Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Dr.Dark
•
ติดตาม
14 ต.ค. 2019 เวลา 13:35 • สุขภาพ
การซักประวัติ จุดเริ่มต้นสู่การวินิจฉัยโรค
การวินิจฉัยโรคของแพทย์ อาศัยข้อมูลจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ ร่วมกัน
การซักประวัติ เป็นสิ่งที่ทำให้ได้ข้อมูลเบื้องต้นว่าเป็นโรคอะไรได้บ้าง
และสามารถนำไปสู่การวินิจฉัยได้ 70-80% ของโรคทั้งหมด
การตรวจร่างกาย ช่วยในการยืนยันข้อมูลจากประวัติ
ช่วยแยกโรคที่สงสัยจากการซักประวัติ
ถึงจุดนี้ มักจะให้การวินิจฉัยโรคได้ 80-90%
ส่วนการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ ใช้ยืนยันโรคที่สงสัยเป็นหลัก
และช่วยแยกโรคที่สงสัยจากประวัติและการตรวจร่างกาย ซึ่งเหลืออยู่ไม่กี่โรค
การส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการโดยไม่สนใจประวัติและการตรวจร่างกาย
จะกลายเป็นการส่งตรวจที่สะเปะสะปะ สิ้นเปลือง
และมักจะจบที่ไม่สามารถแปลผลได้
แต่คนไข้มักจะไปสนใจกับการส่งตรวจเลือด ส่งเอกซ์เรย์ มากจนเกินเหตุ
สมัยผม เป็นนักศีกษาแพทย์ (นศพ.) ปี 4 ซึ่งเป็นปีแรกที่ต้องขึ้นวอร์ด รับผู้ป่วยใน
วอร์ดแรกที่ขึ้น คือวอร์ดเด็ก
คนไข้คนแรกที่ต้องเขียนรายงานคือเด็ก อายุ 8 ขวบ
แล้วปัญหาของการซักประวัติก็เริ่มขึ้น
ถามอะไรไปก็ไม่ตอบ 😱
(ตอนนั้นรู้สึกว่า ขนาดเด็กโต 8 ขวบ ยังซักยากขนาดนี้ แล้วเด็กเล็กจะทำยังไง 😑)
สุดท้ายก็ต้องอาศัยที่พึ่งซึ่ง นศพ. มือใหม่มักใช้เสมอ ก็คือ . . .
รายงานของแพทย์ประจำบ้าน และบันทึกของพยาบาล
แต่... แน่นอนล่ะ มันไม่ละเอียดพอสำหรับ นศพ. ที่จะเขียนรายงานส่งอาจารย์
ต้องไปซักรายละเอียดเพิ่ม
แต่อย่างน้อยก็พอได้แนวทาง ว่าจะไปถามอะไรเพิ่มบ้าง
หลักจากปลุกปล้ำกับเด็ก 8 ขวบอยู่ไม่ต่ำกว่า 3 วัน
กว่าจะคุยด้วย และยอมตอบคำถามแต่โดยดี
จนได้ข้อมูลรายละเอียดมากพอที่จะเอาไปเขียนรายงาน
ด้วยความเป็น นศพ.มือใหม่ ย่อมกังวลกับการส่งรายงานครั้งแรก
ก็เลยขอดูรายงานของเพื่อนที่รับคนไข้คนเดียวกัน
1
แล้วก็พบว่ามีประวัติที่ไม่ตรงกันหลายจุด เช่น ของเพื่อนมีระบุว่าคนไข้มีคลื่นไส้ อาเจียน กินอาหารไม่ค่อยได้
เลยย้อนกลับไปถามเด็กน้อยใหม่ว่า มีคลื่นไส้ อาเจียนด้วยเหรอ
ถามย้ำแล้ว ย้ำอีก ก็ได้คำตอบว่า “ไม่มี”
ในขณะที่เพื่อนก็ยืนยันว่าถามแล้ว เด็กน้อยตอบว่ามี 🤔
แต่หลังจากผ่านไปเป็นสัปดาห์
รายงานก็ส่งอาจารย์ไปแล้ว
มาถึง ณ จุดที่ตีซี้เด็ก จนขนาดนั่งเขียนรายงานอยู่ เด็กก็มานั่งตัก
(บางคนมาแย่งปากกา แล้ววิ่งหนีอีก ต้องมาไล่จับกัน กว่าจะเขียนเสร็จ 😅)
ได้ย้อนกลับไปถามเด็กน้อยอีกครั้ง ว่าตกลงมีคลื่นไส้อาเจียนมั้ย
ก็ยังได้คำตอบเดิมว่าไม่มี
และเมื่อถามว่าทำไมตอบพี่อีกคน อีกอย่างนึง
ก็ได้คำตอบว่า
“หนูอ้อนพี่เค้า”
ใครว่า เด็กไม่โกหก 😱😱😱
ตอนนั้น บอกกับตัวเองเลยว่าไม่เรียนเป็นหมอเด็กแน่นอน 😂
การให้ประวัติผิด ๆ ข้อมูลผิด ๆ ย่อมนำไปสู่การวินิจฉัยผิด
แต่พอวินิจฉัยผิด ก็มาฟ้องร้อง ร้องเรียน
(ในขณะที่บางอาชีพ เวลาตัดสินผิด จับแพะ กลับบอกว่าตัวเองไม่ผิด หลักฐานมาแบบนั้น
แล้วทำไมไม่เอะใจว่าหลักฐานมันแปลก ๆ
ทำไมไม่ขอหลักฐาน & พยานเพิ่มบ้าง 😒)
อีกอย่างที่ต้องขอร้องเลย อย่าตอบคำถามแบบนี้ มันเสียเวลา และทำให้หมอหงุดหงิด เช่น
เป็นอะไรมา -> ไม่สบาย, บอกไม่ถูก, อ่านเอาเองดิ (อ่านจากที่คนอื่นซักมาก่อน)
เป็นมานานเท่าไร -> นานแล้ว, หลายวัน, จำไม่ได้
แต่ก็ยังเจอคำตอบแบบนี้ทุกวันที่ตรวจคนไข้
เพราะฉะนั้น AI ไม่ได้เกิดหรอก AI เจอแบบนี้เข้าไป error หมด 🤣
หรือการที่ญาติแย่งตอบหมด แถมญาติไม่รู้แต่ตอบมั่วมาอีก
ที่หนักกว่านั้นคือ ตอบคนละอย่างกับคนไข้เลย
แล้วยังมาร้องเรียนว่าหมอไม่สนใจญาติ 🙄
บางคน ถามว่าเจ็บตรงไหนก็ไม่ตอบ
แล้วก็ด่าว่า เจ็บจะตาย_่าอยู่แล้ว หมอไม่ทำอะไรสักที 😑
ในขณะที่คนไข้บางคน เตรียมตัวมาอย่างดี จดในกระดาษมา
กลัวบอกอาการหมอไม่ครบ
อันนี้ดีงาม ไม่เสียเวลานึกด้วย 😄
ประวัติ เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการวินิจฉัยโรค
โปรดให้ความร่วมมือในการตอบคำถามที่หมอถามด้วยเถอะ
เพื่อประโยชน์ของคนไข้เอง
บันทึก
16
5
2
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
ประสบการณ์จริง ไม่อิงนิยาย
16
5
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย