23 ต.ค. 2019 เวลา 11:27 • ท่องเที่ยว
รู้หรือไม่ ไทยก็มี WWOOF
Go with the flow
“Go with the Flow” เราเคยคิดว่ามันก็เป็นเพียงแค่ประโยคเท่ ๆ และไม่เคยเข้าใจความหมายที่แท้จริงของมันซักที จนถึงวันที่เราเรียนจบ และอยู่ในช่วงของการรอวันเริ่มงานประจำ เลยอยากจะ flow ไปซักที่หน่อย และแล้วเสียงในหัวก็ได้ตั้งคำถามขึ้นมาอย่างฉับพลัน “แล้วตรูจะ flow ไปไหนดีวะ”แต่อยู่ดีๆ โครงการ WWOOF ซึ่งเป็นหนึ่งในลิสต์ที่ตั้งใจจะลองดูซักครั้งก็ถูก pop up ขึ้นมาอย่าง accidental เอาล่ะ จัดเลย รออะไรล่ะคร้าบบบบบ!!!
หลายคนคงเคยได้ยินโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม WWOOF ที่ดึงดูดเหล่านักเดินทางสายลุยและชอบผจญภัยไปเป็นอาสาสมัครหรือที่เรียกกันว่าเหล่า WWOOFer มาแล้ว ฉะนั้นเราจะไม่ลงดีเทลมาก
ประเทศยอดฮิตที่เหล่าประชาชีชอบไปก็มีทั้ง ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ รัสเซีย เยอรมัน ไต้หวัน ฯลฯ
งานที่ให้เราสามารถเลือกทำได้มีหลากหลายประเภทตามแต่จริตจะพาไป ไม่ว่าจะเป็นสอนหนังสือเด็ก ทำอาหาร ทำขนม ต้อนรับลูกค้า แต่จุดขายของ WWOOF ที่แท้จริงก็คือ “การทำเกษตรอินทรีย์”
และวันนี้ทางเราจะมารีวิวประสบการณ์การเป็น WOOFer ในประเทศไทยกันบ้าง โดยทางเรารับบท WWOOFer เป็นเวลาทั้งหมด 2 อาทิตย์ มาดูกันเล้ยย ><
Thailand, Thank god I found you!!!
เราไม่ได้ตั้งใจจะลงเอยที่พี่ไทยตั้งแต่แรก ใช่แล้ว พวกเธอได้ยินไม่ผิด เราไม่ได้ตั้งใจจะมา WWOOF ในไทย สาเหตุคือไม่รู้ว่ามันก็มี กรั๊ก ๆ เหตุเกิดจากความว่างบวกกับลูกบ้าใด ๆ ในตัวก็ไม่รู้ ทำให้เรามองหาอะไรที่น่าตื่นเต้นทำ แบบว่าหาความท้าทายใหม่ๆเป็นกิมมิคให้ชีวิต สายเขียวอย่างเราก็ไม่พ้นความอยากสนิทสนมกับธรรมชาติ เรา research โครงการนี้หลายประเทศมากๆ หาไปหามา ดันมาเจอว่าพี่ไทยของเราก็มีโครงการนี้ด้วยหวะแก
เราหาข้อมูลของฟาร์มในประเทศไทยที่เปิดให้เหล่า WWOOFer เข้ามาประลองฝีมือ สุดท้ายทางเราตัดสินใจอย่างไม่ลังเลที่จะปักหลักที่ “แซตอม ออร์แกนิค ฟาร์ม” จังหวัดสุรินทร์ ถ้าถามว่าเพราะอะไร คำตอบก็ไม่ซับซ้อน เป็นเพราะ หน้าเว็บนางสวยนั่นเอง อะท้าพิสูจน์ตามหน้าเว็บด้านล่างเลยจ๊ะ แถมบอกรายละเอียดชัดเจน (no sponsor ใดๆ นะ)
เรามารู้ทีหลังว่าฟาร์มนี้ ขุ่นพี่เป๊ก ผลิตโชคมาถ่ายรายการด้วย ถึงจะไม่ใช่นุช แต่ก็ขอสะดีดสะดิ้งหน่อย อย่างน้อยก็ได้ชื่อว่ามาฟาร์มเดียวกับพี่เป๊กผลิตหละวะ ฮ่า ๆ
Skip ย้อนกลับไป 2 เดือนก่อนหน้า เราไปเรียนภาษาที่ประเทศจีน เลยมีโอกาสได้ทานข้าวของจังหวัดสุรินทร์ที่ถูกส่งไปขายที่นู่น ยังจดจำความรู้สึกของข้าวที่กระทบลิ้น ชวนเล่าเรื่องราวของความหอมนุ่มกลายเป็นนิยามของคำว่าอร่อย sus sus
อยู่ไทยมาตั้งนานไม่เคยได้ทาน ดันหลงใหลข้าวของประเทศตัวเองในดินแดนมังกรซะงั้น
ไม่ได้บิน แต่ฟินรถทัวร์
หากเดินทางโดยเครื่องบินแนะนำให้จองแอร์เอเชีย โดยเลือกจองไปที่จังหวัดสุรินทร์ แต่จะได้ไปลงที่สนามบินบุรีรัมย์ก่อน จากนั้นจะมีรถตู้รับไปส่งที่จังหวัดสุรินทร์ โดยฟาร์มจะเป็นทางผ่านเข้าตัวเมืองพอดี สามารถบอกรถตู้ให้จอดหน้าฟาร์มได้เลย
แต่แล้ว ภาพการขึ้นเครื่องบินที่กล่าวมาเมื่อซักครู่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงสำหรับเรา เนื่องจากเราจองปุ๊ปปั๊ป เลยไม่เจอเที่ยวบินที่ลงตัว ทางเราจึงเลือกเดินทางโดยรถทัวร์นครชัยแอร์ มาลงที่ขนส่งสุรินทร์
จากนั้นจึงต่อรถตู้ที่ขนส่งมาลงจอมพระ ราคาเพียง 20 บาท ให้บอกคนขับว่าลงปั๊ม ปตท. จอมพระ แล้ว Host หรือเจ้าของฟาร์มจะมารับเราที่นี่
ข้อเสียคือเรื่องเวลาที่ค่อนข้างยาวนานกว่าเครื่องบิน เราใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมงในการเดินทาง
ความรู้สึกห่อเหี่ยวดันถูกทดแทนด้วย Service ดีดีจากทางพี่นครชัย ด้วยความเก้าอี้นวดพร้อมปรับระดับนั่งสบายมาก มีข้าวให้ทาน 1 กล่อง ถ้าใครเป็นมังหรือนับถือศาสนาอิสลาม ก็เลือกตั้งแต่ตอนจองตั๋วได้ว่าจะไม่ทานอะไร พี่เขาจัดให้ตามขอแน่นอน มีน้ำผลไม้ 1 กล่อง ขนมขบเคี้ยว 1 ห่อ น้ำเปล่าอีก 1 ขวด
ทั้งหมดนี้ในราคา 384 บาท เป็น Gold Class VIP ด้วยนะ คุ้มกว่านี้มีอีกไหมค่ะขุ่นพะรี่
ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 กว่ากิโล เรามาถึงในเวลาที่พระอาทิตย์ตกดินไปแล้วหลายชั่วโมง และนี่คือคอนโดขนาดย่อมสำหรับนอนพักในฐานะ WWOOFer ของเรา เท่เป็นบ้าาา
เพื่อนใหม่ต่างสปีชีส์
เราตื่นมาและพบว่าชีวิตไม่เหงาอีกต่อไปเมื่อได้เริ่มทำตัวสนิทสนมกับไอ้เปี๊ยก”เจ้าถิ่นแห่งแซตอมนนั่นเอง ความสาระแนอยากรู้ว่าทำไมนางถึงชื่อว่า เปี๊ยก ได้ความมาว่า เปี๊ยกเป็นภาษาชนเผ่าแปลว่า กล้วย หรอวะ? (ชนเผ่าไหนวะ555) คือเราก็ไม่แน่ใจ เขาบอกมายังงี้ ไม่รู้จริงรึเปล่านะ ลองไป research เพิ่มดู แต่ไม่ว่ามันจะเป็นไอกล้วยหรือไอเปี๊ยกก็เรื่องของมันสินะ
อาหารเท่ ๆ แบบ Local Style
ทุกๆ เช้า Host จะทำข้าวใส่ปิ่นโตมาให้ทาน หน้าตาก็จะประมาณนี้ สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปแต่ยังคงยืนยันอยู่ภายใต้ธีมเดิม ไม่พ้นเหล่าน้องปลาทู และไข่เจียว ที่สำคัญคือข้าวแต่ละมื้อก็เป็นข้าวในฟาร์มนี่แหละ บอกเลยทานไป มองวิวทุ่งนาไป ฟินที่สุดคร้าบบบบบบบ
เมื่อถึงครานักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือน ทางเราจะจัดเป็นเซตขาย 150 บาท พร้อมสาโทให้ชิมฟรี เราเลยได้ทานปลาทูบ่อยมากกกกกก
ในฐานะลูกฟาร์มมือใหม่
Host สอนเราทำน้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า ด้วยความที่เป็นฟาร์มเกษตรอินทรีย์ จะมีองค์กรออร์แกนิคไทยแลนด์มาตรวจสอบอยู่เสมอ เรื่องมาตรฐานก็คงไม่ต้องพูดถึง
ทาง Host ให้เรา คัดข้าว โดยการคัดเมล็ดข้าวเปลือกออก ทั้งชั่งกิโลข้าว 1 โลบ้าง 2 โลบ้างแล้วแต่ออเดอร์ โดยทางฟาร์มเปิดรับออเดอร์ออนไลน์ทั้งในเว็บและในเฟซบุ๊ค
เราทำตั้งแต่คัดข้าว ซึ่งข้าวก็จะมีหลายเกรดตั้งแต่เกรด 1 เกรด 2 และ 3 ลดหลั่นไปตามคุณภาพ จากนั้นก็จะอัดข้าวให้เป็นสี่เหลี่ยม ติดฉลาก พร้อมทั้งไปส่งข้าวเพื่อขายที่ร้านค้า partner
ข้าวของที่นี่ มีทั้งพันธ์ “มะลิโกเมนสุรินทร์” อีกพันธุ์ที่เด็ดไม่แพ้คือ “ผกาอัมปึล” ตามมาด้วย “ข้าวกล้องมะลินิลสุรินทร์” “ข้าวซ้อมมือมะลินิลสุรินทร์” และ “ข้าวไตรจัสมิน” ป้ายออร์แกนิคไทยแลนด์ที่ติดอยู่บนฉลาก ไม่ใช่ทุกฟาร์มจะได้มาติดกันง่าย ๆ นะ ขออนุญาติ “พราวทูบี เอะ วูฟเฟ่อ แอท ดิส ฟาร์ม” ซะหน่อย
จังซี่มันต้องถอน
อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นทีเด็ด สายปาร์ตี้ สายดริ๊งก์อย่างเราพลาดไม่ได้เลยก็คือ แถ่น แทน แท๊น… “สาโท” ซึ่งจริงๆ แล้ว สาโทเป็นสุราแช่ประเภทหนึ่ง ทำจากข้าวชนิดต่าง ๆ ส่วนผสมจะมีความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ ผ่านการหมักด้วยแป้งหรือเชื้อราและยีสต์ แต่มีแรงแอลกอฮอล์ไม่เกิน 15 ดีกรี ที่นี่มีสองสูตร ได้แก่ “กล่อมทุ่ง” และ “จุติ”
รสชาติประหนึ่งฟูลมูน บอกเลยว่าเด็ดมาก (ก.ไก่ล้านตัว) คอนเฟิร์มโดยสายแข็ง ราคาเพียงขวดละ 350 บาทเท่านั้น แต่ยังคงอยู่ในช่วงทดสอบรสชาติ ยังไม่เปิดรับออเดอร์ข้างนอก ขายเฉพาะในฟาร์มค่ะคู๊ณณณ
ที่นี่ชาวบ้านจะช่วยกันติดฉลากสาโท โดยนำบางอย่างมาครอบไว้ที่หัวขวด ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่ามันเรียกว่าอะไร จุ่มลงในน้ำร้อนเพื่อเคลือบปากขวด จุ่มเสร็จก็เป็นแบบนี้เลย
manual กว่านี้มีอีกไหมคะ ทางฟาร์มยังคงปรับสูตรสาโทกันต่อเนื่องจนทางเราไม่ได้ทำงานต่อเลยในวันนั้น ...
มันเป็นโสงโหลงเสงเหลง มันเป็นมะโหร่งมะเหร่ง มันเป็นคือโซ่บ่เค่ง มันเป็นวินวินเซ็งเซ็ง! LOL
1
รับบทเป็นไกด์
อีกความท้าทายหนึ่งได้เกิดขึ้นเมื่อทางเราต้องรับบทเป็นไกด์ในวันที่เจ้าของฟาร์มไม่อยู่ เพื่อต้อนรับนักศึกษาบรูไน คณะเกษตรที่มาแลกเปลี่ยนในประเทศไทยและต้องการมาศึกษาฟาร์มเราไว้เป็นแนวทาง
เป็นอีกโอกาสหนึ่งที่เราได้เป็นกระบอกเสียงให้ฟาร์มออแกนิคไทยได้ถูกพูดถึงในเหล่าชาวต่างชาติ พูดได้เต็มปากว่าทางเราเป็นทุกอย่างให้ฟาร์มแล้วจริงๆ (เสียงพี่ทอม room39 ลอยมา)
ชื่นชมมรดกวัฒนธรรมสุรินทร์
ทางเราก็ไม่ได้นั่งแพ็คข้าวจนหน้าเมือกไปวัน ๆ นะจ๊ะ Host แอบพาไปเที่ยวปราสาทจอมพระ เลยได้เข้ามาเปิดหูเปิดตาในเมืองซะหน่อยด้วย
เมื่อก่อนที่นี่เคยเป็นสถานพยาบาลและที่พักผ่อนสำหรับคนที่เดินทางไปมาระหว่างไทยกับเขมร นับได้ว่าเป็นแหล่งมรดกวัฒนธรรมล้ำค่าแห่งหนึ่งของไทยเรา
ของเล่นชิ้นใหม่กับเพื่อนดารา
Host และคนในฟาร์มสอนเราถักตุง ซึ่งเป็นการใช้ไหมพรมมาถักเป็นโมบายรวมกัน เพื่อห้อยประดับ ลักษณะเป็นไม้ 4 แฉก จะถักเฉพาะวันพระใหญ่ เขาว่ากันว่าชาวบ้านนิยมถักตุงมาประดับที่งานเทศ เพราะมันเป็นสัญลักษณ์ของการเวียนว่ายตายเกิดจ้า
ก่อนจากเรามีโอกาสได้แวะเข้ามาดูช้างดารา ที่เรียกว่าดาราเพราะนางเคยเล่นเรื่องสุริโยทัยแล้วน่ะสิ และยังเป็นเชือกเดียวกับช้างในโฆษณาเบียร์ช้างด้วย เท่เป็นบ้า เจอช้างดารา ตื่นเต้นได้เป่า
จบไปกันแล้วกับการรีวิวประสบการณ์เบาๆ ในฐานะ WWOOFer คนนึงในฟาร์มของประเทศไทย
เราเชื่อว่าการได้มาเป็น WWOOFer ที่ไทยก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลามากนักในการเตรียมตัวไปต่างประเทศ หรืออยากเข้ามาร่วมเป็นอาสาสมัครทำการเกษตรอินทรีย์แต่ไม่อยากไปต่างประเทศ หรือใครก็ตามที่เคยไป WWOOF ที่ต่างประเทศแล้วแต่อยากมาลองในประเทศของตนเองบ้าง ก็มาดิค้าบบบ
ทุ่งนาเขียวขจีสุดลุกหูลุกตา อากาศบริสุทธิ์ที่เรากล้าสูดได้เต็มปอดแบบไม่ลังเล เป็นแหล่งชาร์ตแบตก่อนเริ่มทำงานชั้นดี
ก่อนที่จะต้องกลับสู่ชีวิตสังคมเมืองที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบและปฏิเสธไม่ได้ว่าสภาพอากาศไม่น่ารักแบบที่คาดหวัง เราได้รับบทเป็นทั้งชาวนา เป็นล่าม เป็นมัคคุเทศก์ เป็นคนขับรถ เป็นทุกอย่างให้ฟาร์ม
สิ่งสำคัญคือเราได้รู้จักพันธ์ข้าวไทยที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งที่เป็นคนไทยแท้ ๆ แต่ตอนอยู่ไทยกลับไม่เคยทานข้าวสุรินทร์เลย กลับได้ไปทานที่ต่างแดนแทน คิดแล้วก็เจ็บใจ
เราเชื่อว่ายังมีอีกหลายๆคนที่ยังไม่รู้ว่าไทยเรามีฟาร์มที่เปิดรับเหล่า WWOOFer ให้มาร่วมเติมเต็มและเสพประสบการณ์สีเขียวอีกมาก
หากใครอยากจะเข้าร่วมโครงการสามารถเข้าไปลงทะเบียนกันได้ search google พิมพ์ว่า WWOOF Thailand โลดดดดด
หน้าเว็บไซต์ WWOOF Thailand
ชำระเงินค่าสมาชิกเป็นจำนวน 47.8 ยูโร ตีเป็นเงินไทย 1,602.63 บาท
ค้นหาฟาร์มเลยจ้า อยากได้ฟาร์มแนวไหน search! อยากได้จังหวัดอะไร พิมพ์!
เมื่อเจอฟาร์มที่ชอบ จังหวัดที่ใช่ ติดต่อไปเลยจ้า
ถ้า Host say yes แล้วเรา say yes ก็ลุยเลยจ้า จัดไปชุดหย่ายไฟกระพริบปิ๊ปๆ
เพียงแค่กระเป๋าใบเดียวกับใจที่พร้อมลุยก็มากันได้เลย เมืองไทยเรายังมีอีกหลายฟาร์มที่เข้าร่วมโครงการนี้ ความดีงามคือกินฟรี อยู่ฟรี ไม่เสียตังค์ซักแดงเดียว ขอแค่มีแรงทำนาก็พอคร๊าฟฟฟฟ และอยากฝากให้ทุกคนเลือกงานที่ชอบและอยากลองนะจ๊ะ
โพสต์ต่อไปทางเราจะมาแนะนำฟาร์มในประเทศไทยให้เหล่า Buddy อย่างพวกเธอได้เก็บไว้เป็นแนวทางในการรับบท WWOOFer คนต่อไปนะคะ ใครสายคลีน สายกรีน สายเขียว สายลุย สาย Local สายบุก สายผจญภัย cheer up ให้ลองนะคะ
“Go with the flow”
สำหรับวันนี้ บายก่อนนะเหล่า Buddy ><
Buddyshare Team
WWOOFer & Photos: MadeinMainland
Writer: MyselfMadness
Editor: Sora Smith
#WWOOF #WWOOFer #WWOOFThailand #Thailand #WorldWideOpportunitiesonOrganicFarms
#travel
โฆษณา