11 ธ.ค. 2019 เวลา 00:19 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
Starlink ดาวรุ่ง หรือดาวร่วง ตอน3 (Disruptive Technology EP8)
3 จุดแข็ง หรือข้อได้เปรียบของ Starlink ที่จะทำให้โครงการอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียม ประสบความสำเร็จทั้งทางด้านธุรกิจ และการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศต่อไป
1
Starlink by Elon Musk
1. การเข้าถึง Internet ของประชากรที่เหลือบนโลก
2. ต้นทุนการจัดส่งดาวเทียม และ Space X เป็นบริษัทในเครือ
3. รองรับบริการในพื้นที่เฉพาะ และแผนภัยพิบัติธรรมชาติ
เรามาดูรายละเอียดในแต่ละข้อ
1. การเข้าถึง Internet ของประชากรที่เหลือบนโลก
ผมขอเปรียบเทียบ การรู้จักหาตลาดใหม่ หรือโอกาสใหม่ๆ ตั้งแต่ในอดีต
คล้าย ขงเบ้ง แนะนำเล้าปี่ว่า เสฉวนเป็นที่ๆมีศักยภาพ แม้ว่าใครๆก็ไม่สนใจดินแดนนี้ แต่แล้วเล่าปี่ก็สามารถก่อตั้งจ๊กก๊กให้เป็นประเทศได้ในเสฉวน
คล้าย ประเทศจีน พยายามขยายธุรกิจ ขยายการค้าขายไปยังประเทศกำลังพัฒนา และเศรษฐกิจมีโอกาสเติบโตสูง โดยการให้เงินกู้ เพื่อก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน ผ่านโครงการ One Belt One Road
เป็นการมุ่งเป้าหมายไปที่ดินแดนใหม่ (ตลาดใหม่) Blue Ocean ที่บริการอินเตอร์เน็ตภาคพื้นดิน Terrestrial Internet Service ยังเข้าไปไม่ถึง
ประชากรโลกในปัจจุบัน 7.7 พันล้านคน และมีแนวโน้มจะเพิ่มเป็น 9.7 พันล้านคนในปี คศ. 2050
ปัจจุบัน มีผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตแล้วทั่วโลกกว่า 4 พันล้านคน
Starlink กำลังมองหาโอกาส ที่จะเป็นผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตกับประชากรที่เหลือ 3.7 พันล้านคน ที่บริการอินเตอร์เน็ตภาคพื้นดิน ยังเข้าไปไม่ถึง
และอีก 4 พันล้านคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตอยู่แล้ว ถ้าบริการของ Starlink ราคาถูกกว่า และตอบโจทย์ได้ดีกว่า
2. ต้นทุนการจัดส่งดาวเทียม และ Space X เป็นบริษัทในเครือ
หากมีการผลิตดาวเทียมเป็นแบบ Mass Product คือไม่ใช่ผลิตแค่ดวงเดียวเหมือนดาวเทียม GEO แต่ผลิตดาวเทียม เป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่นดวง ต้นทุนต่อหน่วยของการผลิตของดาวเทียมจะถูกลงมากๆ
สุดท้าย ต้นทุนหลักของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียม คือ ค่าขนส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจร
Reusable Rocket
Elon Musk เขามีบริษัท Space X เป็นของตัวเอง และเป็นบริษัทที่มีเทคโนโลยีอวกาศที่ทันสมัยที่สุด นาซ่า หรือโครงการอวกาศของประเทศต่างๆ ก็เป็นลูกค้าของเขา
ด้วยเทคนิคการใช้ซ้ำจรวดขนส่งอวกาศ Reusable Rockets ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งดาวเทียมนี้ ลดลง 30% - 50%
อีกทั้ง ความสามารถขนส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจร ได้ครั้งละ 60 ดวง
จึงยากสส์... ที่อินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียมโครงการอื่น จะแข่งขันได้ในจุดนี้
ด้วยความที่ Space X เป็นบริษัทในเครือ
แม้ Starlink จะขาดทุน เป็นดาวร่วง แต่ Space X จะมีทั้งรายได้และกำไรแน่นอน.. ก็เล่นวางแผนจัดส่งดาวเทียมกันตั้ง 42,000 ดวง
กระเป๋าซ้าย กระเป๋าขวา ยังงัยๆ พี่ Elon Musk ก็รวยอยู่ดี
3. รองรับบริการในพื้นที่เฉพาะ และแผนภัยพิบัติธรรมชาติ
พูดถึงประชากรโลกส่วนใหญ่ ยังงัยๆ ก็มีแต่จะใช้อินเตอร์เน็ตมากขึ้นเรื่อยๆ
ในพื้นที่ เช่น กลางมหาสมุทร ที่เป็นพื้นที่ 2 ใน 3 ของโลก เกาะแก่งต่างๆในทะเล กลางทะเลทราย หรือ รีสอร์ท ฟาร์ม ที่ห่างไกล เหมืองแร่ เป็นต้น
เป็นพื้นที่เฉพาะ ที่บริการอินเตอร์เน็ตภาคพื้นดิน ไม่สามารถเข้าถึงได้
การเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติธรรมชาติ
ทุกๆแห่งทั่วโลก ที่มีคนอยู่อาศัย ทั้งเมืองขนาดใหญ่ และเมืองขนาดเล็ก หากเกิดภัยพิบัติรุนแรง เช่น น้ำท่วมใหญ่ วาตภัย แผ่นดินไหว ภูเขาไฟ ไฟป่า สึนามิ หรือหนาวจัดเป็นเวลานานๆ
อาจส่งผลให้ โครงข่ายโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ตภาคพื้นดิน เกิดความเสียหาย หรือไม่มีไฟฟ้าใช้เป็นเวลานานๆ ทำให้ขาดการติดต่อจากโลกภายนอก
บริการอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียม จึงเป็นแผนบรรเทาสาธารณภัย เมื่อเกิดภัยพิบัติรุนแรง เพราะการช่วยเหลือจำเป็นต้องมีการสื่อสารได้อย่างต่อเนื่อง
Anyplace, Anywhere, Anytime
ใช้ได้ ทุกที่ ทุกเวลา และทุกสถานการณ์ ...ของแท้ ไม่ว่าจะเกิดภัยพิบัติใดๆบนโลก
สรุปแล้ว บริการอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียมโครงการ Starlink จะเป็นบริการทางเลือก และเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ อย่างแน่นอน
แต่.. อย่ามองในแง่ดีแต่ด้านเดียว ทุกอย่างมีต้นทุน ข้อจำกัด และอุปสรรค ในการทำธุรกิจ และการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ
โปรดติดตาม Starlink ดาวรุ่ง หรือดาวร่วง ตอน4 ในซีรีย์
Disruptive Technology ** ทุกวันพุธ **
ได้ที่ Blockdit: www.blockdit.com/worklifewinwin

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา