11 ก.ย. 2019 เวลา 07:34 • ประวัติศาสตร์
ปริศนาภาพถ่าย ของเด็กสาวที่หายไป
รูปภาพใบหนึ่งถูกเก็บได้ที่ลานจอดรถโดยหญิงวัยกลางคนขณะออกไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อ และเมื่อหยิบขึ้นมาดูอย่างละเอียด เธอก็รีบโทรหาเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ด้วยความประหลาดออกไปทางน่ากลัวของภาพ มันจึงกลายเป็นข่าวบนหน้าจอทีวีและหนังสือพิมพ์ทั่วประเทศทันที ซึ่งต่อมาก็ถูกเชื่อมโยงเข้ากับคดีคนหายเคสหนึ่งเกิดขึ้นราว 9 เดือนก่อน
ท่านผู้อ่านครับ ในบทนี้ผมจะพาท่านย่อยประวัติคดีคนหายที่เต็มไปด้วยคำถามมากที่สุดคดีหนึ่งของสหรัฐอเมริกา
การหายตัวไปของ Tara Calico..
ก่อนเริ่มเรื่องอยากจะบอกว่า
ผมต้องการความสามารถในการวิเคราะห์ของทุกท่านมากทีเดียว เพราะเป็นคดีที่ผมศึกษามาหลายสัปดาห์แล้ว อีกทั้งรายละเอียดก็เยอะแยะซับซ้อนจนไม่รู้จะเริ่มตรงไหนก่อน
Tara Leigh Calico (ทาร่า เลห์ คาลิโค่) เกิดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 1969 ในครอบครัวอเมริกันชน พำนักอยู่ที่เมื่องเบเลน รัฐนิวเม็กซิโก ทางตอนใต้ของสหรัฐ ในโซนที่ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย
เธอเป็นลูกสาวคนกลางในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 3 คน มีพี่ชายและน้องสาว คุณแม่ชื่อ Patty Doel และพ่อเลี้ยงของเธอ John Doel
จุดสังเกตเด่นคือเธอยิ้มสวย ผมสีน้ำตาล นัยน์ตาสีเขียว มีแผลเป็นเห็นได้ชัดอยู่ตรงด้านหลังหัวไหล่ขวา ตำหนิตั้งแต่เกิดอยู่ตรงด้านหลังขาข้างหนึ่ง และมีแผลเป็นขนาดใหญ่อีกจุดอยู่ตรงน่อง
Tara เป็นเด็กสาววัย 19 ที่มีทุกอย่างเพียบพร้อมตามแบบอเมริกันดรีม สูงโปร่ง เล่นกีฬาเก่ง หลงใหลในกิจกรรมเอาท์ดอร์ทุกชนิด ด้านความรักก็กำลังคบหาอยู่กับแฟนหนุ่มที่เป็นกัปตันทีมอเมริกันฟุตบอลของมหาวิทยาลัย เธอจัดว่าเป็นสาวสุดป๊อบของ ม.นิวเม็กซิโกเลยทีเดียว
ตารางประจำวันของ Tara เองก็แน่นขนัด นอกจากเรียนอยู่ปีสองคณะจิตวิทยาแล้ว เธอยังทำงานพิเศษที่ธนาคารใกล้บ้านและเข้าร่วมกิจกรรมของม.เป็นประจำ นี่เองที่ทำให้ Tara มีนิสัยชอบวางแผนล่วงหน้าอย่างรัดกุม โดยก่อนนอนเธอจะจดสิ่งที่ต้องทำและเวลานัดหมายลงในสมุดบันทึกอย่างละเอียด เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันถัดไป
แพสชั่นอีกอย่างของ Tara คือการปั่นจักรยานครับ เธอปั่นทุกเช้าจนเป็นเรื่องปกติโดยเกาะเส้นทางหลวงหมายเลข 47 ระยะทางไป-กลับ 58 กม. ซึ่งหากเราดูจาก google map เส้นนี้จะทอดยาวไปทางทิศเหนือและทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเบเลน ภูมิทัศน์สองข้างทางมีแต่ทะเลทราย นานๆจะมีรถผ่านสักคัน
20 กันยายน 1988
เป็นอีกวันยุ่งๆสำหรับ Tara เธอเริ่มต้นด้วยการเชคตารางงานในวันนั้น
08:30 เวลาปกติของการเริ่มปั่นจักรยาน
12:30 นัดตีเทนนิสกับแฟน
16:00 เข้าเรียนคลาสจิตวิทยาที่ ม.
แต่วันนี้เธอตื่นสายครับ แถมจักรยานเธอก็มายางแบนก่อนออกจากบ้านเสียอีก ทำให้ Tara เสียเวลาหาทางซ่อมอยู่พักใหญ่ จนสุดท้ายตัดสินใจเอาจักรยานของแม่สีชมพูสะท้อนแสงออกไปขี่ และด้วยเวลาที่เลทไปมากแล้ว ก่อนออกจากบ้านเธอจึงบอกกับแม่เธอว่า
"แม่ถ้าเที่ยงตรงหนูยังไม่ถึงบ้าน แม่ขับรถออกไปรับหนูหน่อยนะ"
ปกติ 58 กม. Tara ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง คงกลัวว่าจะไปตีเทนนิสกับแฟนสายจึงบอกแม่ไปแบบนั้น ก่อนที่เธอจะเอาหูฟังของเครื่องเล่นเทป Sony walkman มาเสียบหู และปั่นออกจากบ้าน
เวลาผ่านไป 10:00, 11:00, 11:30 Patty เพียรเหลือบมองนาฬิกาอยู่ตลอดจนกระทั่ง 12:05 เลทไปแล้ว 5 นาที Tara ก็ยังไม่ถึงบ้าน เธอจึงขับรถออกไปรับ
Patty คุ้นชินกับเส้นทางการปั่นของ Tara มากเพราะเธอเคยปั่นมาก่อน
ปกติแล้วเธอจะปั่นพร้อมลูกสาว แต่ช่วงหลังๆก็เลิกปั่น ด้วยครั้งหนึ่ง Patty เคยเห็นว่าเธอและลูกถูกสะกดรอยตามโดยรถยนต์ที่ไม่รู้จัก ทำให้เธอรู้สึกไม่ปลอดภัยและพยายามบอกลูกสาวให้พกสเปรย์พริกไทยติดตัว แต่ Tara กลับมองว่าแม่ของเธอขี้ระแวงเกินไป จึงมิได้นำพา
จนวันนี้สิ่งที่ Patty กังวลเริ่มกลับมาอีกครั้ง เพราะไม่ว่าเธอจะพยายามหาลูกสาวเท่าไรก็ไร้วี่แวว หัวอกคนเป็นแม่ครับท่านผู้อ่าน แค่ลูกเราคลาดสายตาไปเพียง 10 นาที ใจก็แทบจะขาดรอนแล้ว
Patty กลับมาบ้านเพื่อดูว่าเธอสวนกับลูกสาวหรือเปล่า เต็มไปด้วยความหวังว่าจักรยานของลูกคงจอดอยู่ที่บ้าน แต่มันก็ว่างเปล่า เธอจึงรีบไปปลุกสามีของเธอ John Doel เพื่อบอกว่าลูกหาย ด้วยนิสัยของ Tara ที่เคร่งเรื่องตารางเวลามาก แต่ตอนนี้เธอสายอย่างไร้สาเหตุ คงมีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้นกับลูกเราแน่
เวลา 12:35 เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นกลางบ้าน แฟนของ Tara ชื่อ Jack โทรมาตามไปเล่นเทนนิส แต่คนที่รับสายกลับเป็นแม่ของเธอ และบอกกับเขาว่าตอนนี้ Tara หายไปเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว ช่วยเข้ามาที่บ้านและออกตามหาหน่อย
ทั้งสามคน John พ่อเลี้ยง Tara, Patty แม่ และ Jack จึงช่วยกันออกตามหาโดยเริ่มจากชุมชนละแวกบ้านชือ Rio Communities ทางตะวันออกของเมืองเบเลน ทั้งสามแยกกันก่อนที่จะกลับมารวมกันอีกครั้งเพื่อดูว่าได้อะไรมาบ้าง
Patty เล่าว่าเจอชาย 3 คน นั่งดื่มเบียร์กันอยู่ข้างรถปิคอัพสีขาวหม่นๆด้านหลังดัดแปลงเป็นตู้ เธอถามชายกลุ่มนั้นว่าเห็น Tara บ้างไหม ทั้งสามบอกว่านั่งกินกันมาตั้งแต่ 11:00 ก็ไม่เห็นอะไร พวกเขาตอบด้วยท่าทางระมัดระวังตัว
คณะผู้ค้นหาอีกสองคนเมื่อได้ฟังเรื่องเล่าของ Patty ก็เกิดความสงสัยในชายกลุ่มนี้จึงโทรหาตำรวจเวลา 16:05 และไปถึงที่จอดรถของชายทั้งสามคนพร้อมกับตำรวจเวลา 16:30
ชายกลุ่มนั้นยังอยู่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือสถานที่จอดรถ พวกเขาขยับรถไปจอดอีกที่หนึ่งซึ่งห่างไปราว 30 เมตรยิ่งทำให้รูปการณ์น่าสงสัยมากขึ้น แต่เมื่อตำรวจเข้าตรวจค้นกลับไม่เจอเบาะแสอะไร การค้นหาวันแรกจึงจบไปโดยไร้วี่แววของ Tara Calico
แน่นอนคืนนั้นทุกคนนอนไม่หลับ พอท้องฟ้าเริ่มมีแสงแม่ Patty ก็ออกตามหาต่อ โดยการขับรถไปตามทางหลวงหมายเลข 47 อีกครั้งแบบช้าถึงช้ามาก และในที่สุดเธอก็พบเข้ากับบางอย่าง
เทปเพลงวงบอสตัน วงเดียวกันกับที่ Tara เปิดฟังใน walkman เมื่อวานหล่นอยู่ข้างถนน
หลังจากเจอเทปไม่นาน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็โทรมาแจ้งว่าพบเครื่อง Sony Walkman ในทะเลทรายห่างจากทางหลวงหมายเลข 47 ไปทางตะวันออก 30 กม. ใกล้ๆกับค่ายลูกเสือ JFK Campground
พ่อและแม่เชื่อว่า Tara พยายามทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้เพื่อให้คนตามหา และต้องการให้ตำรวจเปิดการสืบสวนเป็นคดีคนหายหรือฆาตกรรมโดยสมบูรณ์ แต่ตำรวจปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่า หลักฐานยังไม่เพียงพอ
และมันก็เป็นเพียงสองสิ่งต่างหน้าที่ทิ้งไว้ให้ครอบครัว Tara นับจากนี้ไป
15 มิถุนายน 1989
หญิงวัยกลางคนออกจากบ้านพักย่านท่าเรือ St.Joe, ฟลอริด้า ไปซื้อกับข้าวที่ร้านขายของชำไม่ไกลออกไป เมื่อเธอชอปเสร็จ ขณะเดินกลับกำลังจะถึงรถ เธอเหลือบไปเห็นภาพถ่ายด้วยกล้องโพลารอยด์ภาพหนึ่งวางหงายอยู่บนพื้นข้างๆรถโตโยต้าแวนสีขาว จึงหยิบขึ้นมาดู
ความฉงนเกาะกุมจิตใจของเธอเพียงแรกเห็น เพราะมันคือภาพเด็กสาวขายาวและเด็กผู้ชายตัวเล็กถูกปิดปากด้วยเทปสีดำ มือมัดไพล่หลังบนที่นอนสีน้ำเงินและขาวครีม ข้างกายเด็กสาวมีหนังสือเล่มหนึ่งวางอยู่
คุณป้าพลเมืองดีตัดสินใจโทรหาตำรวจทันทีโดยแจ้งว่าเธอพบภาพถ่ายประหลาดเหมือนคนถูกลักพาตัวใกล้ๆรถโตโยต้าแวนสีขาวหม่น คนขับเป็นชายอายุประมาณ 30 กว่าๆ ไว้หนวด
ตำรวจตั้งด้านสกัดจับทั่วฟลอริด้านานหลายวันแต่ก็ไม่พบวี่แววรถและชายคนดังกล่าว จนกระทั่งข่าวเรื่องภาพถ่ายกระจายไปทั่วสื่อ ในที่สุดก็ได้ไปออกรายการทีวีเกี่ยวกับอาชญากรรมชื่อ The Current Affair ปลุกกระแสภาพถ่ายให้ดังไปทั่วประเทศ ผู้คนเริ่มตั้งคำถามว่าเด็กสาวและเด็กชายในภาพเป็นใครกันแน่
ผ่านไป 9 เดือนครอบครัว Doel ในนิวเม็กซิโก ยังคงเศร้าโศกกับการหายตัวไปของลูกสาว Tara Calico
จนกระทั่งเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมาอีกครั้ง ปลายสายคือเพื่อนบ้านของพวกเขาเองเร่งเร้าให้ Patty และ John รีบเปิดทีวีดูรายการ The Current Affair เดี๋ยวนี้
เมื่อเปิดดูก็ถึงกับผงะ น้ำตาของทั้งสองไหลพราก มันคือความรู้สึกผสมปนเปกันระหว่างความดีใจที่ลูกสาวยังมีชีวิตอยู่ กับความเศร้าที่ได้เห็นลูกสาวกับเด็กชายอีกคนหนึ่งอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างจากถูกลักพาตัว
ไม่รอช้าทั้งคู่รีบไปสถานีตำรวจเพื่อแจ้งความให้เปิดการค้นหาบุคคลในภาพที่ตนเชื่อว่าเป็น Tara Calico ขึ้นอีกครั้ง และไม่นานก็มีสองสามีภรรยาคู่หนึ่งมาที่สน.เดียวกัน
พวกเขามาเพื่อแจ้งว่า เด็กผู้ชายในรูปน่าจะเป็น Michael Henley ลูกชายอายุ 9 ขวบของตนที่หายไปในวันที่ 21 เมษายน 1988 ระหว่างการตั้งแคมป์ที่ภูเขา Zuni ห้าเดือนก่อนที่จะเกิดเหตุ Tara Calico
คดีนี้กลายเป็นที่สนใจของคนทั่วประเทศ ตำรวจตัดสินใจเปิดการสืบสวน โดยเริ่มจากการส่งภาพถ่ายไปวิเคราะห์ในห้องแล็บที่เชี่ยวชาญภาพโพลารอยด์ และสถาบันการสอบสวนอีก 3 แห่งคือ กรมตำรวจ Scotland Yard ของอังกฤษ, สถาบัน Los Alamos และสำนักงานสอบสวนกลาง FBI
ซึ่งผลวิเคราะห์ออกมาดังนี้
1.ภาพปริศนาถ่ายหลังจากเดือนพฤษภาคม 1989 เพราะเป็นฟิล์มรุ่นใหม่ที่เพิ่งออกมาหลังจากนั้น
2.ในภาพจะมีหนังสือวางอยู่ใกล้ขาของเด็กสาว หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า My Sweet Audrina เขียนโดย V.C. Andrews ซึ่งเป็นนักเขียนคนโปรดของ Tara จากคำบอกเล่าของแม่เธอเอง
3.บนหนังสือมีหมายเลขโทรศัพท์แปะไว้อยู่ แต่เนื่องจากบางตัวเลขมองเห็นไม่ชัด ทำให้พอแกะความน่าจะเป็นออกมาแล้วมีถึง 300 เบอร์ และ 57 ใน 300 เบอร์นี้ยังเปิดใช้งานอยู่
หลังพิจารณาหลักฐานทั้งหมด สถาบันทั้งสามแห่งก็ออกมาสรุปเรื่องรูปภาพ
Scotland Yard สรุปว่า:
เด็กสาวในภาพถ่ายคือ Tara โดยพิจารณาจากแนวของเส้นผม รูปหู และแผลเป็นที่น่องอันเกิดจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อหลายปีก่อน แต่ไม่สามารถสรุปว่าเด็กชายในภาพคือ Henley หรือไม่
สถาบัน Los Alamos สรุปว่า:
เด็กสาวในภาพไม่ใช่ Tara Calico โดยไม่ได้ให้เหตุผลเพิ่มเติม แต่สถาบันเชื่อว่าเด็กผู้ชายในภาพคือ Henley
FBI สรุปว่า:
เด็กสาวในภาพไม่สามารถสรุปได้ว่าใช่ Tara หรือไม่ เนื่องจากขาดข้อมูลที่เพียงพอ โดยเฉพาะรูปปาก และเด็กผู้ชายในภาพไม่ใช่ Henley
ทั้งสามแหล่งมีเพียง FBI เท่านั้นที่วิเคราะห์ได้ถูกต้อง แต่ก็ถูกเพียงครึ่งเดียว เพราะหลังจากนั้นในปี 1990 ตำรวจพบกระดูกของหนูน้อย Michael Henley ในภูเขา Zuni ไม่ไกลออกไปจากจุดตั้งแคมป์ ทำให้ทฤษฎีว่า Henley คือคนในภาพถ่ายตกไป
แล้วเด็กผู้ชายในรูปปริศนาคือใคร?
ชะตากรรมของ Tara Calico ล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง?
จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังเป็นปริศนาที่หาทางแก้ไม่ได้ครับ
ครอบครัวของ Tara ต้องอยู่อย่างเจ็บปวดทรมานไปตลอดชีวิต Patty จากไปด้วยอาการเจ็บป่วยซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความทุกข์เรื่อง Tara ในปี 2003 ในช่วงเวลาสุดท้ายของเธอ สิ่งเดียวที่เธอต้องการคือได้เห็นหน้าลูกสักครั้ง
ในโลกยุคปัจจุบัน เหตุการณ์คนหายแบบนี้น่าจะเกิดน้อยลง เพราะการเข้ามาของเทคโนโลยี GPS ต่างๆที่ช่วยให้ชีวิตสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ไฮเทคเหล่านี้คงไม่มีความหมายหากขาดการใส่ใจจากคนในครอบครัว ที่คอยสอดส่องดูแล ถามไถ่ และให้ความรักกับบุตรอยู่ตลอดเวลา
ผู้เขียนเขียนบทนี้ด้วยความเศร้า ด้วยการเอาตัวเองไปนั่งอยู่ในใจของพ่อแม่ Tara
ไม่อยากให้ใครต้องมาเจอเหตุการณ์แบบ Tara Calico
ไม่อยากให้ใครเหลือทิ้งไว้แค่ภาพถ่าย
ที่ทำได้เพียงมองมัน เมื่อคิดถึงเท่านั้นเอง
เกร็ดเล็ก: วันที่ 30 สิงหาคมของทุกปีเป็นวันคนหายโลกครับ มีการจัดรำลึกถึงบุคคลสูญหายทุกปีในวันนี้
เกร็ดน้อย: เพื่อนวัยเด็กของ Tara ชื่อ Melinda Ezquibel ยังไม่หมดหวังในคดี เธอยังคงทำการสืบสวนต่อไปและตั้งเว็บไซต์ชื่อ taracalico ดอทคอมขึ้นมา สามารถติดตามความคืบหน้าได้ที่เว็บนี้ครับ
- Xyclopz
โฆษณา