20 พ.ย. 2019 เวลา 14:27 • ประวัติศาสตร์
หากจะกล่าวถึงท่าน
พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช
มือปราบมีผู้มีชื่อแห่งเมืองปักษ์ใต้
โดยไม่พูดถึงเรื่องดาบแดง ที่เป็นดาบพกติดตัว
ก็คงเหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง
เพราะตามข้อมูลจากแหล่งต่างๆ รวมทั้งบทสัมภาษณ์ของท่านขุนพันธ์เอง
ได้เล่าไว้อย่างมีอรรรสว่า...
กว่าที่ท่านจะได้ดาบแดงเล่มนี้มาบูชา
ครอบครองนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว
ต้องผูกสมัครรักใคร่ เทียวไปเทียวมา สร้างความสัมพันธ์กับเจ้าของของคนเดิม อยู่นานโข
การจะได้ได้ครอบครอง สุดยอดดาบเหล็กน้ำพี้
ที่ควรแก่การมีไว้บูชาติดตัวนั้น
ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และไม่ใช่เรื่องยาก
สำหรับท่านขุนพันธ์เช่นกัน
เรื่องราวตำนานดาบแดงน้ำพี้จะเป็นอย่างไร
ตามเขียนนอกกรอบ มาเลยครับ
ตามประวัติดาบแดงเล่มนี้ เคยเป็นดาบของพระยาพิชัยดาบหัก ผู้ซึ่งมีความจงรักภักดีและซื่อสัตย์ ต่อองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ผู้ที่ลั่นวาจาสัตย์ว่า กูนี้หนา
จะไม่ขอเป็นข้าสองเจ้า บ่าวสองนาย
ขอยอมตายตามองค์พระเจ้าตาก !!
พระยาพิชัยดาบหัก
ดาบแดงเล่มนี้ คือดาบที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น
และจากการสืบข้อมูล หลวงกล้า กลางณรงค์
เป็นผู้ครอบครองดาบแดงเล่มนี้ในขณะนั้น
และหลวงกล้าผู้นี้ เป็นผู้สืบเชื้อสายโดยตรง
ของพระยาพิชัยดาบหัก ในจังหวัดอุตรดิตถ์
โดยมีชื่อตระกูลเดิมว่า " วิชัยขัทคะ "
ซึ่งนามสกุล วิชัยขัทคะ นี้ เป็นนามสกุลที่ได้รับพระราชทานจากล้นเกล้า รัชกาลที่ 6
พระราชทานให้เป็นเกียรติประวัติ แก่ผู้ที่สืบเชื้อสาย ของพระยาพิชัยดาบหัก
ถ้าลองวิเคราะห์เรื่องเวลาของดาบแดงเล่มนี้
ก็น่าจะราว 200 ปี เห็นจะได้ พอเห็นอายุความเก่าแก่แล้ว ก็ต้องร้องโห้ ! กันเลยครับ
ขุนพันธ์ท่านยังเราเล่าในบทสัมภาษณ์ต่อ
อีกว่า เมื่อท่านทราบว่า...
หลวงกล้า กลางณรงค์ เป็นผู้ครอบครองดาบของพระยาพิชัยดาบหัก
ท่านจึงเข้าไปผูกมิตรไมตรี นานวันก็เกิดผูกสมัครรักใคร่ เคารพผูกพันธ์กัน ฉันพ่อและลูก
ตระกูล วิชัยขัทคะ นั้นไม่ได้มีเพียง
หลวงกล้า กลางณรงค์ เท่านั้น
หากแต่ยังมีลูกๆที่สืบเชื้อสายต่อจากท่านอีกเช่นกัน
แต่ด้วยไม่มีผู้ใดสนใจจะรับช่วงต่อ
และทำเนียมที่มีมานั้น ผู้รับช่วงต่อต้องรำดาบเป็นพิธีเพื่อรับช่วง แต่ไม่มีทายาทคนใดพอจะมีคุณสมบัติตรงนั้น ดาบจึงไร้ผู้รับช่วงต่อ
วันหนึ่งเมื่อสบโอกาส ขุนพันธ์ จึงได้เอ่ยปากว่าอยากเห็นดาบเล่มนี้สักครั้งนึง
และ หลวงกล้า กลางณรงค์ ก็ได้รับปากกับท่านว่าจะให้โอกาสท่านได้ชื่นชมเป็นบุญตา
#วันที่รอคอย
และวันที่ท่านขุนพันธ์ รอคอยก็มาถึง
ในวันนั้นมีงานสนุกรื่นเริงเล็กๆ
ขุนพันธ์ ได้เอาดอกไม้ ธูปเทียน
ยกให้แก่ หลวงกล้า กลางณรงค์
เป็นการบอกนัยๆว่า ตัวกระผมนี้ขอเคารพนับถือท่านเป็นพ่ออีกคน
ทันใดนั้นหลวงกล้า ก็ได้เรียกท่านว่า
ลูกชายๆ พร้อมกับหัวเราะชอบใจอยู่อย่างนั้น
หลังจากวินาทีนั้น ขุนพันธ์ ก็ได้ลุกต่อแบบไม่รอช้าไหนๆ คุณพ่อก็รับตัวกระผมนี้เป็นลูกแล้ว
งั้นกระผม ขออนุญาตจับดาบเล่มนี้รำให้พ่อดูสักครั้งก็แล้วกัน
ทันทีที่หลวงกล้ายิ้มพนักหน้า เป็นสัญลักษณ์เชิงอนุญาต ขุนพันธ์ก็ลุกขึ้นจับดาบขึ้นมา
ฉวบ ฉวับ
เสียงขุนพันธ์ดึงดาบแดงออกจากฝัก พร้อมกับกวัดแกว่งไปมาช่างดูเข้าทีนัก
ณ เวลานั้น
หลวงกล้า กลางณรงค์ ก็เอาแต่ปรบมือ ฟาดมือไปที่หน้าขาตัวเอง พร้อมเสียงหัวเราะที่ดังขึ้นเรื่อยๆ แล้วชี้มือไปที่ขุนพันธ์ ตลอดเวลา
เอ่อๆ รำสวยๆ สำเนียงภาษาปักษ์ใต้ดังก้อง
อยู่บริเวณนั้น หลังจากรำดาบเสร็จ
ขุนพันธ์ก็ได้เอ่ยปากขอเป็นผู้รักษาดาบเล่มนี้ต่อจาก หลวงกล้า ทันที
และหลวงกล้า กลางณรงค์ ก็ตัดสินใจมอบดาบแดงเล่มนี้ให้ท่านได้ครอบครองเก็บรักษาในฐานะบุตรชาย นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ดาบแดงเล่มนี้ เป็นดาบเหล็กน้ำพี้
หากเป็นเหล็กน้ำพี้ของแท้นั้น
จะไม่เกิดสนิมง่ายๆ และจะให้ดี ต้องใช้ดาบสกิดดื่มเลือดผู้เป็นเจ้าของ เพื่อเพิ่มความเข็มขลังลงไปในดาบ
ผู้ใดได้จับ ได้สัมผัส ก็จะรู้สึกหึกเหิม
และด้ามดาบที่พันด้วยผ้าแดงนั้น
ตามตำราความเชื่อ การนำผ้าแดงมาพันมาห่อ
เป็นการเพิ่มความขลัง เพิ่มพลัง
ตามตำราไสยเวทย์ซึ่งเป็นความเชื่อของอินเดีย
สมัยนี้ก็ยังมีบางท่าน ที่ยังใฝ่หาดาบที่สร้างจากเหล็กน้ำพี้ เพราะนอกจากพกติดตัวแล้ว
ดาบเหล็กน้ำพี้ จัดอยู่ในประเภทเครื่องราง
หากเวลามีภัย ก็จะช่วยปัดเป่าภยันตรายต่างๆ
ให้กับผู้มีไว้ในครอบครองนั่นเอง
บทความนี้ ได้นำเผยแผ่บารมี พ่อแม่
ครูอาจารย์ เป็นธรรมทานแก่ทุกท่าน
เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยครับ
เขียนนอกกรอบ เรียบเรียง
photo cr. &Ref.
หอจดหมายเหตุวัดบางเดื่อ
f.b/ ตำนานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
หากมีประโยชน์ ฝากกดไลค์
กดแชร์ ทักทายกันได้นะครับ
-เขียนนอกกรอบ-
ขอขอบพระคุณครับ🙏
โฆษณา