4 พ.ย. 2019 เวลา 10:44 • ปรัชญา
"เมื่อชีวิต..มาถูกทางแล้ว..ความสุขและความสำเร็จย่อมเกิดขึ้นได้"
คำว่ามาถูกทางแล้ว..เป็นคำอุทานที่แสดงถึงความหมายที่คนสมัยนี้มักจะใช้คำสั้นๆกันว่า"ใช่เลย"
ช่วงสองสัปดาห์ที่แล้ว..ผมรู้สึกอดประหลาดใจมิได้ เพราะได้ยินคำนี้บ่อยมาก จนทำให้สะดุดใจ
วันหนึ่งระหว่างกำลังนั่งผ่อนคลายสบายๆจิบกาแฟโบราณ..แบบเพลินๆ บังเอิญได้ยินเสียงน้องๆเม๊าท์กันอย่างเมามันทางโทรศัพท์อย่างสนุกสนาน
ปกติก็ไม่ได้ตั้งใจแอบฟังใคร บังเอิญเขาเปิดspeakerแทนการยกมาแนบหู เสียงจึงเหมือนคนนั่งคุยกัน
การรับฟังของผมนั้น ไม่ค่อยจะเท่ากันนักคือหูข้างซ้ายมักจะไม่ค่อยจะได้ยินเลยเวลาใครมาคุยเรื่องที่ต้องผูกพันเช่นเรื่องการเงินและเรื่องNegative
ดังนั้นเวลาใครมาขออะไรจึงมักใช้หูข้างซ้ายเข้าช่วยเพื่อให้ได้ยินไม่ชัดได้เสมอ5555
แต่หูข้างขวานี่สิ ชอบฟังแทบทุกเรื่อง
ผมเลยได้ยินเรื่องที่เขาคุยกัน แบบมาทั้งสองหูเลยคราวนี้555..สรุปง่ายๆว่าน้องๆเขาคุยกันเรื่องที่สมัครไปอบรมกับองค์กรชั้นนำในหลักสูตรที่ช่วยให้"เป็นผู้นำที่ฉันจะยอมเปลี่ยนไปแล้ว"อะไรทำนองนี้แหละ
"นี่เธอรู้ไหม...ชั้นไม่เคยไปหลักสูตรไหน เป็นแบบนี้เลย...มาแค่วันแรกก็รู้เลยละว่า..ชั้น"มาถูกทางแล้ว"เสียงดังสดใสอย่างมั่นใจ
"อะไรกัน..มันดีมากขนาดนั้นเลยหรือ"
"ใช่เลยละ..เสียดายที่เธอไม่มาด้วยนะ..ไม่งั้นงานนี้..เหมือนว่าเขาจัดมาเพื่อเราเลยนะ"เสียงยั่วบ่งบอกว่าเธอพลาดโอกาสดีไปแล้ว
"โอ้..ขนาดนั้นเชียวหรือ"เสียงหวั่นไหว
"ใช่เลยเธอ..บรรยากาศไม่เคร่งเครียดเหมือนหลักสูตรทั่วไปที่เคยเจอ..เราจึงเรียนรู้ความเป็นตัวเราได้อย่างเต็มที่เลยทีเดียวนะ งานนี้..ชั้นจึงปลดปล่อยตัวเองแบบจัดเต็มเลย5555"เสียงภูมิใจที่ได้ไป
"โอ้โห..กลับมาคงมีความรู้แน่นปึ๊กกว่าเดิมแน่ๆ"เสียงอิจฉานิดๆบ้างแล้ว
"ไม่ช่ายนะ ชั้นหมายถึงที่นี่ อาหารตอนเบรคก็อร่อยทุกเบรคเลย ทุกมื้อก็สุดยอด เรียกว่ามากับรุ่นผู้ใหญ่หน่อยดีจังเลย เขาเลยจัดให้กินนอนและเรียนแบบVIP..
ชั้นจึงคิดว่ามาถูกทางแล้วที่เลือกมาหลักสูตรนี้5555"แล้วน้องทั้งสองก็หัวเราะพร้อมกันอย่างมีความสุข
ผมฟังอยู่นานจึงรู้ว่า..น้องเขาคุยกันว่า"เขามาถูกทางแล้ว"ตรงที่มีของกินเยอะหลากหลายไม่อดอยากเหมือนบางหลักสูตรนี่เอง555555
หลงฟังไปตั้งนาน..สาระไม่สำคัญเท่ารสชาดนี่เอง..5555
ความจริงการที่คนเราจะรู้ว่ามาถูกทางนั้น ไม่มีใครบอกได้หรอกนะครับ ต้องรู้ด้วยตนเองเท่านั้น
คงต้องลองถามใจตนเองนี่แหละว่าเราคิดและรู้สึกอย่างไรกับชีวิตของเราเอง แล้วจะรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ใช่สำหรับเรา ดังนี้
1.ถ้าสิ่งที่เราทำอยู่ในแต่ละวันนั้น เรามี"ความรู้สึกชอบ และสบายใจ"
แม้ผลจะออกมาเช่นไรก็ตาม
เช่นวาดภาพ ภาพที่วาดออกมานั้นอาจไม่สวยในสาตาของคนอื่น แต่เป็นภาพที่มีความหมายที่แฝงคุณค่า ว่าเราวาดให้ใคร เราจึงชอบของสิ่งนั้น
2.ถ้าเราทำสิ่งใด อย่าง"ไม่มีความรู้สึกเบื่อหน่าย "
แม้จะเป็นงานซ้ำๆ ดูช่างน่าจำเจในสายตาของผู้อื่นก็ตาม
เช่นชีวิตอาจลิขิตให้เราเกิดมาเพื่อทำสิ่งนี้ก็เป็นได้ เช่นการเป็นแม่ที่ต้องเลี้ยงดูบุตรน้อยของตนเอง..
ความเป็นแม่ไม่เคยรู้สึกเบื่อลูกน้อย
3.ถ้าเราทำสิ่งใดก็ตาม ยิ่งทำยิ่ง"มีความรู้สึกมีความสุข แบบลืมทั้งวันเวลาได้"
แม้ไม่ได้กินข้าวตรงเวลาก็ไม่รู้สึกหิว
ถือเป็นความหลงใหลที่สร้างพลังPassionให้เกิดอาการจดจ่อ ลืมทุกสิ่งที่หมุนเปลี่ยนแปลงรอบตัว
เช่นการสร้างงานศิลป์ชั้นยอดของศิลปินเอกต่างๆ เวลาทำงานของเขา เวลาจึงไม่ได้เป็นข้อจำกัดใดๆ
4.ถ้าสิ่งที่ทำแล้วเรา"มีความรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่ทำ "
แม้ว่าในสายตาคนอื่นอาจจะมองว่าเป็นสิ่งด้อยค่าก็ตาม
เช่นบางคนอาจมีความสุขจากการมีชีวิตที่เรียบง่ายในธรรมชาติไม่หรูหรา แต่มีชีวิตSlow Lifeก็ภูมิใจในเส้นทางที่เป็นไปของตน แทนการมีชีวิตแบบไฮโซ
5.ถ้าสิ่งที่ทำนั้น เรา"มีความรู้สึกเป็นอิสระ" ไม่ได้อยู่ในกรอบข้อกำหนดต่างๆ
ยิ่งทำยิ่งเปล่งประกายความสามารถได้มากยิ่งขึ้น
เช่นการมีอาชีพอิสระ ที่เป็นนายตนเอง เป็นทางเลือกของการเลือกอาชีพของคนรุ่นใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในระบบ ระเบียบขั้นตอน
6.ถ้าสิ่งที่ทำนั้นเรา" มีความรู้สึกก้าวข้ามความรู้สึกการอยากได้สิ่งตอบแทน"
คือไม่มีเงื่อนไขว่าต้องได้อะไรเป็นการตอบแทน
แต่สิ่งที่ทำนั้นได้ให้ค่าตอบแทนอยู่ในตัวแล้ว
งานเพื่อผู้อื่นบางทีสิ่งที่ทำนั้น กลายเป็นสิ่งเติมเต็มให้กับความใฝ่ฝันอันสูงสุด ยิ่งให้ยิ่งแบ่งปันยิ่งมีความสุขในตัว
จะว่าไปแล้ว เมื่อคนเราค้นพบแนวทางที่ใช่และสิ่งที่ใช่แล้ว คนเราจะมีความพอเพียงในสิ่งที่มี สิ่งที่เป็น และสิ่งที่ได้ ในชีวิต เสมือนชีวิตมีความอิ่มบริบูรณ์ในตัว
ดังนั้นเมื่อคนเราเจอสิ่งที่ใช่..พลังในตัวจะถูกปลดปล่อยมาใช้อย่างเต็มเปี่ยม ชีวิตจึงรู้ว่าควรจดจ่อ ทุ่มเท ใส่ใจ และสุขใจ เกิดขึ้นได้..กับเรื่องใด
โฆษณา