9 ก.ย. 2019 เวลา 05:00 • ประวัติศาสตร์
“พระราชวังเครมลิน (The Kremlin) มรดกโลกแห่งประวัติศาสตร์รัสเซีย” ตอนที่ 11 (ตอนจบ)
บทสุดท้ายของสหภาพโซเวียตและการดำรงอยู่ของเครมลิน
2
สหภาพโซเวียตได้อยู่ฝ่ายเดียวกับสัมพันธมิตรตั้งแต่วันที่เยอรมนีบุกสหภาพโซเวียตในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1941 (พ.ศ.2484)
แต่เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุด ความเครียดใหม่ก็ได้เกิดขึ้น เป็นความขัดแย้งระหว่างสหภาพโซเวียตและประเทศประชาธิปไตยตะวันตก
1
สหรัฐอเมริกาเกรงว่าสหภาพโซเวียตจะยึดครองประเทศอื่นๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงแอฟริกา และสหรัฐก็ไม่ต้องการให้เป็นอย่างนั้น
ยุคนี้เป็นยุคแห่ง “สงครามเย็น” ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ค.ศ.1947-1991 (พ.ศ.2490-2534)
สงครามในยุคนี้ไม่ได้มีการต่อสู้กัน แต่กลิ่นไอสงคราม ความขัดแย้งระอุไปทั่ว ทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตได้แอบสืบเรื่องราวของกันและกัน
สหภาพโซเวียตได้ตั้งองค์กรสืบราชการลับชื่อว่า “เคจีบี (KGB)” ในค.ศ.1954 (พ.ศ.2497) ซึ่งเหล่าเคจีบีจะคอยสืบเรื่องราวของประเทศต่างๆ รวมถึงประชาชนในประเทศตนเอง
ในระหว่างสงครามเย็นนี้เอง ทั้งสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกาต่างแข่งกันสะสมนิวเคลียร์ แข่งขันกันสะสมอาวุธเพื่อข่มอีกฝ่าย โดยมีความกลัวที่ว่าต่างฝ่ายจะปล่อยระเบิดนิวเคลียร์ใส่อีกฝ่ายเหมือนในคราวระเบิดที่ญี่ปุ่น
สตาลินเสียชีวิตในค.ศ.1953 (พ.ศ.2496) “นีกีตา ครุชชอฟ (Nikita Khrushchev)” ขึ้นเป็นผู้นำสหภาพโซเวียตแทน
“นีกีตา ครุชชอฟ (Nikita Khrushchev)”
ครุชชอฟได้ประนามสิ่งที่สตาลินเคยทำ ทำให้การปกครองประเทศเป็นไปอย่างผ่อนปรนมากขึ้น ในยุคของสตาลิน สหภาพโซเวียตได้ปิดประเทศ แต่ตอนนี้มีการเปิดรับโลกภายนอกมากขึ้น
2
แต่สหภาพโซเวียตก็ยังคงเป็นประเทศที่ยากลำบากอยู่ดี ไม่มีการเลือกตั้งอย่างเสรี ผู้คนไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ ผู้คนยังคงอดอยาก
ในขณะที่ประเทศได้ทุ่มงบประมาณในเรื่องอาวุธ แต่แผนการพัฒนาเศรษฐกิจรวมถึงปากท้องของประชาชนยังคงอดอยากและไม่ได้รับการใส่ใจจากรัฐบาล
1
ต่อมา ภายหลังจากครุชชอฟหมดอำนาจ ได้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเรื่อยมาจนถึงยุคของ “มีคาอิล กอร์บาชอฟ (Mikhail Gorbachev)” ในค.ศ.1985 (พ.ศ.2528)
“มีคาอิล กอร์บาชอฟ (Mikhail Gorbachev)”
กอร์บาชอฟได้ดำเนินนโยบาย “กลัสนอสต์ (Glasnost)” ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถเข้าถึงการเมืองได้มากขึ้น วิจารณ์รัฐบาล รวมถึงสื่อมวลชนก็มีอิสระมากขึ้น
พรรคคอมมิวนิสต์เริ่มเสื่อมอำนาจ การเลือกตั้งก็มีความยุติธรรมและโปร่งใส
แต่สุดท้าย นโยบายกลัสนอสต์ก็ได้นำจุดสิ้นสุดมาสู่กอร์บาชอฟ ในเมื่อผู้คนเริ่มมีสิทธิมีเสียงมากขึ้น ตั้งแต่ค.ศ.1989 (พ.ศ.2532) คอมมิวนิสต์เริ่มจะล่มสลายในประเทศต่างๆ แต่ละประเทศเริ่มเกิดการปฏิวัติ
2
วันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ.1991 (พ.ศ.2534) กอร์บาชอฟได้ออกแถลงผ่านโทรทัศน์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี สหภาพโซเวียตล่มสลายแล้ว
1
ธงรัสเซียโบกสะบัดอยู่เหนือเครมลิน รัสเซียยุคใหม่ควรจะต้องเป็นประชาธิปไตย แต่ปัญหาคือจะเป็นไปได้จริงไหม
ค.ศ.2000 (พ.ศ.2543) “วลาดีมีร์ ปูติน (Vladimir Putin)” ขึ้นเป็นประธานาธิบดีรัสเซีย เขาเกิดในปีค.ศ.1952 (พ.ศ.2495)
1
“วลาดีมีร์ ปูติน (Vladimir Putin)”
เขาเป็นอดีตสายลับเคจีบีที่ไต่เต้าขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี
ภายใต้รัฐบาลปูติน รัฐบาลสามารถควบคุมทุกอย่างโดยไม่ต้องสนใจกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ สื่อต่างๆ ถูกควบคุมโดยรัฐบาล การเลือกตั้งก็ไม่ได้เป็นไปอย่างยุติธรรมหรือเสรี
ประเทศประชาธิปไตยตะวันตกต่างกล่าวหานโยบายของปูติน
ค.ศ.2014 (พ.ศ.2557) ปูตินได้รุกรานคาบสมุทรไครเมีย และรัสเซียยังได้ใช้อินเตอร์เน็ตรวมถึงส่งสายลับไปปั่นป่วนการออกเสียงเลือกตั้งในประเทศอื่นๆ รวมถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในค.ศ.2016 (พ.ศ.2559)
1
ปูตินชนะการเลือกตั้งในเดือนมีนาคม ค.ศ.2018 (พ.ศ.2561) อีกครั้ง แต่การเลือกตั้งนี้ก็ไม่ได้โปร่งใสนัก ไม่มีใครรู้ว่าปูตินจะครองอำนาจอีกนานเท่าไร
แต่ไม่ว่ารัสเซียจะมีประชาธิปไตยจริงๆ หรือไม่ พระราชวังเครมลินก็ยังคงอยู่รอดมาได้
พระราชวังเครมลินได้ผ่านร้อนหนาวมากว่า 700 ปี จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมโดยองค์กรยูเนสโก
ภายในสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และความลับอย่างยาวนาน ทั้งเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งการเมือง การหักหลัง ฆาตกรรม
แต่จะอย่างไรก็ตาม เครมลินก็อยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้
จบลงแล้วสำหรับซีรีย์ชุดนี้ ซีรีย์เรื่องต่อไป “โจนออฟอาร์ก วีรสตรีผู้กอบกู้ฝรั่งเศส (Joan of Arc)” ฝากติดตามด้วยนะครับ
2
โฆษณา