21 ก.ย. 2019 เวลา 07:11 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
"ชีวิตอมตะ"...ความลับในธรรมจักร
ในยุคพุทธกาลถึงประมาณพุทธศตวรรษที่๔สัญลักษ์แทนองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าชาวพุทธบริษัทจะใช้“ธรรมจักร” ยังไม่ได้สร้างเป็นพุทธรูปจวบจนหลังพุทธศตวรรษที่๖จึงมีการเริ่มกำเนิดเกิดพุทธศิลป์ขึ้นนับเนื่องแต่สมัยพระเจ้ากนิษกะมหาราชสืบมา
อนุสนธิของเรื่องที่หยิบยกขึ้นมานี้ก็คือหลักฐานส่วนหนึ่งของการใช้สัญลักษณ์“ธรรมจักร”(Clock well) เป็นเครื่องหมายแทนองค์พระบรมศาสดาและพระธรรมคำสอนของพระองค์นั้นมีกำเนิดที่มาอย่างไร ?
ในยุคบรรพกาลกลุ่มปัญญาชนที่สละออกค้นหาหนทางแห่งความเป็นอมตะมีชีวิตยืนยาวอย่างมีสุขชั่วนิรันดรสามารถเข้าถึงพลังฤทธิ์เหนือธรรมชาติได้ล้วนมีอยู่ดาดดื่นแต่ที่สุดก็ไม่อาจหลุดพ้นห้วงวัฏจักรของธรรมชาติอันเป็นอำนาจของสสารและปฏิสารที่ส่งสืบต่อไปทั่วสกลจักวาลอย่างมิอาจหลุดผลบรรดาปรัชญาชนก็มิได้ย่อท้อต่างแสวงหนทางกันต่สืบมานับหมื่นปีตั้งแต่มีมนุษยชาติ
จุดเด่นของพระพุทธศาสนาคือการเป็นอมตะชั่วนิรันดรไม่แตกดับสลายเหมือนสภาวะหรือสสารที่ต่อยอดหลักคำสอนของทุกศาสดาเดิมที่สามารถควบคุมบังคับแต่ไม่อาจหลุดพ้นเบ็ดเสร็จสิ้นเชิงเหมือนดั่งพุทธวิถีแนวทางปฏิบัติของพระพุทธองค์ที่ค้นพบ(สมดั่งพระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ชัดเจน) ทำให้ศาสดาแห่งลัทธิทั้งปวงที่ล้วนแสวงหาหนทางพ้นทุกข์ทั้งหลายต่างยกย่องยอมรับว่าพระพุทธองค์เป็น“บรมศาสดา” เพราะเหตุใด? ก็เพราะโยคาวจรผู้แสวงหาวิโมกข์หนทางหลุดพ้นทั้งหลายต่างรู้ว่า“อมตธรรมความเป็นนิรันดร์คือพระนิพาน” นั่นมีอยู่จริงแต่ปฏิบัติไม่ได้ไปไม่ถึงมีแต่พระพุทธองค์เท่านั้นที่ทรงค้นพบหนทางแห่งการพ้นทุกข์ตัดวงจรแห่งปฏิภาคที่จะปริวัตรเป็นวัฏฏะให้เวียนว่ายเกิดดับสลับเปลี่ยนอย่างไม่มีวันจบสิ้นนั้นไม่อาจจะต่อเนื่องได้อย่างสิ้นเชิงดุจไฟที่หมดเชื้อปฏิบัติได้จริงเห็นผลจริงท้าทายให้พิสูจน์ได้ในทุกมิติ
ภาพแกะสลักอายุ 5.000 ปี ของชาวสุมาเรียน
เป็นเวลาเกือบ3000 ปีที่พระพุทธศาสนาสอนการควบคุมPlasma อันเป็นขั้นพื้นฐาน เพื่อให้พุทธบริษัทผู้ปฏิบัติมีร่างกายแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันโรคภัยไม่เจ็บไข้ได้ป่วย
"จิตใจที่เข็มแข็งย่อมอยู่ภายในร่างกายที่แข็งแรง"พระสงฆ์ในสมัยโบราณอยู่ในป่าสารพัดยุงอสรพิษพืชพิษและ เชื้อโรคที่แพร่ระบาดมากในชุมชนเมืองต่างๆ ยุคนั้น รวมทั้งอากาศที่ร้อนจัดในทะเลทราย หนาวเย็นยะเยือกในแถบหิมาลัย แต่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาก็ไม่เจ็บป่วยมีร่างกายที่แข็งแรงเพราะมีการปฏิบัติตามพุทธวิถี"สติปัฏฐาน-ปฏิสัมภิทามรรค"
เพราะปกติเราจะหายใจเอาอากาศคือOxygen เข้าไปประมาณ6 ลิตรต่อนาทีแต่ระหว่างออกกำลังกายและหลังออกกำลังกายใหม่ๆเราอาจหายใจเอาอากาศเข้าไปได้มากถึง100 ลิตรต่อนาทีและการปฏิบัติอานาปานสติตามพุทธวิถี“สติปัฏฐาน-ปฏิสัมภิทามรรค” ซึ่งมีลักษณะเป็น3 จังหวะดึงลมหายใจลึกกว่าปกติคนธรรมดาในระดับ400 ลิตรต่อครั้งทั้งยังให้หยุดรักษาไว้ที่จุดซึ่งช่วยให้ปฏิภาคของAtomic Fusion เป็นการเสริมเชื้อเพลิงคือOxygenให้เกิดBio-Atomic Fusion (พุทธศาสนาเรียกว่า "สนฺตาปเตโช" อ่านว่า สันตาปะเตโช แปลว่า ไฟร้อนแรงที่หลอมละลาย ซึ่งความร้อนในร่างกายมนุษย์มีถึง 25,000 BTU ..ภาษาไทยมาทับศัพท์เป็น "สันดาป") การAtomic Fusion ของHydrogen จะทำการเปลี่ยนปฏิสสารเป็นสสารสูงกว่าคนธรรมดา แสดงให้เห็นถึงความลึกซึ้งก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ของพุทธศาสนา สูงกว่าในยุคปัจจุบัน ที่ยังเข้าไม่ถึงความลับนี้
ดังนั้นจึงเป็นคำตอบได้อย่างชัดเจนว่าเมื่อไม่หายใจคือไม่เติมเชื้อเพลิงเข้าไปทำไมมนุษย์จึงตายและหากไม่ดื่มน้ำคือไม่เติมปฏิภาคHydrogen เข้าไปก็ตายโบราณเรียกว่าขาดไฟธาตุ เพราะการAtomic-Fusion ขาดเชื้อเพลิงคือ Oxygen ซึ่งจะเสริมให้เกิดการระเบิดต่อเนื่องนั้นขาดหายไป อวัยวะทุกส่วนซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องจักรกลทางชีวภาค ก็หยุดทำงาน = ตาย
การปฏิบัติอานาปนสติคือกำหนดลมหายใจตามพุทธวิถีดังกล่าวสามารถควบคุมPlasmaซึ่งเป็นปฏิสสารให้เปลี่ยนเป็นสสารเข้าควบคุมและสร้างPlasma Cell ซึ่งทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ยอมรับว่าเป็นลักษณะเม็ดเลือดชนิดหนึ่งซื่งอาศัยอยู่ในไขกระดูกทำหน้าที่หลักของพลาสม่าเซลล์คือสร้างแอนตี้บอดี้หรืออิมมูโนโกลบูลิน(Immunoglobulin) หลายชนิดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่ายกายเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคสารพัดชนิดพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาจึงแข็งแรงมีภูมิต้านทานโรคเหนือกว่านักบวชทุกศาสนาซึ่งเรียกกันต่อมาว่า"ธรรมโอสถ"
ภาพแกะสลักที่ขุดพบที่เมืองโมเฮนดาเจโร อายุ 8.000ปี
Plasma Cell จะมีลักษณะเป็นเซลล์ทรงกลมcytoplasm ติดสีม่วงน้ำเงินเกิดจากการที่บรรจุbasophilic granules ของribosomes (เกาะที่endoplasmic reticulum) จำนวนมาก(เกี่ยวข้องกับการสร้างโปรตีนพวกantibodies) ส่วนนิวเคลียสนั้นกลมอยู่ชิดขอบเซลล์เรียกeccentric nucleus ภายในนิวเคลียสมีnuclear chromatinจับกันเป็นกลุ่มกระจายอยู่ตามขอบnuclear membrane ทำให้เห็นเป็นลักษณะคล้ายหน้าปัทม์นาฬิกา(Clock face) หรือซี่ล้อเกวียน(cart wheel) เนื่องจากGolgi apperatus ของเซลล์ชนิดนี้เจริญได้ดี
การเรียงตัวของนิวเคลียสPlasma Cell จะเป็นลักษณะหน้าปัทม์นาฬิกา
ดังนั้นบางครั้งอาจพบอยู่ตรงบริเวณชิดกับนิวเคลียส(Perinuclear halo) ปัจจุบันทางวิทยาศาสตร์การแพทย์พบว่าplasma cell เป็นระยะสุดท้ายของการเปลี่ยนแปลงมาจากB-lymphocyte ซึ่งอยู่ในเนื้อเยื่อต่อเมื่อถูกกระตุ้นด้วยantigens จะเปลี่ยนไปเป็นplasma cell หรือเรียกกันอย่างตรงตามสภาวะว่า“เซลล์พลังชีวิต” ที่จะทำหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันป้องกันสารพัดโรคยังเป็นตัวขับเคลื่อนระบบโลหิตภายในร่างกายรวมทั้งกระจายพลังให้ระบบน้ำเหลืองในร่างกายมนุษย์มีความสมดุลย์กับสภาวะแวดล้อม "ทำให้มีอายุขัยยืนยาว"
ธรรมจักร สัญลักษณ์ของการควบคุมPlasma Cell ทุกระดับ
การเข้าถึงความลับในการควบคุมPlasma ซึ่งเป็นปฏิสสารสุดท้ายนับแต่การกำเนิดBig Bang ที่เหลืออยู่โดยมีไฮโดรเจนเป็นตัวส่งผ่านและอ็อกซิเจนเป็นปัจจัยเสริมให้บริบทการเกิดAtomic Fusions ผลักให้ทุกสรรพสิ่งในสกลจักวาลเคลื่อนที่โคจรไปตามสภาวะเป็นต่อเนื่องนิรันดร์ผู้เข้าถึงความลับแห่งPlasma ก็คือการเข้าถึงความเป็นนิรันดร์รวมถึงสิ่งมีชีวิตของมนุษย์นั่นคือ“การเข้าถึงความเป็นอมตะ” หรือ "ชีวิตอมตะ"
ธรรมจักร คือ การจำลองภาพPlasma Cell ทั้ง Unit
ด้วยลักษณะเฉพาะของ Eccentric nucleus ซึ่งภายในนิวเคลียสมี Nuclear chromatinจับกันเป็นกลุ่มกระจายอยู่ตามขอบnuclear membrane ทำให้เห็นเป็นลักษณะคล้ายหน้าปัทม์นาฬิกา(Clock face) หรือซี่ล้อเกวียน(cart wheel) ซึ่งเกิดจากผลของ Bio-Atomic Fusion นี้เองผู้เข้าถึงและสามารถควบคุมการเกิดดับเคลื่อนขยายแปรสภาพของPlasma จึงได้รับการยอมรับว่าเป็น“ศาสดา” สืบต่อกันมาแต่บรรพกาล
ธรรมจักร ใช้แทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในยุคต้นพุทธกาล
และนับเนื่องแต่นั้นมาจวบปัจจุบัน พระพุทธศาสนาจึงใช้เครื่องหมายสัญลักษ์ของ Eccentric Nucleus คือวงกลมเป็นซี่ล้อ 18 ซี่ สืบต่อกันมานับแต่บรรกาล
พระพุทธศาสนา ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรมศาสดาได้เข้าถึงความเป็นอมตะหยุดสภาวะแปรเปลี่ยนแห่งวัฏฏะหลุดพ้นสู่ความเป็นนิรันดร์เรียกว่า“พระนิพพาน” คือพ้นจากอำนาจของสสารและปฏิสสาร จึงใช้เครื่องหมาย“ธรรมจักร” ซึ่งเป็นสัญลักษ์สากล อันหมายถึงการหลุดพ้นสู่ความเป็นอมตะนิรันกาล คือ พระนิพพานอันเป็นบรมสุข
อันเป็นสัญลักษณ์ของการบรรลุถึง "ชีวิตนิรันดร์อันเป็นอมตะ" อย่างจริงแท้ ที่ทุกปรัชญาชนและศาสดาเจ้าลัทธิทั้งหลาย ล้วนเข้าใจในความหมายแห่งสัญลักษณ์อันเป็นสากลของชนยุคนั้นเหมือนกับคนยุคปัจจุบันทุกชาติภาษาต่างรู้ตรงกันว่า“สัญญานไฟเขียวจราจรคือสัญญานให้ไป” อย่างไรก็อย่างนั้น……
โฆษณา