Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
อาภา ถนัดช่าง
•
ติดตาม
3 ต.ค. 2019 เวลา 11:15 • ปรัชญา
วันนี้จะได้กล่าวถึงกิเลสตัวที่2 คือโทษะ ที่เป็นผู้ร้ายสร้างความเดือดร้อนให้กับตัวเรา เป็นอย่างมาก ผู้ร้ายตัวนี้พิจารณาแล้วมีแต่โทษ ไม่มีประโยชน์หรือส่วนดีใดๆเลย ไม่เหมือนโลภะที่กล่าวไปในตอนที่แล้ว ที่มีส่วนดีอยู่บ้าง เช่น
ความรักหรือราคะที่มีเสน่ห์ชวนให้ ชื่นใจ หลงใหล มีความสุข ในขณะที่รักสมหวัง และทำให้เกิดพลังเพื่อทำให้ผู้เป็นที่รักพอใจ
ความโลภอยากได้เงิน ทำให้ขยันทำงานมากขึ้น(ถ้าผลตอบแทนนั้นขึ้นอยู่กับผลงานที่มีจำนวนมากขึ้น) บางคนทั้งๆที่มีรายได้พอใช้ อยู่ได้อย่างมีความสุขอยู่แล้ว แต่ยังทำงานล่วงเวลา ทำงานเสริมอีกมากมายจนไม่มีเวลาพักผ่อนทำให้ต้องเสียชีวิตในเวลาที่ไม่สมควร
บางคนเพราะอยากให้คนยกย่องชมเชย อยากมีอำนาจ มีหน้ามีตา ทำให้เป็นแรงจูงใจให้ทำความดีต่างๆซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์ แต่ที่เป็นโทษเพราะเมื่อทำดีแล้ว ไม่ได้ผลตามที่ตนต้องการก็เกิดความโกรธ เสียใจ เป็นต้น
แต่สำหรับกิเลสที่เรียกว่่า โทษะ นี้ นอกจากจะไม่มีส่วนดี เป็นประโยชน์ใดๆแล้ว โทษของมันยังร้อนแรงเหมือนไฟอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้จะเห็นได้จากคนที่โกรธจัด หน้าตาจะแดงก่ำ หายใจแรง อุณหภูมิในร่างกายจะสูง คำพูดและอากัปกิริยาจะรุนแรงก้าวร้าว มีการประทุษร้ายทั้งทางวาจาและทางกาย
โทษะนี้ มีชื่อและระดับดีกรีแห่งความรุนแรง ต่างๆดังนี้คือ
ความโกรธ โมโห ความเกลียด ความอาฆาตพยาบาท ความหงุดหงิดขุ่นเคืองใจ ความกลุ้มใจ ความเสียใจ ฯลฯ ถ้ามีอาการมาก ก็สร้างความทุกข์ความเสียหายได้มาก และนำไปสู่การทะเลาะวิวาท ทำร้าย ทำลายกัน ตั้งแต่ขั้นบุคคลจนถึงขั้นระดับประท้วงในสังคมและสงครามระหว่างประเทศ
โทษของโทษะนี้ มีความรุนแรงจึงเห็นได้ง่าย ทั้งผู้ที่มีโทษะเป็นเจ้าเรือน ก็รู้ตัว และเห็นความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองชัดเจน และคนอื่นก็รู้สึกได้ง่ายจึงไม่ค่อยมีใครอยากเข้าไกล้ ทำให้ไม่ค่อยมีมิตร
คนมีโทษะหรือมักโกรธนั้นหน้าตาจะบูดบึ้ง ไม่แจ่มใส แก่เร็ว และก่อให้เกิดโรคทั้งทางกายและใจได้อีกด้วย
ฉะนั้นเมื่อเห็นโทษของโทษะนี้แล้ว คงไม่มีใครอยากเลี้ยงศัตรูตัวร้ายนี้ใวัในใจของตัวเองอีกเป็นแน่
แต่จะทำอย่างไร จึงจะขจัดกิเลสตัวนี้ให้เบาบางจนหมดไป หรือป้องกันมิให้เกิดขื้นในใจบ่อยๆ
ตัวยาสำคัญในการรักษาหรือขจัดโทษะ ก็คือ ความเมตตา การให้อภัย และ การเจริญสติที่เราควรกระทำเนืองๆ
การแผู่เมตตานั้น ก่อนอื่นต้องแผ่ให้กับตัวเองก่อน เพื่อให้ตัวเองรู้สึกมีความสุข และเผื่อแผ่ไปยังคนรอบข้าง โดยเฉพาะคนที่ตนรัก จากนั้นจึงแผ่ไปยังคนที่เรารู้สึกเป็นกลาง และจากนั้นจึงแผ่เมตตาและให้อภัย แก่ศัตรูที่เรารู้สึกโกรธ เกลียด พยาบาท อาฆาต
การแผ่เมตตาและการให้อภัยนี้ เหมือนน้ำที่ ช่วยราดรดจิตใจของเราให้สะอาดมีความเยือกเย็น ดับความร้อนรุ่มในใจได้ เป็นอย่างดี
ส่วนการป้องกันไม่ให้เราเกิดความโกรธได้ง่ายนั้น ก็คือการมีสติ สำรวมกายและจิตของเรา เมื่อยามกระทบกับอารมณ์ที่ไม่พึงพอใจทั้งหลาย โดยไม่นำมาสะสมในจิตใจ หรือเก็บกดเอาไว้ ทั้งนี้ จะต้องมีการฝึกปฏิบัติ ตามหลักสติปัฏฐาน 4 อยู่เนืองเนืองในชีวิตประจำวัน
การกำหนดสติ ก็คือในขณะที่เราสัมผัสอารมณ์ทิ่มากระทบทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจแต่ละครั้งนั้น ให้รู้สึกตัวว่ามันเป็นเพียงแค่ รูป เสียง กลิ่น รส สิ่งสัมผัส และเรื่องราวที่ปรากฏชั่วขณะแล้วก็ผ่านไป ไม่ต้องนำมาคิดปรุงแต่งให้มากเรื่อง จนเกิดความรู้สึกชอบชัง รักโกรธ เกลียด ฯลฯ เพราะความรู้สึกเหล่านี้มันจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเรานำสิ่งที่เห็นหรือได้ยินเหล่านั้น มาแปลความหมายจากความจำที่เราเก็บไว้ในอดีต แล้วมาคิดเสริมต่อในปัจจุบัน ถ้าคิดดีก็สุขใจ ถ้าคิดร้ายก็ทุกข์ใจ
ยิ่งคิดมาก คิดบ่อยๆ ความรู้สึกก็ยิ่งเพิ่มพูน อย่างที่เรียกว่า-
ยิ่งคิดยิ่งแค้นแน่นในอก นรกในใจมันทุกข์ยิ่ง
เลิกคิดเสียได้มันสุขจริง เพราะไม่มีสิ่งมากดทับให้หนักใจ
การแปลความและความคิดปรุงแต่งนี้มีผลกระทบเป็นลูกโซ่ ให้เกิดความโกรธ ความโลภ ความหลง ความยึดมั่นถือมั่นต่างๆ แล้วมีปฏิกิริยาตอบสนองในรูปแบบต่างๆ กลายเป็นการสร้างกรรมหรือการกระทำ จากนั้นมันก็ทิ้งผลให้ตกตะกอนนอนก้นอยู่ในจิดใจ กลายเป็น อนุสัยและวิบาก
ความรู้สึกและการกระทำทุกครั้งของเรา หากมีเจตนามันจะมีผลเป็นรอยประทับสะสมในใจเสมอ ฉะนั้นคนที่โกรธแเละหงุดหงิดบ่อยๆ ก็จะกลายเป็นคนขี้โกรธ ขี้หงุดหงิด ดังข้อความช่างล่างนี้
โทษะนั้นเหมือนไฟ เผารนใจให้ร้อนรุ่ม
เหมือนภูเขาไฟที่คุกรุ่น สุมอยู่ในทรวงหนา
หากต้องการจะดับไฟ ก็ใช้น้ำคือเมตตา
ทั้งอภัยอย่าเก็บมา เผาอุราไหม้ตนเอย
โทษะนี้จริงๆแล้วถอนง่ายกว่าโลภะ เพราะโทษะเปรียบเหมือนไฟร้อน แต่โลภะเปรียบเหมือนไฟเย็น
บันทึก
9
2
4
9
2
4
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย