3 ต.ค. 2019 เวลา 11:33 • ธุรกิจ
P2P Lending กำลังจะมา
จะ Disrupt ธุรกิจจำนำเล่มได้มั้ย?
P2P Lending กำลังจะมา จะ Disrupt ธุรกิจจำนำเล่มได้มั้ย?
เป็นที่ทราบกันดีว่า ธุรกิจจำนำทะเบียนเติบโตสูงมาก ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หนุนให้บริษัทที่เป็นหนึ่งในเจ้าตลาดอย่าง MTC, SAWAD กำไรเติบโตดีมาก จนราคาหุ้นพุ่งขึ้นกว่า 5 เท่า ในระยะเวลาเพียงแค่ 5 ปี จนมีมูลค่ากิจการ มากกว่าบางธนาคารไปแล้ว หากมองไปในอนาคต ผู้นำทั้งสองนี้ จะสามารถรักษาระดับการเติบโตได้หรือไม่ เรามาดูกัน
ทำไมผู้ขอกู้ถึงนิยมสินเชื่อประเภทนี้?
- ความต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้นทุกปี
- ได้เงินง่ายและเร็วกว่าสินเชื่ออื่นๆ (1-3 วัน)
- วงเงินสูง 70-90% ของราคารถ
- ดอกเบี้ยต่ำกว่าสินเชื่อส่วนบุคคล
- มีการโฆษณามากขึ้นโดยหลายๆ เจ้า คนรับรู้มากขึ้น
- เครดิตไม่ดีก็กู้ได้ เพราะบางเจ้าไม่เช็คเครดิตบูโร
ในมุมของผู้ปล่อยกู้ล่ะ?
- NPL ต่ำมาก 1-2% ส่วนหนึ่งเพราะวงเงินที่ปล่อย โดยมากจะต่ำกว่าราคาขายต่อรถ ทำให้คนที่มาขอสินเชื่อ ไม่อยากให้รถโดนยึด
- หากโดนยึด เวลาขายต่อก็ได้กำไร
- ตลาดยังโตได้อีก จากรถในระบบกว่า 40 ล้านคัน + รถใหม่ปีละ 3 ล้านคัน แต่คนที่ใช้บริการมีเพียง 10-15 ล้านคัน (Stock Digest ประเมินเอง เทียบเคียงจากยอดคงค้างและสัดส่วนการตลาด ของบริษัที่เปิดเผยข้อมูล Public) แถมในจำนวน 10-15 ล้านคันนี้ มีจำนวนมาก ที่ยังกู้นอกระบบอยู่ มีโอกาสย้ายเข้ามาในระบบ เพราะดอกเบี้ยถูกกว่า
จุดเด่นของธุรกิจจำนำทะเบียน เทียบกับสินเชื่อประภทอื่น
จากมุมมองทั้งสองข้าง ทำให้มูลค่าสินเชื่อคงค้างในระบบเติบโตสูงมาก เฉพาะ 4 เจ้าหลัก เติบโตเฉลี่ย 34% ต่อปี (2558-2561) จาก 4.4 หมื่นล้านบาท มาเป็น 1 แสนล้านบาท ในปี 2561 ซึ่งหากนับรวมเจ้าตลาดอื่น อย่าง Car4Cash, Tisco Autocash, Kasikorn และรายย่อยๆ ที่ไม่เปิดเผยข้อมูล Public ยอดสินเชื่อรวมน่าจะมากกว่า 200,000 ล้านบาทในปัจจุบัน
ความต้องการสูง มูลค่าตลาดสูง และ ความเสี่ยงต่ำ ดึงดูดให้มีผู้เล่นใหม่เข้ามาในตลาดทุกปี และแต่ละเจ้าก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน
ปีที่เปิดให้บริการสินเชื่อจำนำทะเบียนของแต่ละเจ้า
การเติบโตของสินเชื่อคงค้างจำนำทะเบียนของ 4 เจ้าหลัก (ล้านบาท) โดย Stock Digest (เลข 200,000 ล้านบาท มาจากบทวิจัยของกสิกร)
โอกาสของธุรกิจจำนำทะเบียน
Timeline การเปิดให้บริการสินเชื่อจำนำทะเบียน (รถแลกเงิน)
ก่อนปี 2550 = เมืองไทยลิสซิ่ง Car4Cash กสิกร เงินติดล้อ
2553 = ศรีสวัสดิ์ Tisco
2557 = เกียรตินาคิน
2558 = สมหวังเงินสั่งได้ (ของ Tisco)
2559 = เฮงลิสซิ่ง
2560 = Daingern.com (ของ ASN, P2P lending)
2561 = เงินเทอร์โบ, ธนชาติ
2562 = KTC, J Money
(รวมปัจุบัน 14 เจ้าหลัก และรายย่อยๆ เช่น บริษัทเงินทุนท้องถิ่น เงินกู้นอกระบบ เต้นท์รถ ทนายความ ฯลฯ อีกจำนวนมาก
อนาคต
- ผู้ที่จะเข้ามาแน่ๆ กำลังขอใบอนุญาตอยู่ เช่น MITSIB, SINGER ฯลฯ
- ผู้ที่ตอนนี้ให้สินเชื่อรถใช้แล้วแบบที่ต้องโอนเล่มทะเบียน อาจลงมาตลาดไม่โอนเล่ม เช่น AMANAH, SCB, กรุงไทยออโต้ลิส, คลังเศรษฐการ ฯลฯ (ธนชาติ เกียรตินาคิน กสิกร Tisco เดิมทีก็ให้บริการแบบโอนเล่ม และย้ายลงมาเล่นในตลาดไม่โอนเล่มที่สุด)
- ผู้เล่นหน้าใหม่ๆ
แน่นอนว่า ผู้เล่นใหม่ๆ เหล่านี้ จะทำให้ตลาดเดือดขึ้นแน่นอน การรักษาระดับการเติบโตของผู้นำตลาดในปัจจุบัน (กลุ่มที่เปิดก่อนปี 2558) จะเป็นเรื่องที่ท้าทายมากขึ้น
อย่างไรก็ดี ในอนาคตอันสั้น 1-3 ปี ผู้เขียนมองว่าผู้เล่นทุกเจ้าจะยังเติบโตได้อยู่ จากความต้องการที่มาก
ระยะกลาง 3-5 ปี หากผู้ที่ขอสินเชื่อนอกระบบย้ายเข้ามาในระบบมากขึ้น และ Demand เริ่มเติบโตน้อยกว่า Supply แน่นอนว่าการแข่งกันลดดอกเบี้ย น่าจะต้องเกิดขึ้นในที่สุด ด้วย NPL ที่ต่ำ 1-2% แต่ ดอกเบี้ยรับ 20+% ช่องว่างในการลดยังมีอีกมาก
ระยะยาว 5+ ปี คนชนะน่าจะเป็นผู้ที่สามารถเสนอดอกเบี้ยได้ต่ำที่สุด ส่วนปัจจัยอื่นๆ เช่น ความเร็วในการได้เงิน, วงเงินที่ได้รับ น่าจะต่างกันได้ไม่มากนัก ขณะที่การติดตามหนี้ เดี๋ยวนี้ก็มี Outsource เต็มไปหมด สุดท้ายน่าจะไม่ต่างกันมาก
ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว ใครหล่ะ ที่มีความสามารถในการลดดอกเบี้ยมากที่สุด?
ผมขอแบ่งกลุ่มผู้ให้สินเชื่อออกเป็นสามกลุ่ม คือ
1.) ธนาคาร/เครือธนาคาร
เช่น ธนชาติ กสิกร Tisco ฯลฯ
ต้นทุนดอกเบี้ย 1.4%
ต้นทุนสาขา สูงมาก (1,000+ สาขา)
ต้นทุนพนักงาน สูงมาก
2.) บริษัทเงินทุน
เช่น MTC, SAWAD ฯลฯ
ต้นทุนดอกเบี้ย 3-4%
ต้นทุนสาขา สูง (1,000+ สาขา)
ต้นทุนพนักงาน สูง
3.) P2P Lending
ปัจจุบันมีเจ้าเดียวคือ Daingern (ASN)
ต้นทุนดอกเบี้ย ไม่มี
ต้นทุนสาขา ไม่มี
ต้นทุนพนักงาน ต่ำ
กลุ่มผู้ปล่อยสินเชื่อ
หากแบ่งกลุ่มตามนี้ แน่นอนว่า ผู้ที่สามารถลดดอกเบี้ยลงได้มากที่สุดคงหนีไม่พ้นกลุ่ม P2P lending แม้ปัจจุบันมีแค่เจ้าเดียว แต่ผู้เขียนเชื่อว่าในอนาคตน่าจะมีเกิดขึ้นอีก ซึ่งการลดดอกเบี้ยจาก P2P lending เริ่มมีให้เห็นแล้ว กล่าวคือ
เดิมที อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อจำนำทะเบียน แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ
1.) ผู้ขอสินเชื่อที่มีเครดิตดี (เครดิตบูโรผ่าน)
ดอกเบี้ยอยู่ที่ 11-15% ต่อปี
2.) ผู้ที่ไม่ผ่านเครดิตบูโร
ดอกเบี้ยอยู่ที่ 15-28% ต่อปี
(MTC, SAWAD ประมาณ 23-24%)
ในปี 2560 Daingern.com (P2P lending) ของ ASN ได้เปิดให้บริการ โดยชูจุดเด่นคือ ดอกเบี้ยต่ำที่สุดในกลุ่ม 2 (ไม่เช็คบูโร) อยู่ที่ 15% ต่อปี ต่ำกว่าเจ้าเดิมๆ มาก > ผ่านมา 2 ปี สามารถปล่อยกู้ไปแล้วกว่า 550 ล้านบาท (แม้ยังไม่ได้โฆษณษาในวงกว้างมีเพียงการโฆษณาใน Facebook เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น) และสามารถคุม NPL ได้ต่ำเท่าเจ้าตลาดที่ประมาณ 1% เท่านั้น แรงจูงใจที่จะลดดอกเบี้ยลงไปอีก จึงเป็นไปได้สูง อาจจะลงไปได้ถึง 11% ต่ำสุดในทั้งสองกลุ่ม เพราะ NPL ของผู้ให้สินเชื่อกลุ่ม 1&2 ไม่ได้ต่างกันมากนัก
แม้ว่า Daingern จะยังไม่ได้โฆษณามาก เพราะว่าปัจจุบันกำลังอยู่ในระหว่างขอใบอนุญาตจาก ธปท. (บริษัทคาดว่าจะได้ใบอนุญาตในเดือน พ.ย. นี้) แต่ก็สามารถปล่อยกู้ไปได้เยอะพอสมควร ถ้าได้ใบอนุญาตแล้ว ผู้เขียนเชื่อว่า ASN จะรุกการตลาดหนักขึ้น ยอดปล่อยกู้น่าจะเพิ่มแบบก้าวกระโดดได้ไม่ยาก >> ผู้ให้สินเชื่อรายอื่นอาจจะลดตาม >> ตลาดจะร้อนแรงกว่านี้มาก
จะเกิดอะไรขึ้นหาก Daingern ลดดอกเบี้ยลงไป 11% และโฆษณาในวงกว้าง?
ด้วยความที่เป็น P2P lending ซึ่งเป็นการปล่อยกู้ออนไลน์ ทำให้ไม่ต้องมีสาขา ไม่ต้องมีค่าพนักงานมากนัก ต้นทุนการเงินก็ไม่มี จึงสามารถลดดอกเบี้ยลงเท่าไหร่ก็ได้ ตราบเท่าที่นักลงทุนยังพอใจ ซึ่งระดับ 11% ต่อปี & NPL 1% ถือว่ายังอยู่ในระดับสูงมาก เทียบกับเงินฝากธนาคารที่ 1-2% ต่อปี หากสภาพการแข่งขันเป็นเช่นนี้ เจ้าเดิมๆ อาจจะต้องปรับกลยุทธ์ใหม่ เพราะการที่มีสาขานับพันในปัจจุบัน แถมพนักงานอีกหลายพัน เป็น Fixed Cost ที่ค้ำคอเอาไว้ แม้เพียงลดดอกเบี้ยจากเดิม 24% ลงมา 13-15% ก็อาจทำให้บางเจ้าขาดทุนได้ มองยาวไปกว่านั้น P2P lending อาจจะไปกระทบผู้ปล่อยสินเชื่อประเภทอื่นๆ ได้อีกเช่นกัน
สรุป
ธุรกิจจำนำเล่ม ระยะสั้นน่าจะยังเติบโตได้ดี
แต่ระยะยาว น่าจะแข่งกันลดดอกเบี้ยเดือดมากขึ้น
ผู้ที่สามารถลดดอกเบี้ยได้มากที่สุด คือ P2P lending
ถ้าเจ้าเดิมๆ ยังไม่ปรับตัว อนาคตอาจจะลำบาก
ปล. สำหรับคนที่ไม่เข้าใจว่า P2P lending คืออะไร
P2P lending คือการลดตัวกลางอย่างธนาคาร/บริษัทเงินทุนออกไป เดิมที เราไปฝากธนาคารได้ดอกเบี้ย 1.4% >>> ธนาคารเอาไปปล่อยต่อเฉลี่ย 4.1% >>> บริษัทเงินทุนกู้ธนาคารไปปล่อยต่อเฉลี่ย 23-24% ซึ่งช่องว่างระหว่าง 1.4% - 24% คือกำไรของสองบริษัท + ค่าใช้จ่ายต่างๆ
.
P2P lending คือการจับเอาผู้ฝากเงิน ไปชนกับผู้ขอกู้เลย ลดตัวกลางออกไป ผู้ฝากเงินก็ได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจาก 1% เป็น 10+% ส่วนผู้ขอกู้ก็ได้ดอกเบี้ยต่ำลง ซึ่ง P2P lending มีมานานแล้ว และเติบโตได้ดีมากในต่างประเทศ และกำลังจะเริ่มมีบทบาทในประเทศไทยในระยะเวลาอันใกล้
มูลค่าการเติบโตของสินเชื่อ P2P lending ทั่วโลก ปี 2557-2568F ที่มา ธปท.
หากชื่นชอบบทความช่วย กดไลค์ กดแชร์ เพื่อเป็นกำลังใจในการเขียนด้วยนะครับ หากผู้อ่านเห็นต่างประการใด/มีข้อมูลผิด คอมเม้นท์กันได้เต็มที่เลยครับ 🙂
Stock Digest
โฆษณา