30 พ.ย. 2019 เวลา 00:00 • ประวัติศาสตร์
ทำไมพริกถึงต้อง(โคตร)เผ็ด?
"ตำไทยพริกสามเม็ดที่สั่งเอาไว้ได้แล้วจะ ป้าขอโทษที่ให้รอเสียนาน"
ประโยคนี้น่าจะเป็นประโยคที่เราอยากได้ยินที่สุด หลังจากนั่งรอแม่ค้าตำครกนี้ให้เราอยู่เกือบสิบห้านาที แต่กินเข้าไปได้ไม่ทันไรก็คงต้องรีบวางช้อน รีบกระดกน้ำ พร้อมกับถามแม่ค้าดังๆในใจว่า "มันสามเม็ดจริงหรอวะเนี่ย"
ด้วยความสงสัยต้องชะเง้อไปดูที่ตู้กระจก เขาเอาพริกอะไรมาตำให้เรากิน สมมติเรารู้แล้วว่า"อ๋อ พริกขี้หนู" ก็อาจจะเลิกสงสัยและก็ตั้งหน้าตั้งใจกินต่อไปให้หมดๆ
แต่มีอยู่จุดหนึ่งที่ผมสงสัยหน่ะสิ มีใครสงสัยเหมือนผมไหมครับ
ถ้าจะสงสัยว่าเพราะอะไรกินพริกถึงเผ็ด คำตอบน่าจะออกมาประมาณว่า สารเคมีบางอย่างในพริกมาทำปฏิกิริยากับลิ้นของเรา เราก็เลยรู้สึกเผ็ด แต่ถ้าจะไปให้ลึกกว่านี้เราคงต้องใช้คำว่า "ทำไม"
ทำไมพริกถึงจะต้องเผ็ดอะไรปานนั้น? ทั้งๆที่เผ็ดน้อยกว่านี้สักครึ่งหนึ่งก็ไม่น่ากินแล้ว
ทำไมพริกบางชนิดต้องเผ็ด(ขออนุญาตนะครับ)โคตรๆๆ ขนาดนั้นด้วย? ดูเกินความจำเป็นไปหรือเปล่า?
ยังมีเหตุผลอะไรที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความเผ็ดอีกกันแน่?ทฤษฎีวิวัฒนาการพอจะช่วยได้ไหม?
ประวัติศาสตร์จะตอบเราได้หรือเปล่า?
มาหาคำตอบกันครับ...
ก่อนไปตอบคำถามสำคัญว่าทำไมพริกถึง(โคตร)เผ็ด?
เคยสงสัยกันไหมครับว่า
ทำไมพริกถึงสร้างความเผ็ดขึ้นมา?
จะหาคำตอบนี้ได้ เราคงต้องย้อนกลับไปดูต้นกำเนิดของพริกกันสักหน่อย...
ที่ทวีปอเมริกาใต้ครับ
ต้นกำเนิดของพริกในส้มตำที่แม่ค้าเอามาทำให้เรากิน
มาจากแถวๆทวีปอเมริกาใต้เมื่อนานมาแล้ว
ภูมิศาสตร์แถวๆทวีปนี้จะหนักไปทางป่าดิบชื้น อากาศก็เลยจะร้อนชื้น
และมีฝนตกอยู่บ่อยๆ(นึกถึงป่าอะเมซอน)
ทั้งอากาศชื้น ป่าดิบชื้น ฝนตกชุก ปัจจัยทั้งหมดทั้งมวลนี้ส่งผลให้เกิด
"ความหลากหลายทางชีวภาพ"ที่สูงขึ้นตามไปด้วย
ก็ไอความหลากหลายนี่แหละครับ ... ที่เป็นต้นตอ
บรรพบุรุษของต้นพริกเติบโตในที่ๆมีความหลากหลายสูงมากๆ
ทั้งแมลงทั้งเชื้อรา มากันให้วุ่นไปหมด
ด้วยความที่เป็นต้นไม้ เลยกลายเป็นเป้านิ่งง่ายๆ
ให้แมลงมาเจาะหาอาหารกินกันเป็นว่าเล่น
แต่มีหรือพี่เล็กพริกขี้หนูเราจะยอม
หนึ่งในกลุ่มแมลงที่เป็นคู่รักคู่แค้นกลุ่มแรกๆกับต้นพริก
มีชื่อแปลกๆว่า"มวน"ครับ
(มวนจิ้งโจ้น้ำนี่น่าจะเคยเห็นกันบ่อยๆ ที่วิ่งบนน้ำได้)
เจ้าแก๊งที่ชื่อว่ามวนนี้ มีปากที่ยื่นยาวออกมาเรียกว่า"Proboscis"
เหมือนปากยุง เอาไว้ดูดกินน้ำหวานและน้ำตาลจากเม็ดพริกที่อยู่ข้างใน
ถ้าดูจากปัญหาตอนนี้ก็แค่โดนเจาะผลพริกเฉยๆ ถึงผลจะไม่มีน้ำหวาน
แต่ถ้าเมล็ดไม่ได้โดนทำลาย ก็ดูไม่เห็นจะเป็นผลเสียอะไรสักหน่อย
แต่ใครจะไปรู้...
เพราะปัญหาจริงๆมันกำลังจะเริ่มต้นจากตรงนี้ต่างหาก!
หลังจากที่แมลงมาเจาะดูดน้ำหวาน กินอิ่มเมื่อไหร่มันก็ไป
แต่ดูเหมือนว่าเรื่องข้างใน มันยังไม่จบอยู่แค่นั้นหน่ะสิ...
ผลของพริกที่โดนเจาะเป็นรูพรุนเยอะๆไม่สามารถปิดตัวเองได้ กลายเป็นว่ารูที่โดนเจาะก็เปิดทิ้งข้างไว้อยู่อย่างนั้น เปิดโอกาสให้เพื่อนบ้านข้างเคียงเข้ามาทำมาหากินนั่นก็คือ "เชื้อรา"
การที่รูเปิดทิ้งไว้ ทำให้เชื้อราบุกเข้ามาหากินถึงถิ่นข้างในได้ง่ายขึ้น
ประเด็นสำคัญของเชื้อราก็คือ มันไม่ได้บุกมากินน้ำหวานเหมือนแมลง
แต่มันบุกทะลวงเข้ามากินถึง"เมล็ด"
เมล็ดคือส่วนที่สำคัญที่สุดของผล ถ้าไม่มีเมล็ด
ต้นแม่ก็ไม่สามารถส่งต่อเผ่าพันธุ์ไปเป็นต้นลูกๆได้
และสุดท้ายต้นแม่ก็จะต้องตายโดยที่ต้นลูกไม่มีโอกาสได้เติบโต
นั่นเลยทำให้ต้นพริกต้องมีแผนโต้กลับ...
บรรพบุรุษของพริกได้วิวัฒนาการสารชนิดหนึ่งขึ้นมาชื่อ
แคปไซซิน(ในอินเตอร์เน็ตน่าจะเจอบ่อย)
สารชนิดนี้สร้างความรู้สึกเผ็ด ร้อน ฉุนสำหรับเหล่าราและแมลง
ทำให้แมลงและเชื้อราต่างๆหากินในผลของพริกไม่ได้อีกต่อไป
(กินสดๆเรายังทรมาน แล้วแมลงจะไปเหลืออะไร)
หลังจากนั้นมาก็ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะจบลงด้วยดี
สร้างสารมาไล่ราไล่แมลง พอไม่มีราและแมลง
เมล็ดก็ไม่เน่า แล้วก็ส่งต่อเผ่าพันธุ์ได้สบายๆ แฮปปี้เอนดิ้ง
แต่สงครามยังไม่จบ...
ดูเหมือนว่ามหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่นี้คงไม่จบลงง่ายๆ
เมื่อมีศัตรูตัวฉกาจหน้าใหม่สายฮาร์ดคอร์อย่าง
"สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม"
สัตว์กินพืชขนาดใหญ่อย่าง วัว ควาย
ต่างก็เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมด (เราก็เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม)
หนึ่งในปัญหาที่บรรพบุรุษพริกต้องเจอก็คือ
ระบบย่อยอาหารของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมนั้นดันเก่งเหลือเกิน
แค่เคี้ยวก็สามารถทำลายเมล็ดของมันให้แหลกได้ในทันที
เลยกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่สุดๆที่พริกต้องจัดการ ว่าแต่...
ทำไมถึงเป็นปัญหาใหญ่?
ลองคิดกันดูเล่นๆนะครับ สารแคปไซซินของพริกสร้างขึ้นมา
เพื่อไล่รากับแมลง ถ้าเทียบขนาดเม็ดพริกกับตัวแมลงแล้ว
มันก็ยังพอสูสีถูกไหมครับ แคปไซซินประมาณหนึ่งก็น่าจะพอไล่แมลงไปได้
แต่พอมาดูขนาดเม็ดพริกเทียบกับขนาดของวัว
มันยิ่งกว่าเอาอีแต๋นไปชนกับสิบล้อซะอีก
ขนาดเทียบกันไม่ติดเลย
ถ้าเปรียบแคปไซซินที่เผ็ดร้อนเหมือนเข็มหมุด
ก็คือการเอาหมุดไปทิ่มวัว แล้วหวังให้มันกลัวแล้วหนีไป(จะโดนขวิดเอาหน่ะสิ)
ต้นพริกต้องเจอศึกที่ใหญ่กว่าครั้งที่ผ่านๆมา
มันต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้วัวไม่เข้ามายุ่ง
ทำให้เหมือนลิ้นจะไหม้ และคายเม็ดทิ้งออกไปให้เร็วที่สุด
และนั่น เป็นจุดเริ่มต้นของการที่พริกโคตรจะเผ็ดครับ
แผนโต้กลับของพริกในครั้งนี้ก็คือ สะสมแคปไซซินที่มีอยู่แล้ว"ให้มันเยอะขึ้นไปอีก"
ผลที่เกิดขึ้นคือ ความเผ็ดร้อนที่มีอยู่แล้วก็จะทวีคูณขึ้นไปอีก(วัวก็วัวเถอะ)
จนทำให้ไม่อยากกลับมากินอีกต่อไป ถือเป็นกลยุทธ์ในการขับไล่ที่สุดยอดมากๆ
ก็นั่นแหละครับ พริกก็เลยโคตรจะเผ็ดอย่างที่ได้เราเห็นกันทุกวันนี้
แต่สงครามก็ยังไม่จบอีก...
ไม่ใช่สัตว์ทุกชนิดที่จะกินพริกแล้วเผ็ดเหมือนอย่างเราๆนะครับ
เพราะสัตว์ปีกอย่างนกก็กินพริกได้แบบสบายๆ ว่าแต่...
มันเพราะอะไรกันหล่ะ?
คือเรื่องมันเริ่มที่ระบบย่อยครับ ระบบย่อยของนกไม่เก่งเท่าของเรา
ไม่สามารถย่อยเมล็ดพริกได้ ถ้านกกินเม็ดพริกเข้าไป
เวลาขี้ออกมาก็จะเอาเมล็ด(ที่ยังอยู่ดี)ออกมาด้วย
แถมมูลของนกก็ยังสามารถเป็นอาหารให้กับเมล็ดพริกช่วงเตรียมอนุบาลได้ใช้
ก่อนจะเติบโตไปเป็นต้นใหญ่ในวันข้างหน้า
ถือว่าเป็นการทำธุรกิจที่ win-win-win สุดๆ (ต้นแม่ นก ต้นลูก)
1
แต่การที่จะ win-win-win ได้ แคปไซซินในพริกต้องไม่ทำร้ายนก
นั่นเลยเป็นเหตุผลที่นกกินพริกแล้วไม่เผ็ดนั่นเองครับ
(แคปไซซินในพริกต้องไม่ออกฤทธิ์ในนก นกต้องไม่มีตัวรับแคปไซซิน
นกจะได้ไม่แสบ นกจะได้ช่วยต้นพริกกระจายเมล็ด)
มาถึงตรงนี้ ก็คงได้เวลาที่จะสรุปการเดินทางกันแล้วหล่ะครับ
สรุปคำตอบจากคำถามที่ถามเอาไว้ตั้งแต่ต้นเรื่องที่ว่า
ทำไมพริกถึงโคตรเผ็ด แล้วทำไมดูเผ็ดเกินความจำเป็น ก็คือ
"ต้องป้องกันตัวครับ"
การที่เผ็ดแค่คันๆอาจจะไล่ราไล่แมลงออกไปได้
แต่ไม่ใช่กับสัตว์ใหญ่ๆอย่างสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม(เอาหมุดไปทิ่ม)
ถ้าพริกอยากจะป้องกันเมล็ดไม่ให้โดนทำลายให้ได้ อาวุธที่มีต้องหนักขึ้นไปอีก
คือเป็นมีดหรือเป็นปืน นั่นเลยเป็นสาเหตุให้พริกต้องเผ็ดขึ้น
เพราะถ้าเผ็ดไม่พอ ไล่ไม่ไป โอกาสที่เมล็ดจะตายเพิ่มก็จะยิ่งสูงขึ้นมาก
ส่วนคำถามที่ว่า มันดูเกินความจำเป็นไปหรือเปล่า?
ก็ดูเหมือนจะไม่เกินไปนะครับ
เพราะการที่เผ็ดร้อนแรงจนแสบลิ้นแบบสุดๆ เป็นการตัดโอกาสสัตว์ที่จะมากินได้ปรับตัวเพื่อรับความทรมานแบบนี้ เพราะถ้าสัตว์อย่างวัวหรือสัตว์กินพืชอื่นๆปรับตัวได้เมื่อไหร่ พริกก็คงอยู่ไม่ได้จนถึงทุกวันนี้
และนี่แหละครับ คือที่มาของคำถามที่ว่า
"ทำไมพริกถึงโคตรจะเผ็ด"
ขอบคุณที่อ่านกันมาถึงตรงนี้นะครับ
#WDYMean
***อีกนิดหน่อย***
หลายอาทิตย์ที่ผ่านผมไม่ได้ลงบทความบนเพจนี้เลย ต้องขออภัยพี่ๆเพื่อนๆผู้อ่านทุกคนเลยนะครับ คือเรื่องเป็นแบบนี้ครับ
หนึ่งคือ ต้องการหยุดโซเชียลเอาไว้สักพักนึง กลับมา focus งานหลักๆก่อน
สองคือ ผมกำลังวางคอนเทนต์อยู่ว่า ควรจะไปทางไหนแบบจริงๆจังๆ เวลาหาแหล่งข้อมูลอ่านจะได้เร็วและถูกต้องที่สุด จะไปทางธรรมชาติดี หรือสุขภาพดี เพราะตอนนี้การหาข้อมูลของผมยังไม่เร็วพอ เลยกลัวว่าจะไปกระทบกับงานหลักครับ
ยังไงอีกไม่นานจะกลับมาให้บ่อยและชัดเจนกับเรื่องที่จะเล่ามากกว่านี้ ยังไงขอบคุณทุกๆคนที่ยังคอยติดตามมาตลอดนะครับนะครับ
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาติชมนะครับ
#จะกลับมาแน่นอนครับ...
ถ้าชอบหรือถูกใจก็ฝาก
#กดไลค์ 👍
#กดติดตาม✋
เป็นกำลังใจให้กันด้วยนะครับบ😆
#อ้างอิงจาก
#รูปภาพประกอบจาก pixabay
โฆษณา