10 ก.ย. 2019 เวลา 17:00 • ไลฟ์สไตล์
#ชีวิต101 ตอนที่ 7
วันที่ 5 พฤศจิกายน 2561
เช้าวันนี้เราก็ออกเดินทางกันแต่เช้า
และยังไม่ได้กินข้าวเช้ากัน มีแค่กินกล้วยรองท้องกันไว้ก่อน
โดยลุงจ่าได้พาขับเรือลึกเข้าไปในเขื่อนเขาแหลม(เขื่อนวชิราลงกรณ์)
บรรยากาศตอนขับเรือออกมาจากฝั่งเป็นภาพที่สวยงามมากๆ
เสียงเครื่องเรือแล่นเป็นจังหวะ กับแสงอาทิตย์ที่กำลังโผล่ขึ้นมา
และเรากำลังแล่นเรืออยู่กลางน้ำ ที่มองไกลสุดสายตา
ลุงจ่าพาทัวร์
หลังจากนั้นซักระยะปัญหาก็เกิดขึ้น
เมื่อเครื่องเรือเริ่มกระตุกและดับ
ลุงก็สตาร์ทอยู่หลายครั้ง พอขับไปได้สักพักก็ดับอีก
ติดๆดับๆอยู่หลายครั้ง ลุงก็บ่นอยู่ว่าคนยืมเรือไปแล้วไม่ดูแลกัน
อดีตก่อนเป็นเขื่อน ต้นไม้ต้นนี้คงอยู่ยอดเขาลูกหนึ่ง
ทีนี้ลุงกับขับไปเรื่อยๆจนไปเจอป้ายหยุดตรวจ
ผมก็ตกใจนะสิ ไม่ใช่อะไรครับ คือเกิดมาไม่เคยเห็นป้ายหยุดตรวจในน้ำ
ปกติเราเห็นกันอยู่แต่บนบก ตามท้องถนน
แต่วันนี้เรามาเจอด่านน้ำ
ด่านตรวจน้ำ
ด่านตรวจน้ำ อุทยานเขาแหลม
ลุงก็ขับเรือผ่านไป โดยมีทักทายกับเจ้าหน้าที่อุทยานที่ประจำอยู่
โดยลุงบอกว่าเจ้าหน้าที่ก็จะเฝ้าระวังอยู่ที่นี้ เผื่อเกิดเหตุการณ์อะไร
จะได้ช่วยชาวบ้านได้ และป้องกันการลักลอบทำผิดต่างๆในพื้นที่อุทยานด้วย
จากนั้นก็ขับเรือผ่านไปเป็นปกติ
เหตุเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อเรือดันดับกลางทาง
จุดเริ่มออกเดินทางลึกเข้าไปในเขื่อน
เราไปดับอยู่หน้าอ่าวแห่งหนึ่ง ลุงพยายามสตาร์ทหลายครั้งก็ไม่ติด
ก็เลยให้ผมใช้ไม้พายเรือที่ติดมา พายเรือไปโดยลุงให้พายเรือเข้าไปอ่าวที่อยู่ใกล้ที่สุด ในระหว่างนั้นลุงก็พยายามตะโกนเรียกเข้าไปในอ่าวเพื่อขอความช่วยเหลือ โดยให้ผมพายเรือต่อไปเรื่อยๆ ลุงก็พยายามตะโกนเรื่อยๆ
ก็ยังไม่มีใครตอบรับ ผมก็พายเรือจนเหนื่อย แขนนี่ล้าไปหมด
ก็ก็พยายามพายต่อไป ซึ่งเป็นระยะทางหลายร้อยเมตร
จนเข้าไปถึงฝั่งในอ่าวนั้น ทีนี้พอถึงอ่าวลุงก็พาเดินเข้าไปด้านใน
ซึ่งเหมือนจะมีบ้านที่เป็นเพิงอยู่ในนั้น จนไปเจอลุงคนหนึ่ง
ซึ่งเป็นคนรู้จักกันกับลุงจ่า แกก็บอกว่าก็ว่าอยู่ใครมาตะโกนอะไร
แต่ก็ไม่ได้ออกมาดู ลุงจ่าก็เลยบอกว่าเครื่องยนต์เรือมีปัญหา
ลุงคนนั้นก็เลยลงมาดูที่อ่าวให้
ลุงกำลังซ่อมเครื่องยนต์
ในระหว่างนั้นลุงๆทั้งสองก็นั่งคุยกันถามไถ่ทุกข์สุขกัน
จริงๆต้องบอกว่าด้วยสภาพพื้นที่ ผมก็ไม่นึกว่าจะมีคนอยู่ตรงนี้
ยิ่งได้เดินเข้าไปด้านในส่วนพื้นที่พักอาศัย
ยิ่งร่วมรื่นกลมกลืนกับป่าทีเดียว มีไม้เถาต่างๆรอบบ้านเขียวชอุ่มเต็มไปหมด ซึ่งลุงแกบอกว่าอยู่มาตั้งแต่ก่อนสร้างเขื่อนซะอีก
พอทำเขื่อนพื้นที่ป่าเขาต่างๆก็โดนน้ำท่วมไปเยอะ
แต่แกก็ยังอยู่ด้านในไม่ย้ายออกไปด้านนอก
ซึ่งระหว่างอุทยานและชาวบ้านเค้าก็คงมีการพูดคุยประสานงานกัน
โดยท้อยทีท้อยอาศัยกันไป เพราะชาวบ้านอยู่มาก่อน
ลุงก็เล่าว่าตอนนี้ข้าวก็ใกล้จะหมดแล้ว
ยังไม่มีเงินไปซื้อข้าวเลย ก็ว่าจะเข้าไปหาลูกซึ่งอยู่ในเมืองอีกฝั่งหนึ่ง
ซึ่งลูกๆได้อพยพไปอยู่ข้างนอกหมดแล้ว ก็เหลือแต่ลุงกับป้าอยู่ที่นี้กันสองคน ในระหว่างนั่งฟังมันก็ทำให้ผมคิดว่า จริงๆแล้วยังมีคนที่ลำบากอยู่อีกมากมาย และเค้าก็ไม่ได้ต้องการอะไร เพียงแค่มีข้าว มีอาหารกิน มีที่อยู่ที่สามารถป้องกันแดดพายุฝนได้ก็เท่านั้น พอได้ออกมาสัมผัสกับชีวิตชาวบ้านที่อยู่กับน้ำ อยู่กับป่าแบบนี้ มันก็ทำให้ผมมีมุมมองในการมองชีวิตตัวเองใหม่พอสมควร ว่าจริงๆชีวิตเรามันดีขนาดไหนแล้ว
ผมนั่งพักเกือบหมดสภาพเพราะเหนื่อย
พอซ่อมเรือเสร็จผมกับลุงก็ออกเดินทางเข้าไปด้านในต่อ
โดยได้ไปแวะแพที่หนึ่งลึกเข้าไปอีก แต่ในแพก็ไม่มีใครอยู่
ลุงจ่าบอกว่าเป็นแพคนรู้จัก แต่น่าจะไปทำธุระที่อื่นกันอยู่
ลุงก็เลยไปหาดูอุปกรณ์บางอย่าง เพื่อนำมาใส่เครื่องยนต์เรือ
และลุงก็ไปหยิบกล้วยที่อยู่บนแพ แล้วมาแบ่งกันกินกับผม
เพราะเราไม่ได้ทานข้าวเช้ามาเลยนั้นเอง ต้องเติมเสบียง
หาอุปกรณ์ซ่อมเรือเพิ่มเติม
พอเสร็จเราก็เดินทางต่อไป โดยลุงบอกว่าจะแวะไปดูโครงการโรงสีที่ได้จัดตั้งไว้ ภานในพื้นที่แห่งนี้ ผมก็คิดในใจโรงสีอะไรจะมาอยู่ลึกขนาดนี้
แพอีกที่หนึ่ง
บ้านแพที่มีคนอาศัยอยู่จริง
ทีนี้พอขับเรือมาถึง ลุงก็บอกว่านี่ละโรงสี
ผมก็ตกใจนะสิครับ ตอนแรกผมก็คิดว่าอาจจะอยู่บนฝั่งอีกฝั่งของเขื่อน
แต่นี้มันโรงสีกลางน้ำที่ไม่มีถนนเข้ามาได้นี่
มีเพียงทางเรือเท่านั้น แสดงว่าก็ต้องเอาข้าวใส่เรือมาสีที่นี่
ผมก็คิดในใจ มีแบบนี้ด้วยเหรอ ในชีวิตก็พึ่งเคยเจอโรงสีข้าวกลางน้ำ
โรงสีข้าวกลางน้ำ
หลังจากนั้นเราก็เอาเรือไปเทียบเกาะ
แล้วขึ้นไปดูโรงสีข้าวกัน ซึ่งลุงบอกว่าเป็นโครงการที่แกดำเนินเรื่องของบประมาณมาทำไว้ เพราะมีชาวบ้านแถวนี้อยู่ลึกเข้ามา
และอยู่กระจายกันบริเวณนี้ ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะมีเรือกันหมด
ก็จะเอาข้าวใส่เรือมาสีกัน จากนั้นลุงก็ทำการเช็คเครื่องยนต์ดูน้ำมันต่างๆ
และก็ให้ผมสตาร์ทเครื่องยนต์เพื่อเช็คเครื่องว่ายังทำงานหรือป่าว
โดยการสตาร์ทก็เหมือนกับรถไถเดินตามทั่วไป
เครื่องยนต์สีข้าว
โรงสีข้าวกลางน้ำที่ลุงจ่าภูมิใจ
ซึ่งโรงสีแห่งนี้อยู่ในเขตบ้าน ปิล๊อกคี่ ตำบลปิล๊อก อำเภอทองผาภูมิ
ทีนี้ผมสังเกตเห็นมีท่อนไม้ขนาดใหญ่อยู่บนเกาะนี้ด้วย
ลุงจ่าบอกว่าเป็นไม้ตะเคียน พอดีชาวบ้านไปเจอในน้ำ
เดิมทีเค้าจะเอาทำเรือ แต่ทีนี้คนๆนั้นเกิดป่วยขึ้นมา
รักษาไม่หายสักที ก็เลยไปหาหมอดู เค้าบอกว่าโดนแม่ตะเคียนเล่นงาน
เค้าก็เลยไม่ทำเรือและให้ชาวบ้านช่วยกันเอาท่อนไม้ตะเคียนขึ้นมาไว้บนเกาะ เพื่อกราบไหว้บูชาและขอหวยแทน
ไม้ตะเคียน
ผมก็อดทึ่งความสามารถของช้าวบ้านไม่ได้
ที่สามารถขนท่อนไม้ขนาดใหญ่ขึ้นมาได้โดยไม่มีเครื่องจักร
ซึ่งลุงบอกว่าเค้าพึ่งเอาขึ้นมาได้ไม่กี่วัน
บานแพที่อยู่ข้างเกาะ
ลุงบอกว่าก็มีชาวบ้านที่ใช้ชีวิตอาศัยอยู่แพที่อยู่ข้างเกาะตรงนี้
ให้ช่วยกันดูแลโรงสีตรงนี้ช่วยกันด้วย ซึ่งเค้าใช้ชีวิตก็กับแพ
อยู่กับการหาปลาเป็นหลัก ณ ตอนนี้ ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่โซนไหนของเขื่อน เพราะเข้ามาลึกมาก และก็ไม่มีสัญญาณมือถือใดๆอีกด้วย
จากนั้นเราก็เดินทางออกจากเกาะนั้นมา
ลุงก็พาขับเรือไปเรื่อยๆซึ่งก็ติดๆดับๆอยู่หลายครั้งเหมือนกัน
ตอนนี้เหมือนผมจะไม่ค่อยรู้สึกกลัวอะไรเท่าไหร่
อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดไป แล้วค่อยว่ากันอีกที
หลังจากนั้นไม่นานก็มีเรื่องให้ผมตะลึงตกใจอีกครั้ง
เจอโรงสีกลางน้ำไม่พอ ครั้งนี้มาเจอปั้มน้ำมันกลางน้ำ
ที่อยู่บนแพอีก อะไรละเนี๊ย เกิดมาไม่เคยได้เจอแบบนี้
เพราะเราใช้ชีวิตอยู่บนบกมาทั้งชีวิต พอมาเจอแบบนี้ก็งงเหมือนกัน
พอแวะเข้ามาลุงก็เติมน้ำมัน และให้คนในแพช่วยดูเครื่องยนต์เรืออีกรอบ
เพราะถ้าเสี่ยงออกเรือไปต่อก็อาจจะยุ่งยากอีก
ผมรู้สึกว่าคนที่นี่เก่งเรือเครื่องยนต์เรือมาก เพราะเค้าคุยกันเหมือนกับเป็นเรื่องง่ายๆหาอุปกรณ์นั้นนี่มาใส่ มาซ่อมให้กัน โดยผมสังเกตแต่ละแพจะมีเครื่องมือซ่อมเรือเกือบทั้งหมดที่ผมได้เจอมา
โดยระหว่างรอผมก็เดินสำรวจแพเล่น
ก็เห็นว่าเป็นแพขนาดใหญ่และมีการเลี้ยงปลาอยู่เยอะ
โดยเหมือนแพนี้จะมีการเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาพักด้วย
โดยพื้นที่นี้ลอยอยู่บนน้ำ ซึ่งถ้าดูผิวเผินก็อาจคิดว่านี่คือบนบก
ผมเดินดูก็เห็นป้ายชื่อแพมาลัย อยู่ไกลแต่ไปถึง โห้..นี่ไกลมากเลยนะ
วันนี้ผมก็ยังอุจส่าได้บังเอิญมากับเค้าด้วยเนาะ ต้องขอบคุณลุงจ่าที่อุจส่าพาผมมา ผมก็ซื้อขนมกินเพื่อไม่ให้หิวจนเกินไปเพราะยังไม่ได้กินข้าวเลยวันนี้ พอซ่อมเรือเสร็จเราก็ออกเดินทางกลับ
การเดินทางวันนี้เป้นประสบการณ์ที่ผมไม่คาดคิดว่าจะได้เจอในชีวิตนี้
จากการออกเรือประมาณหกเจ็ดโมงเช้า กลับมาถึงที่พักที่เพิงลุงจ่าก็ประมาณบ่ายสามเย็นๆ ก็ถือว่าโหดเอาเรื่องเหมือนกันวันนี้
แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าจริงๆครับ

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา