"คิดอย่าง สวิส" 🇨🇭 🤔
พอดีได้อ่านบทความดีๆ มาอีกแล้ว ประกอบเหตุการณ์โลกและประเทศเราที่กำลังเผชิญ ไม่ว่าสงครามการค้า จีนกับสหรัฐ ช้างชนกันสะเทือนทั้งโลก ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่เข้าใกล้(หรือตกลงไปแล้ว) กับสภาวะเศรษฐกิจถดถอย
หันไปดูปัญหาการชุมนุมประท้วงในฮ่องกง ที่อ้างเริ่มเรื่องจากปัญหากรณีกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน แต่ถ้าคิดจริงๆ ร่างกฎหมายดังกล่าวเพียงแค่จุดชนวนให้การประท้วงเริ่มก่อนเวลาเดือนสองเดือนเท่านั้น เพราะอย่างไรก็เตรียมการประท้วงก่อนครบสถาปนาจีน 70 ปีคือ 1 ตุลาคมที่ผ่านมาอยู่แล้ว
เงื่อนไขการประท้วงจนทุกวันนี้ ก็ยังอ้างเรื่องสิทธิประชาธิปไตย แต่เมื่อไปดูหนัง Joker 🤡 เลยมีมุมมองสาเหตุความอัดอั้นที่เป็นชนวนระเบิดการประท้วงจาก ปัญหาสังคม ความเห็นแก่ตัว ความเอารัดเอาเปรียบ ความแตกต่างของคนในสังคม ที่สร้าง Joker🤡 ออกมาระเบิดอารมย์ในสังคมมากกว่า อันเป็นผลสะสมของระบบทุนนิยม ในฮ่องกง ทำให้คนกลุ่มใหญ่และเยาวชนมีความรู้สึกว่าไม่เห็นอนาคตของตนเองในสังคมที่แตกต่างเช่นนี้ แม้แต่จะหาที่อยู่อาศัยของตนเองและครอบครัว
ขออภัย😊😉 นอกเรื่องไปไกลแล้วประสาเรื่อยเปื่อย ขอตั้งสติกลับมานะ
ที่ยกเรื่องข้างต้นมา เพราะจะให้เห็นว่า หลายเหตุการณ์ ทั้งสงครามการค้า ทั้งการชุมนุมประท้วงที่ฮ่องกง เหตุที่เกิดที่เขาบอก มันไม่ใช่เหตุจริงๆ เป็นเพียงสายชนวนที่เอามาจุดให้ติด แม้แต่ข้อเรียกร้องที่ประกาศออกมา ก็อาจจะไม่ใช่สาเหตุและความต้องการที่แท้จริง
ปัญหาหลักใหญ่ที่เกิดในหลายประเทศ รวมทั้งของเราด้วย คือ การสร้างคุณภาพของคนให้คิดเป็น พัฒนาตัววางแผนอาชีพและมองอนาคตตนได้ เพื่อลดช่องว่างความแตกต่างการกระจายได้ และรัฐต้องดูแลมาตรฐานปัจจัยสี่ให้คนเข้าถึงได้พอควร
พอดีมาอ่าน กรณีศึกษา.. ชาวสวิตเซอร์แลน ลงมติ ไม่รับแผนแจกเงิน เดือนละ 88,000 บาท 😲 (เปื่อยอยากได้😊)
by Praniti Wongkumjan
อ่าน แล้วคิดเอง ว่า ถ้าเป็นเรา จะโหวตรับไหม แจกเงินครึ่งหนึ่งของค่าเฉลี่ย ให้ทุกคนทุกเดือน (โห! เมาตับแตกเลยแบบนี้) เลยขอพาย้นไปดูตามกรณีศึกษา....
ย้อนกลับไปในปี 2016 ข่าวที่ทำให้คนทั่วโลกจับตามองสวิตเซอร์แลนด์ ก็คือการลงมติว่าจะรับแผนแจกเงินขั้นต่ำเดือนละ 2,500 ฟรังก์สวิสหรือไม่!? (ประมาณ 88,000 บาท)
แผนดังกล่าว คือการจะแจกเงินเดือนขั้นต่ำให้กับชาวสวิสทุกคนที่เป็นผู้ใหญ่ รวมถึงชาวต่างชาติที่เข้ามาอยู่อาศัยเกิน 5 ปี โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องมีงานทำ
แผนแจกเงินฟรีๆ ครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร กฎหมายสวิตเซอร์แลนด์ ก็อยากให้คนในประเทศมีส่วนร่วมกับทิศทางของประเทศ และเคารพในเสียงส่วนนั้น
ก่อนอื่น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีประชากรประมาณ 8.6 ล้านคน แต่ละคนมีรายได้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 200,000 บาท
การแจกเงินเดือนละ 88,000 บาท จึงเทียบได้เกือบครึ่งหนึ่งของรายได้เฉลี่ยคนทั้งประเทศ
เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น หากเทียบกับไทย ที่คนมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 16,000 บาท ก็เท่ากับการแจกเงินผู้ใหญ่ทั้งประเทศ 7,000 บาททุกเดือน
ทางฝ่ายที่สนับสนุนแผนแจกเงิน ก็มีเหตุผลของพวกเขา เช่น…
- ในยุคเทคโนโลยี มีการใช้ AI และหุ่นยนต์เข้ามาทำงานมากขึ้น ทำให้เหลืองานสำหรับคนน้อยลงไปทุกวัน
- การรับประกันเงินขั้นต่ำจะช่วยให้ประชากรได้ทำในสิ่งที่ตนเองรัก มีความถนัดจริงๆ และมีความสุขมากขึ้น
- การมีรายได้เท่าเทียม มีการรับประกันเงินขั้นต่ำ จะทำให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น
- รวมถึงมีงานบางอย่างที่ทำ แล้วไม่เกิดรายได้ เช่น การทำงานบ้าน การเลี้ยงลูกให้เติบโต สิ่งเหล่านี้ก็ถือว่าเป็น “การทำงาน” ที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศด้วยเช่นกัน
ขณะที่ฝ่ายต่อต้านแผนงานดังกล่าว ระบุว่าจะเกิดข้อเสียมากกว่าข้อดี
- จากจำนวนผู้ใหญ่ประมาณ 6.4 ล้านคนในประเทศ ถ้าต้องจ่ายเดือนละ 88,000 บาท เท่ากับว่าเป็นค่าใช้จ่ายสูงถึง 560,000 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 6.7 ล้านล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ ยังจะเกิดปัญหาในสังคม จากการที่คนต่างชาติจะพยายามอพยพเข้ามาในสวิตเซอร์แลนด์มากขึ้น เพื่อหวังจะรับเงินเดือนขั้นต่ำนี้อีก
การโหวตจึงจัดขึ้นในวันที่ 5 มิถุนายน 2016 เพื่อลงมติ
และผลปรากฏว่า ประชาชน 77% ไม่เห็นด้วยกับแผนแจกเงินเดือน ขณะที่ 23% เห็นด้วยกับแผนดังกล่าว
มติดังกล่าวจึงถูกตีตกไป และกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก ว่าคนสวิสนั้นต่อต้านแผนการแจกเงินให้เปล่า
ทั้งที่ถ้าพวกเขาโหวตรับแผน คนที่มีงานทำ ก็จะมีเงินมากกว่าเดิม ขณะที่คนไม่มีงานทำ ก็มีเงินเข้าบัญชีสบายๆ ไปทุกเดือน
มีการวิเคราะห์ว่า ชาวสวิสอาจจะกังวลถึงผลระยะยาวของการแจกเงิน ว่าอาจจะส่งผลเสียอะไรตามมาภายหลังหรือไม่!?
ว้าว 😖 อดเลย ว่าจะได้รีบไปอยู่สวิตฯ เมืองสวย อากาศดี เศรษฐกิจเยี่ยม ทำไมเขาถึงไม่เอากัน เงินฟรี ได้ใช้สบายๆ เสียดายแทนจัง 😏🤔 เลยมาดูกันว่า ค่านิยม มายเซ๊ท ของชาวสวิต สร้างกันมาอย่างไร จึงคิดจึงโหวต "NO"
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่ "รวย" ติดอันดับต้นๆของโลก เขาสอนให้คนมีคุณภาพ โดยวางรากฐานความคิดด้านการเงินที่ถูกต้องเพียงเรื่องเดียว จะทำให้เด็กสวิตเซอร์แลนด์มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ครบทุกด้าน ทั้งการเงิน การงาน การมีครอบครัว ตลอดจนช่วยลดปัญหาเรื่องการท้องในวัยเรียน...
โดยมีตัวอย่างวิธีการสอน 5 เรื่องที่สร้าง Mindset ให้กับเยาวชนสวิตเซอร์แลนด์
เรื่องที่ 1.ไม่ได้สอนให้ลูกซื้อของที่ถูกที่สุด แต่สอนให้ลูกซื้อของตามความคุ้มค่าที่สุด
ถ้าต้องการซื้อของแพงก็ไม่ว่า เช่นถ้าอยากซื้อมือถือ iPhone ก็ไม่ว่า แต่โรงเรียนก็จะสอนแม้กระทั่งวิธีการคิดว่าซื้อของยังไงให้คุ้มค่า ซึ่งก็จะสอนให้เด็กเทียบราคามือถือกับระยะเวลาในการใช้งาน
ยกตัวอย่างตัวเลขสมมุติ เช่น iPhone 1 เครื่องราคา 27,000 ถ้าใช้ได้ 4 ปี ก็จะตกปีละ 6,750 บาท เทียบกับมือถือเครื่องอื่นที่ราคา 20,000 ซึ่งดูเผินๆอาจถูกกว่า แต่ถ้าใช้ได้แค่ 1-2 ปี ก็แปลว่าไม่คุ้มค่าเท่าเครื่องที่ราคาแพง
เรื่องที่ 2.ถ้าอยากประหยัดเงิน ให้ประหยัดเวลาดีกว่า
คนสวิตเซอร์แลนด์จะให้ความสำคัญกับ “เวลา” มากกว่าเงินทอง เพราะเค้าเชื่อว่าเงินจะหาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เวลาเป็นทรัพยากรเดียวที่เราไม่สามารถซื้อเพิ่มได้ไม่ว่าจะรวยล้นฟ้าแค่ไหนก็ตาม
เรื่องที่ 3 สอนลูกให้ออมเงินเหมือนชาติอื่น แต่เป้าหมายต่างกัน
สิ่งที่คนสวิสจะสอนลูกเวลาเก็บเงินคือ จะไม่บังคับ ถ้าจะให้ลูกหยอดกระปุกจะไม่ใช้การบังคับ เช่นไม่กำหนดว่าต้องหยอดกระปุกทุกวัน หรือไม่ได้ตั้งเป้าหมายที่ดูกดดันอะไร
"แต่ใช้การจูงใจแทน” เพราะเค้าเชื่อว่าถ้าหากบังคับ จะทำให้เกิดการต่อต้านและใช้เงินมากกว่าเดิม
4 สอนให้คำนวนการใช้เงินเมื่อมีความรัก การใช้เงินของครอบครัว
ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องแบบนี้ก็สอนกันตั้งแต่ 7-8 ขวบเช่นกันว่า ถ้าเริ่มใช้ชีวิตกับใครสักคนหนึ่ง ค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตคู่จะมีอะไรบ้าง อย่างเช่นค่าเช่าบ้าน ค่าอาหาร ค่าผ่อนรถ ค่าประกัน ค่าน้ำที่เราดื่ม ฯลฯ
สิ่งที่ได้จากเรื่องนี้มีค่าอย่างมหาศาล เพราะกลายเป็นลูกเข้าใจพ่อแม่ว่าต้องมีค่าใช้จ่ายเยอะแค่ไหน ทำให้คิดเรื่องการใช้เงินมากขึ้น
และที่สำคัญยังช่วยลดปัญหาการท้องในวัยเรียนเพราะเด็กรู้ตัวดีว่าไม่มีเงินจะดูแลใครไม่ได้ และเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตแบบครอบครัวนั้นมันสูงจริงๆ
เรื่องที่ 5 สอนเรื่องการเงินกับการวางแผนอาชีพ
ตัวอย่างเช่น สอนว่ารัฐบาลหักเงินเราไปเท่าไหร่ ตอนเกษียณอายุเราจะได้เงินคืนเท่าไหร่ ทำให้รู้จักมองอาชีพว่าแต่ละอาชีพได้เงินเดือนมาเท่าไหร่ ทำให้เด็กสวิสรู้จักการวางแผนเรื่องอาชีพของตนเองต่อไป และสนใจการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ
คุณภาพทางการเงิน หรือสิ่งที่จะทำให้รวยได้นั้น ต้องเข้าใจให้ชัดในทาง"มูลค่า" และ "คุณภาพ" เงินต่างหาก
ทำให้ ในตอนนี้ประเทศ "สวิตเซอร์แลนด์" เป็นประเทศที่รวยติดอันดับต้นๆของโลก มีความสงบเรียบร้อยมั่นคงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยประมาณการณ์ว่ามีจำนวนมหาเศรษฐีชื่อดังอยู่ถึง 91 คน และความมั่งคั่งรวม $240 พันล้าน เพราะ Mindset ที่ถูกปลูกฝังกันมาแบบนี้นี่เองตั้งแต่รุ่นลูก จนส่งต่อถึงรุ่นผู้ใหญ่
เพราะเขาเห็น"คุณค่า"ของเงิน ขนาดรัฐอยากแจกเงินให้ เขายังลงประชามติ เกือบ 80% ไม่เอาเงินแจก จนตกไป ถ้าเป็นเราหละ 555 ไม่อยากคิด🤔
ใกล้ถึงวันสวรรคต ครบรอบ 3 ปีของพ่อหลวงเรา เราเองทุกคนรักพ่อหลวง ในหลวงที่ทรงงานเพื่อประชาชนตลอดเวลามาอย่างยาวนาน ทั้งนี้เพื่อให้ชาติไทยเราลดความเหลื่อมล้ำ ให้ทุกคน อย่างน้อยให้ พออยู่ พอกิน และพัฒนาตนให้ พอกิน พอใช้ จนสามารถ อยู่ดีมีสุข คือแนวทางการดำเนินชีวิตที่ทรงพระราชทานให้เรา
เรารักพ่อ แล้วเราทำตามที่พ่อสอนกันไปถึงไหนแล้ว 😊
ช่วยกันสร้างสังคมดีๆ รัก-สามัคคี เอื้ออาทรกัน
สังคมดี ไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง หรือเพียงลำพังแต่ให้รัฐสร้างขึ้น แต่เกิดจากคนดีๆ ในสังคมนั้นช่วยกันก่อสร้างมา รักนะ😚
ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมอ่านบทความที่เรื่อยเปื่อย ชอบบ่น 55+ เขียนในสิ่งที่อยากจะเขียน ครับ อาจขัดใจใครไปบ้างก็กราบขออภัย อย่าแบนผมน่ะ🙄 แค่คิดตั้งใจอยากมีส่วนช่วยกันถ่ายทอดความคิดที่เห็นว่าดี น่ารักน่ากอด
ลืมไม่ได้อ้างอิงซักหน่อย : https://www.billionmindset.com/swiss-reject-basic-income/
สุดท้าย กดเถอะติดตาม ย้อนขึ้นไป⬆️กดเข้าไว้ก่อน แล้วค่อยลงมา กดรัก 😊😍❤💖 เปื่อยทีหลังก็ได้ 😙😚
4.6K รับชม
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      • หนึ่งคนตด หมื่นคนตาย เรื่องราวการผายลมของทหารโรมัน ที่ทำให้มีคนตายเป็นหมื่นคน!?
      โรคอ้วนในเด็ก สภาพสังคมปัจจุบันที่เปลี่ยนไป แต่ละวันเต็มไปด้วยความเร่งรีบ ส่งผลให้พฤติกรรมการรับประทานอาหารเปลี่ยนไป จากที่เคยทำกับข้าวทานเองในบ้าน เปลี่ยนเป็นทานอาหารฟาสต์ฟูด ทานอาหารประเภทสำเร็จรูป ส่งผลให้เด็กเกิดภาวะน้ำหนักเกิน อาจส่งผลให้เกิดโรคอ้วนในเด็ก และอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้ทั้งสุขภาพทางกายและสุขภาพจิต
      รัฐบาลญี่ปุ่นเล็งตัดสิ่งอำนวยความสะดวกแก๊งยากูซ่า ภายในปี 2030 แก๊งยากูซ่าทั่วประเทศ จะไม่สามารถใช้ทางด่วนได้ !
      ประเทศเดียวในโลก ที่บอลเตะกันถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายแล้ว ปัญหายังตามมาไม่จบสิ้น เมื่อล่าสุด กสทช. แจ้งกกท. ให้คืนเงิน 600 ล้านบาทใน 15 วัน เรื่องราวเป็นอย่างไร เราจะอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด สำหรับค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2022 ที่ฟีฟ่าตั้งราคาไว้ คือ 1,180 ล้านบาท แต่เมื่อไม่มีเอกชนซื้อ ทำให้กกท. ต้องเป็นคนกลางในการประสานซื้อลิขสิทธิ์จากฟีฟ่าให้ ไม่อย่างนั้น คนไทยอาจไม่ได้ดูบอลโลกทางโทรทัศน์
      ดูทั้งหมด