอนจะจับมือกับเขา มันแสดงให้เห็นท่าทีว่า ไม่มีความตั้งใจอยากจะจับอยู่แล้ว ดังนั้น เขาก็โอเค ไม่จับก็ไม่จับ ก็เดินผ่านไปเลย
พอจังหวะที่ซัวเรซเดินผ่าน เอฟร่า คว้าแขนของซัวเรซทันที ด้วยความโกรธว่าทำไมไม่ยอมจับมือเขา ซึ่งจากช็อตนี้ ทำให้ริโอ เฟอร์ดินานด์ ไม่ยอมจับมือซัวเรซด้วยอีกคน
เรื่องนี้กลายเป็นดีเบทกันว่า จริงๆเอฟร่าจงใจลดมือลง เพื่อไม่จับมือกับซัวเรซแต่แรก แล้วพอซัวเรซเดินผ่านก็ทำโวยวาย ที่โดนเหยียดผิวซ้ำ หรือ จริงๆซัวเรซไม่คิดจะจับมือกับเอฟร่ากันแน่
เกล็น จอห์นสัน แบ็กขวาของลิเวอร์พูลบอกว่า "ฉันว่าเขาคงวางแผนมาแล้วทั้งคืนก่อนเกม ว่าจะทำอย่างไรกับนายดีตอนจับมือ เขาคิดมาแล้วว่าจะให้ออกมาเป็นแบบนี้"
หลังจบเกม เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ประณามซัวเรซอย่างรุนแรง ว่านี่คือความอัปยศของสโมสร ขณะที่เคนนี่ ดัลกลิช ก็สวนกลับไปว่า เหตุการณ์นี้จะโทษซัวเรซฝั่งเดียวไม่ได้
เรียกได้ว่า ดราม่าคู่นี้ ลากยาวกันเป็นปี และไม่มีทางเลยที่ทั้งคู่จะกลับมาญาติดีกัน
บทสรุปของเรื่องนี้ ไม่มีการขอโทษใดๆเกิดขึ้น
"เขาไม่เคยขอโทษ แต่ผมก็ไม่ต้องการคำขอโทษของเขาอยู่ดี" เอฟร่าให้สัมภาษณ์
"สำหรับผมไม่มีปัญหาหรอก ผมพร้อมจะจับมือเขาอยู่แล้ว แน่นอน ว่าผมกับเขาเราไม่มีวันเป็นเพื่อนกัน แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาหรอก"
ขณะที่ซัวเรซ ก็ยืนยันว่า เขาจะขอโทษทำไม ในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำผิด
"หลังผมโดนแบน ผมเขียนจดหมายขอโทษแฟนๆ แต่ผมไม่ขอให้เอฟร่ายกโทษให้ ก็เพราะผมไม่ได้ทำผิดอะไรกับเขานี่ คนที่เสียหายคนเดียวในเรื่องนี้ คือผมต่างหาก ผมไม่ใช่พวกเหยียดผิว แต่ดันโดนแบนข้อหาเหยียดผิว"
สุดท้ายเรื่องของซัวเรซ กับเอฟร่าก็จบลงตรงนั้น ทั้งคู่ ไม่เคยคุยกันดีๆอีกเลย
แต่ทว่าเวลาเจอกันในสนามฟุตบอล ในเวลาต่อมา คราวนี้ทั้งคู่จับมือกันแล้ว
จริงๆเรื่องนี้ ต้องยอมรับว่า ซัวเรซ ก่อนที่จะมีประเด็นกับเอฟร่า เขาไม่เคยมีพฤติกรรมเหยียดผิวมาก่อน ตั้งแต่เล่นที่อุรุกวัย ย้ายมาฮอลแลนด์ และมาถึงลิเวอร์พูล
โอเค เรื่องนิสัยแย่ๆ พุ่งล้ม ชอบกัด อันนี้เป็นจริง แต่เรื่องเหยียดผิว มีเหตุผลทำให้เชื่อว่าที่เขาทำลงไป เพราะ "ไม่เข้าใจ" วัฒนธรรมที่แตกต่างกันของโลกใบนี้
ดังนั้น นี่เป็นบทเรียนสำคัญให้เราเห็นว่า สิ่งที่เราทำเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่เมื่อไปต่างถิ่น มันอาจเป็นเรื่องประหลาดสำหรับพวกเขาก็ได้
แต่ละที่ แต่ละถิ่น มีวัฒนธรรม และมีข้อห้าม ที่่ต่างกันออกไป
อย่าลืมว่า เราไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาลหรอกนะ
อย่าคาดหวังให้ทั้งสังคมต้องปรับตัวตามเรา เพราะ บางทีการทำความเข้าใจและปรับตัวเราคนเดียว มันง่ายกว่ากันเยอะเลย
#EVRA #SUAREZ
โฆษณา