18 ก.ย. 2019 เวลา 05:00
ความลับของโลก(สามเหลียมเบอร์มิวดา)
นี่คือเหตุการณ์ประหลาดเหลือเชื่อที่เกิดขึ้นจริงๆ บนพิภพของเรานี้ ณ บริเวณที่เรียกกันว่า “สามเหลี่ยมปิศาจ เบอร์มิวด้า” (Bermuda Triangle)…ชื่อนี้เป็นที่รู้จักกันดีในปัจจุบัน เพราะมันเป็นบริเวณดินแดนอาถรรพณ์ อันเป็นที่ล่ำลือกันว่าเต็มไปด้วยความลี้ลับ มันเป็นดินแดนที่กลืนกินชีวิตมนุษย์และเรือเดินทะเลที่กลืนกินชีวิตมนุษย์และเรือเดินทะเล เครื่องบินที่โชคร้ายบังเอิญผ่านเข้าไป…ก็อาจหายสาบสูญไปอย่างไม่มีร่องรอยให้เห็นอีกเลย
เรื่องราวที่จะนำมาเล่าต่อไปนี้ ก้อยังคงเป็นเรื่องที่น่าพิศวงอยู่จนถึงกระทั่งปัจจุบัน เกี่ยวกับเจ้าสามเหลี่ยวเบอมิวด้า(Bermuda Triangle) บางคนอาจจะรู้จักกันแล้วนะคะ สำหรับเจ้าน่านน้ำปริศนาแห่งนี้ สามเหลี่ยมเบอมิวด้าเป็นการบรรจบกัน หรือว่าเป็นการลากเส้นสมมุติเพื่อกำหนดอาณาบริเวณในมหาสมุทรแอตแลนติก โดยการลากเส้นจากฟลอริด้า สหรัฐอเมริกา สู่เกาะเบอร์มิวด้า สู่เกาะเปอร์โตริโก้ แล้วก้อ วกกลับมาที่ฟลอริด้าอีกทีนึง จึงเป็นรูปสามเหลี่ยมได้อย่างพอดิบพอดีแถมทำมุม60 องศาในแต่ละด้านเป็นสามเหลี่ยมด้านเท่าซะด้วยสิไอ้เจ้าสามเหลี่ยมแปลกๆ นี่ล่ะ ที่ถือว่าเป็นปริศนาแห่งศตวรรษที่ 20 เลยทีเดียว ถึงจนกระทั่งปัจจุบัน
สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า บางคนอาจจะเรียกว่าดินแดนมรณะ เนื่องจากมีผู้คนที่ขับเรือบ้าง ขับเครื่องบินบ้างหลงเข้าไปในอาณาเขตอันกว้างใหญ่นี้แล้วหายสาปสูญไปอย่างไร้สาเหตุ บางคนก้อบอกว่าสาเหตุมาจากเจ้ามนุษย์ต่างดาว ไม่ก้อมนุษย์ที่อาศัยอยู่ใต้มหาสมุทรบริเวณนั้น บ้างก้อบอกว่า มาจากบรรดาวิญญาญ เหล่าปีศาจหรือว่าสัตว์ลึกลับ ก้อว่ากันไปนั่นเนาะ ปัจจุบันก้อยังเป็นประเด็นที่ยังถกเถียงกันอยู่อย่างไม่รู้จบ จามีเงื่อนงำบ้างมั๊ยเนี่ยน้า สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นเงื่อนงำ เกินกว่าปัญญาของมนุษย์จะแก้ได้
ทางนักวิชาการก้อมีการเสนอทฤษฎีต่างๆนานา บ้างก้อว่าเกิดจากความผิดปกติของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า บ้างก้อว่าเกิดจาอำนาจของสิ่งบินลึกลับ หรือที่เราเรียกกันว่า UFO จนคล่องปาก เป็นเวลานานมาก ที่เจ้าดินแดนปริศนาแห่งนี้ ลือกันไปจนทั่วโลก ในฐานะของดินแดนมรณะที่ดูดกลืนชีวิตและทรัพย์สินของผู้ที่สัญจรผ่านไปในบริเวณนั้น
ตามสภาพภูมิศาสตร์ทางที่ตั้ง บริเวณนี้เป็นบริเวณที่แปรปรวนมาก เพราะมีทั้งกระแสน้ำอุ่นและกระแสน้ำเย็นไหลมาผสมปนเปกัน จนบางทีก้อเกิดสภาพอากาศแบบแปรปรวนกระทันหัน นี่แหละคือตัวอันตรายที่จะไม่สามารถพยากรณ์อากาศล่วงหน้าได้เลย นอกจากนี้ สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้ายังจัดเป็นเขตอันตรายที่มักปรากฎคลื่นขนาดยักษ์ที่เคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง อะไรที่ขวางหน้า กวาดไปเรียบน่ะ ไม่มีเหลือซาก
คลื่นบางลูกก้อทำให้เกิดสะดือทะเล คือผืนน้ำจะเปิดเป็นช่อง หมุนเป็นเกลียวดูดกลืนทุกอย่างเข้าสู่วังวน เรือที่หมุนเข้าไปก้อจะพลิกคว่ำและอับปางได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่สาเหตุที่กล่าวมา ก้อยังไม่ดึงดูดใจนักลึกลับศาสตร์แม้แต่น้อย
อีกทฤษฎีหนึ่งที่น่าสนใจ ที่มินคิดว่ามีคนสนใจสนับสนุนน้อยก้อคือ มีสิ่งมีชีวิตบางประเภทที่อยู่นอกสารบบของวงการชีววิทยาปัจจุบันค่ะ เพราะว่ามีข่าวลือมากมายจริงๆ กับการค้นพบเจ้าปลาหมึกยักษ์ยาวหลายร้อยฟุต จนไปถึงงูยักษ์หรือว่าเจ้าพวกมังกรทะเล ซึ่งแต่ละปีมีการรายงานสัตว์ตัวยักษ์จำนวนมากทีเดียวในบริเวณนี้ แต่ก้ออีกนั่นแหละที่เป็นไปไม่ค่อยได้คือเจ้าสัตว์เหล่านี้ จะมีปัญญาสยบเครื่องบินที่บินฉวัดเฉวียนอยู่บนท้องฟ้าได้อย่างไร
และแล้วเจ้า UFO ก้อเข้ามาเกี่ยวข้องอีกจนได้ แต่เค้าก้อมีเหตุผลน่าสนับสนุนนะคะ เค้าบอกว่ามีรายงานการพบเห็น UFO บ่อยๆ หรือที่เรียกว่าสิ่งบินลึกลับ จากเรด้าสถานีชายฝั่งที่สามารถจับสัญญาณได้
มีเหตุการณ์ประหลาดๆ มากมาย พบว่าตั้งแต่ปี คศ.1963-1973 เรือ60ลำ และผู้โดยสาร 900 คนสูญหายโดยไม่มีการส่งสัญญาณ SOS เลย หรือแม้กระทั่งเครื่องบินที่มีรายงานว่า มีคลื่นแทรกรบกนระบบมาก จนไม่สามารถจับสัญญาณอะไร การติดต่อเป็นเสียงขาดๆ จางๆ มีปรากฎการณ์”หมอกเรืองแสงสีขาว” พื้นน้ำเป็นสีขาว เข็มทิศหมุนติ้ว แล้วก้อจากหายไป จึงมีการขนานนาม เจ้าสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า นี้ว่า “ทะเลปีศาจ”(Devil sea)
หนังสือบางเล่มบอกเอาไว้ว่า เจอเครื่องบินบนดาวอังคาร แต่ว่านั่นคือเครื่องบินที่หายสาปสูญในสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าเมื่อสิบปีที่แล้ว เหอๆ น่ากัวงะ สงสัยต้องให้ผู้มีความสามารถสูงหรือว่า คนเหนือคนที่มีพลังจิต
สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา (Bermuda Triangle) เป็นบริเวณสมมติในมหาสมุทรแอตแลนติก มีเนื้อที่ประมาณ 1.2 ตร.กม. อยู่ระหว่างจุด 3 จุดที่ไม่เป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า ได้แก่ เปอร์โตริโก ปลายสุดของมลรัฐฟลอริดาในสหรัฐอเมริกา และเกาะเบอร์มิวดาซึ่งเป็นดินแดนในปกครองของสหราชอาณาจักร สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นที่รู้จักทางสื่อมวลชนอย่างแพร่หลาย หลังจากที่ค้นพบว่าคุณสมบัติทางฟิสิกส์ต่างๆ ไม่เป็นไปตามกฎพื้นฐาน
สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เริ่มเป็นที่รู้จักในปี พ.ศ. 2494 (ค.ศ. 1951) หลังจากที่มีเรือขนาดใหญ่หายสาบสูญภายในบริเวณสามเหลี่ยม รวมถึงเครื่องบินและเรือขนาดเล็กอื่นๆ จนได้รับขนานนามว่า “สามเหลี่ยมปีศาจ” (The Devil’s Triangle)
ที่มาของ คำว่า สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา (Bermuda Triangle)
ศัพท์คำว่า “สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา” หรือ “Bermuda Triangle” นี้ มีที่มาจากบทความนิตยสารอาร์กอสซี่ เจ้าของบทความชื่อ Vincent H. Gaddis ได้นำเสนอเรื่องราวของเรือและเครื่องบินที่สาบสูญไปอย่างลึกลับโดยปราศจากคำอธิบายในนิตยสารดังกล่าว เมื่อปี ค.ศ. 1964 แต่ แกดดิส ไม่ได้เป็นคนแรกที่สังเกตเรื่องนี้ ก่อนหน้าในปี ค.ศ. 1952 นาย George X. Sands เสนอเรื่องทำนองนี้เช่นกันในนิตยสาร Fate เนื้อหากล่าวถึงปริมาณของเรือและเครื่องบินที่สาบสูญไปอย่างผิดปกติในบริเวณน่านน้ำดังกล่าว ซึ่งยอดสูญหายนี้มันมากเกินไปกว่าที่จะสันนิษฐานว่าเป็นอุบัติเหตุ
ต่อมาถัดมาในปี ค.ศ. 1969 นายวอลเลซ สเปนเซอร์ ได้เขียนหนังสือว่าด้วยสามเหลี่ยมปริศนานี้โดยเฉพาะออกจำหน่ายในชื่อว่า “Limbo of the Lost” ถัดจากนั้นก็มีหนังสือออกจำหน่ายตามมาอีกมากมายเกี่ยวกับความลึกลับของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ซึ่งก็มียอดจำหน่ายดีแทบทุกเล่ม ที่มีชื่อเสียงเป็นพิเศษคือบทความที่มีชื่อว่า “The Devil’s Triangle” ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1974 ซึ่งเนื้อหาสำหรับเป็นที่ชื่นชอบความลึกลับเกี่ยวกับสามเหลี่ยเบอร์มิวดาเป็นอันมาก เป็นที่น่าสังเกตคือ หนังสือแทบทุกเล่มมุ่งประเด็นไปยังมุมมองที่ว่า เบื้องหลังของการสูญหายนี้ มาจากเทคโนโลยีของสิ่งทรงภูมิปัญญามากกว่าประเด็นอื่น เช่นมาจากมนุษย์ต่างดาว หรือมนุษย์ที่อาศัยอยู่ใต้มหาสมุทรบริเวณนั้น ต่างก็หาหลักฐานและทฤษฎีมาถกเถียงกันและบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดามีอาณาบริเวณที่กว้างมากจาก ฟลอริด้า-เปอร์โต ริโก-เกาะเบอร์มิวดา กินพื้นที่ประมาณ ห้าแสนตารางไมล์ เพราะฉะนั้นการจะค้นหาอะไรๆจากสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็มีองค์กรของรัฐ เอกชน ต่างให้ความสนใจในการสำรวจ โดยหวังว่าจะเจอหลักฐานอะไรก็ตามที่นำมาใช้ไขปริศนาของดินแดนบริเวณนี้ได้ . และมีนักบินขี่เครื่องบินสามลำแล้วหายไปในสามเหลี่ยา
และยังมีอีกหลายเรื่องราวเกี่ยวสามาเหลี่ยมนี้ มีกระทู้ของเว็บหนึ่งที่ผมจะนำมาเสนอ เพราะเขาบอกว่าเป็นผู้รอดชีวิตจาก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณนั้น ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณนั้นก็ช่างมีมากมายเหลือเกินและเป็นเรื่องราวที่ไม่น่าเชื่อเลยจริง
ในปี ค.ศ. 1966 มีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นที่พอจะเรียกได้ว่าเป็น สงครามชักเย่อ ซึ่งเป็นการประลองกำลังระหว่างเรือลากจูงขนาด 2000 แรงม้า กับพลังมหาศาลอันลึกลับจากใต้ท้องทะเลชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่อาจรู้ได้แน่ว่าเป็นอะไรเหตุการณ์ครั้งนี้ได้รับบอกเล่ามาจากกัปตันเฮนรี่
เจ้าของบริษัทป้องกันภัยทางทะเลซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ไมอามี่ เขาเล่าว่า ในเดือนสิงหาคมของปี ค.ศ. 1966 เขาได้นำเรือชื่อ กู๊ดนิวส์ ซึ่งมีความยาว 160 ฟุต กำลังเครื่องยนต์ 2000 แรงม้า ลากจูงเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่กลับจากเปอร์โตริโก และหลังจากที่ได้ขนถ่ายน้ำมันที่นั่นจนหมดแล้ว จึงได้ลากโยงเรือเปล่ากลับ แม้แต่เรือบรรทุกน้ำมันลำนี้จะเป็นเรือเปล่า น้ำหนักของมันก็ยังมากกว่า 2500 ตัน เรือของเขาทิ้งระยะห่างในการลากจูงประมาณ 1000 ฟุต โดยแล่นผ่านบรเวณที่เรียกกันว่า สะดือทะเลของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาขณะนั้นเป็นเวลาบ่าย ลมฟ้าอากาศอยู่ในสภาพปกติในทันทีทันใด กัปตัน เฮนรี่สังเกตเห็นว่าเข็มทิศเริ่มหมุนเปะปะ น้ำได้ทะลักเข้ามาหาเรือทั้งสอง จากทุกทิศทุกทาง และแรงโหมของน้ำรอบๆลำเรือได้บดบังขอบฟ้าหมดทั่วทุกด้าน ไฟฟ้าภายในเรือดับหมด ส่วนเครื่องปั่นไฟยังคงหมุนอยู่ตามปกติ แต่ไม่ปรากฏว่ามีพลังกระแสไผผ้าออกมาเลย ช่างเครื่องพยายามเร่งเครื่องสตาร์ท เครื่องปั่นไฟฟ้าสำรอง แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เมื่อกัปตันเฮนี่มองเข้าไปที่เรือน้ำมัน เขาเห็นมีอะไรคล้ายๆเมฆหมอกบดบังมืดมนไปหมด และกระแสคลื่น บริเวณรู้สึกรุนแรงมากกว่าที่อื่นเขาพยายามเดินเครื่องเดินเรืออย่างเต็มที่ที่จะมุ่งออกไปข้างหน้า รู้สึกว่าสายสลิงเหล็กที่ต่อกับเรือน้ำมันตึงแน่น และมีพลังมหาศาลกระชากเรือน้ำมันกลับ แต่เครื่องยนต์ขนาด 2000 แรงม้าของเขาไม่ยอมถอย สามารถดึงเรือน้ำมันกลับมาได้ จนในที่สุดสามารถหลุดพ้นจากห้วงน้ำมหาภัยแห่งนั้นได้ และเมื่อเขามองดูรอบๆ ก็ไม่เห็นว่ามีเมฆหมอกแต่อย่างไร ทัศนวิสัยกลับปลอดโปร่งมองเห็นได้ไกลกว่าสิบไมล์ ต่อไปคือคำถามคำตอบระหว่างักข่าวกับกัปตันเฮนรี่ หลังจากที่ได้ผ่านเหตุกาณ์สยองขวัญมาไม่นาน
โฆษณา