23 ก.ย. 2019 เวลา 18:56 • ไลฟ์สไตล์
10 เรื่องจริงเกี่ยวกับยาคูลท์
ที่คุณยังไม่เคยรู้...
1.ยาคูลท์แบรนด์เก่าแก่กว่า90ปี...
ยาคูลท์ถือเป็นผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวแบรนด์แรก
ของญี่ปุ่น คิดค้นโดย ดร.minoru shirota
ตั้งแต่ปี 1935 ก่อนที่จะได้รับความนิยมเพิ่มมาก
ขึ้น และแพร่หลายมายังประเทศไทยเมื่อ
ประมาณ 50 ปี ที่ผ่านมาผู้น้ำเข้าแบรนด์ยาคูลท์
จากญี่ปุ่น มาตีตลาดในไทยคือ บริษัท ยาคูลท์
แห่งประเทศไทย ที่ถือว่าเป็นผู้บุกเบิกตลาด
นมเปรี้ยว แลตโตบาซิลลัส ในไทยให้เฟื่องฟู
2.ยาคูลท์ชื่อเป็นยา..แต่ไม่ใช่ยา..
ยาคูลท์เป็นนมเปรี้ยวจากญี่ปุ่น ที่โดยปกติประเทศที่ได้ชื่อว่าชาตินิยมอย่างญี่ปุ่นมักจะไม่ยอมตั้งชื่อเป็นภาษาอื่น แต่ยกเว้นยาคูลท์นี้ ที่เขียนชื่ออย่างเป็นทางการว่า yakult ซึ่งเป็นภาษาประดิษฐ์ esperanto ที่มีคนใช้เพื่อช่วยในการสื่อสาร ให้เข้าใจง่ายขึ้น เข้าใจว่า yakult มีรากศัพท์มาจากคำว่า jahuto ในภาษา esperanto ที่มีความหมายเหมือนคำว่า yoghurt ที่แปลได้ว่า ยาที่ทำให้อายุยืนยาว...
3.ส่วนประกอบของยาคูลท์คือแลตโต บาซิลลัสที่แข็งแรงมาก.....
ยาคูลท์จัดเป็น probiotic หรืออาหารเสริมแบททีเรียและจุลินทรีย์ที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย จุดเริ่มต้นมาจาก จุลินทรีย์กรดนมที่อยู่ในลำไส้ของมนุษย์ แต่ ดร.มิโมรุ นำเอาจุลินทรีย์นี้ออกมาเพาะเลี้ยงให้แข็งแรงยิ่งขึ้น เพื่อให้ทนต่อสภาวะกรดและด่าง ในร่างกายเราได้ และตั้งชื่อจุลินทรีย์ชนิดนี้ว่า lactobacillus casel shirota strain หรือจุลินทรีย์ชิโรตา
4.ยาคูลท์มีน้ำตาลมากถึง 18%....
น้ำตาลถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในยาคูท์แต่ไม่ใช่ใส่เพื่อเพิ่มรสชาติ หากแต่น้ำตาลคือที่ที่แบคทีเรียสามารถเจริญเติบโตได้ดี ในยาคูลท ์1 ขวดจึงมีน้ำตาลถึง 18% สำหรับคนที่ต้องการเรื่องสุขภาพ แต่ไม่อยากได้ความอ้วนเป็นของแถม เขาถึงได้แนะนำ ให้บริโภคแค่วันล่ะ 1 ขวดก็พอ เพราะน้ำตาลในยาคูลท์ ที่คำนวณแล้วเท่ากับ 3.5 ช้อนชา ให้พลังงานเท่ากับ 71 kcal...
5.ทำไมยาคูลท์มีแต่ไซน์เล็ก....
สำหรับสาวกยาคูลท์ที่นิยมบริโภคเป็นประจำ อาจสะดุดตรงที่ขนาด บางทีอยากจะดื่มแบบเยอะ แต่พอกระดกนิดเดียว หมดขวดซะแล้ว ซึ่งยาคูลท์ 1 ขวดขนาด 80 cc เขาคำนวณมาแล้วว่าเหมาะสมกับร่างกายของคนมากที่สุด ซึ่งตัวที่ทำให้นมมีรสเปรี้ยวคือ แลตโตบาซิลลัสที่อยู่ในยาคูลท์ ส่วนใหญ่เป็นกรดแลคติกถ้าดื่มขวดใหญ่อาจอ้วนง่ายหรือร่างกายอาจได้รับแบคทีเรียเกินความจำเป็นนั่นเอง....
6.ยาคูลท์เคยใช้ขวดแก้ว....
ตั้งแต่ปี 1935 ยาคูลท์เคยใช้ขวดแก้วใสกริ้งมาตลอด สรีระของขวดมีแรงบันดาลใจจาก kokeishi ตุ๊กตาโบราณ จนกระทั่งปี 1968 ปรับเปลี่ยนมาใช้ขวดพลาสติกแบบที่เราเห็นๆในปัจจุบัน เพราะต้นทุนถูกกว่สและน้ำหนักเบากว่าขวดแก้ว รวมกันหลายขวดก็หลายกิโล ทำให้สาวยาคูลท์ในยุคใหม่ ไม่ต้องแบกขวดแก้วหนักเกินเหมือนในอดีต....
7.วลีเด็ด"ถามสาวยาคูลท์ซิค่ะ"
สาวยาคูลท์ เป็นกลยุทธ์การขาย ที่ช่วยสร้างให้ลูกค้ารู้แบรนด์ได้อย่างเข้าใจ ถือว่าสาวยาคูลท์ล้วน brand ambassador ที่เชื่อมต่อระหว่สงผู้ผลิตลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เทคนิคการตลาดแบบสาวยาคูลท์ เริ่ช้มาตั้งแต่ปี 1963 ซึ่งบริษัทยาคูลท์ประเทศญี่ปุ่นยุคแรกๆมีธรรมเนียมแสนเก๋จนต้องยกนิ้วให้ เพราะพนักงานในบริษัทยาคูลท์ จะตั้งแถวตบมือทุกครั้ง เมื่อสาวยาคูลท์ญี่ปุ่นออกไปปฏิบัติหน้าที่ เพื่อเรียกขวัญกำลังใจเมื่อสาวยาคูลท์ออกไปพบลูกค้า.....
8.รายได้สาวยาคูลท์ไม่ธรรมดา....
การฟันธงว่าสาวยาคูลท์รายได้เท่าไหร่อาจไม่ชัดเจน แต่จากข้อมูลเบื้องต้นประมาณได้ว่าสาวยาคูลท์มีรายได้หลังจากเปอร์เซนต์การขาย ที่สาวยาคูลท์ 1 คนจะขายได้ไม่ต่ำกว่าวันล่ะ 800 ขวด อันเนื่องมาจากการตลาดที่เน้นให้ลูกค้าซื้อได้จากสาวยาคูลท์และการแบ่งโซนขายกันชัดเจน หากใน 1 เดือน ทำงาน 26 วันรายได้ประมาณ 17,680 บาท รวมกับโบนัสอีกเดือนล่ะ 3,000 เบ็ดเสร็จก็มีรายได้เกือบ 20,000 แต่ใช่ว่าจะเป็นสาวยาคูลท์ได้ง่ายๆ ต้องมีการอบรม การสอบ และการขายในช่วงแรกที่ยังไม่มีฐานลูกค้าตัวเองก็จะเริ่มต้นได้ยากสักหน่อย.....
9.อหิวาตกโรคคือจุดพลิกสร้างชื่อให้ยาคูลท์เมืองไทย....
ในปี 1972 เกิดอหิวาตกโคระบาดแถวสมุทรปราการ บริษัทยาคูลท์ได้นำยาคูลท์ ลงไปในพื้นที่ ซึ่งปรากฏว่ามีผู้ป่วยอาการหนักถ่ายไม่หยุดสามคน ซึ่งการที่ผู้ป่วยจะใช้ยาคูลท์ดื่มแทนยา ต้องหยุดทานยาอย่างอื่นให้หมด และดื่มยาคูลท์ต่างน้ำ ผลปรากฏว่าสามชั่วโมงผ่านไป คนใข้ที่ดื่มยาคูลท์หยุดถ่ายและกลายเป็นทอร์คออฟเดอะทาวน์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา.....
10.ยาคูลท์ไม่มีกล่องแบบแพคเกจออกขาย...
เราอาจเคยเห็นแบรนด์อื่นๆ จัดเซตสินค้าออกมาวางขาย แต่ไม่เคยเห็นยาคูลท์ทำแบบนั้น เหตุผลคือ ยาคูลท์เป็นแบรนด์ที่มุ่งเน้นการรักษาธรรมชาติ และไม่อยากเบียดเบียนสิ่งแวดล้อม วัสดุที่ใช้ทุกวันนี้คือ poly styrene ที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติและการที่ยาคูลท์มีขวดขนาดเล็กนอกจากเป็นเหตุผลที่ปริมาณเหมาะสมกับร่างกาย ขวดขนาดเล็กนี้สามารถยกดื่มได้ในทีเดียว ไม่จำเป็นต้องใช้หลอดอีกด้วย
บทเรียนหนึ่งที่เราควรศึกษาว่าทำไมยาคูลท์ถึงอยู่คู่สังคมไทยได้อย่างไม่เสื่อมคลาย ในขณะที่บางธุรกิจเริ่มต้นทีหลังแต่กับล้มเหลวไม่เป็นท่า ยาคูลท์ไม่ใช่สินค้าจำเป็นขนาดที่ต้องดื่มต้องกินต้องใช้ทุกวัน แต่สิ่งที่ยาคูลท์ทำคือตอกย้ำคือความเป็นแบรนด์ที่เป็นส่วนหนึ่งของคนไทย สินค้าใดก็ตามหากตอกย้ำในจุดนี้ได้ โอกาสเติบโตก็สดใสสวยงามเช่นกัน.......
โฆษณา