14 ธ.ค. 2019 เวลา 11:48 • กีฬา
ทาคุมิ มินามิโนะ ว่าที่นักเตะญี่ปุ่นคนแรกในประวัติศาสตร์ลิเวอร์พูล นี่คือเรื่องราวของเขาในวัยเด็ก ก่อนจะพัฒนาตัวเอง เป็นหนึ่งในนักเตะซามูไรที่เก่งที่สุด ใน พ.ศ. นี้
ในยุคสมัยนี้ เด็กๆจะเติบโตขึ้นมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพได้ มันไม่มีเรื่องของโชคดวงอีกแล้ว
เรื่องแบบการ์ตูนอิตโต้ ที่พระเอกไม่เคยเล่นบอลมาก่อนเลย แล้วมาหัดมั่วๆเอาตอน มัธยมแต่กลับเล่นเก่งเฉยเลย โลกความจริงมันไม่มีหรอก คือถ้าคุณอยากเป็นมืออาชีพ มันต้องศึกษาศาสตร์ของฟุตบอลกันตั้งแต่ชั้นประถมด้วยซ้ำ ต้องมีการใส่ใจกับมันจริงๆตั้งแต่ยังเล็ก นอกจากนั้นยังจำเป็นต้องมีทัศนคติที่ถูกต้องอีก
สำหรับทาคุมิ มินามิโนะ สตาร์ของซัลซ์บวร์ก ที่กำลังจะเป็นสมาชิกใหม่ของลิเวอร์พูลก็เช่นกัน
ความมุ่งมั่น ความกระหายในการพัฒนาตัวเอง และการเดินหน้าไม่หยุดยั้งเสมอ เรื่องเหล่านี้ต่างหาก มันหล่อหลอมให้กลายเป็นตัวเขาอย่างทุกวันนี้
มินามิโนะ เกิดที่เมืองอิซุมิซาโนะ ในโอซาก้า ซึ่งอยู่ใกล้กับสนามบินคันไซ
ชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้เขาคือ ทาคุมิ ซึ่งในภาษาญี่ปุ่น สามารถเขียนได้ด้วยตัวคันจิหลายวิธี ซึ่งตัวคันจิแต่ละแบบ ก็จะมีความหมายที่ซ่อนอยู่แตกต่างกันไป แต่ชื่อของ มินามิโนะ ใช้ตัวคันจิ 2 ตัวประกบกัน 拓 แปลว่า บุกเบิก กับ 実 แปลว่า เมล็ดพันธุ์ที่รอการเจริญเติบโต
ด้วยชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้ มันเป็นเครื่องเตือนใจให้เขาอยู่เสมอว่า เขาอย่าหยุดพัฒนาตัวเองต้องเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เพื่อในอนาคตจะไปบุกเบิก สร้างอะไรใหม่ที่สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองและวงศ์ตระกูล
จุดประกายที่มินามิโนะ เริ่มชอบฟุตบอล เกิดขึ้นตอนเขาอายุ 3 ขวบ เมื่อมีโอกาสได้ดูฟุตบอลโลก 1998 ที่ฝรั่งเศส
"ไอดอลของผม ณ เวลานั้นคือโรนัลโด้ กองหน้าทีมชาติบราซิล ผมจำประตูที่เขายิงได้ในเกมกับทีมชาติฮอลแลนด์รอบรองชนะเลิศ ส่วนดาวรุ่งมหัศจรรย์อย่างไมเคิล โอเว่น ก็ยอดเยี่ยมมากๆ ประตูที่เขายิงอาร์เจนติน่ายังอยู่ในหัวผมอยู่เลย ซึ่งเมื่อเห็นโอเว่นยิงให้อังกฤษได้แบบนั้น ผมก็ฝันว่า อยากทำแบบนั้นให้ได้กับทีมชาติของตัวเองเหมือนกัน"
เมื่อมีความชอบเรื่องฟุตบอลเป็นพื้นฐานแล้ว กิจกรรมที่เขาทำ ก็จะมีแต่เรื่องฟุตบอลเป็นหลัก "เวลาว่างหรอ ผมก็จะมีไปว่ายน้ำบ้าง แต่เอาจริงๆ ตั้งแต่เด็ก ถ้ามีเวลาผมก็เล่นฟุตบอลตลอดแหละ"
1
หลังเริ่มต้นเข้าเรียนชั้นประถม มินามิโนะ ย้ายไปเล่นกับสโมสรเยาวชนท้องถิ่น ชื่อเซสเซล คุมาโทริ เท่ากับว่าใน 1 สัปดาห์ นอกเหนือจากการเตะบอลกับเพื่อนๆที่โรงเรียนแล้ว เขาต้องไปแข่งขันกับทีมเยาวชนในช่วงสุดสัปดาห์อีก
สิ่งที่มินามิโนะ ชอบทำมากๆในสมัยเด็กคือการเลี้ยง เขาบ้าคลั่งเรื่องการเลี้ยงบอลมาก ด้วยพื้นฐานเป็นคนมีความเร็วอยู่แล้ว ทำให้เขาชอบวิ่งไปกับบอลเสมอ
"พี่ชายของผม เคนตะ เขามีอายุมากกว่าผม 3 ปี ตอนเราเล่นบอลกัน เราชอบเลี้ยงซิกแซกหลบเครื่องกีดขวางกันอยู่ตลอด" ทาคุมิเล่า
นักเตะไอดอลของเขา เป็นสายเลี้ยง สายสปีดทั้งนั้น อย่างโรนัลโด้ หรือโอเว่น ซึ่งทำให้ในเวลาต่อมา ทาคุมิไปฝึกฝนท่า "สับขาหลอก" สไตล์โรนัลโด้บราซิลด้วยตัวเอง เขาชอบสับมันอยู่อย่างนั้น ในตอนแข่งขัน โดยไม่สนใจว่าจำเป็นต้องทำหรือไม่ ก็เขาชอบการเลี้ยงบอลนี่นา มันสวยงาม และดูทรงพลังดีออก
"ตั้งแต่สมัยประถมแล้ว ผมจะอุทิศพลังทั้งหมดในการเลี้ยงกระชากผ่านคู่แข่งเสมอ มันคืออาวุธไม้ตายของผม ที่ไม่มีเด็กคนไหนในรุ่นเดียวกันจะหยุดได้ทั้งนั้น ถ้าดวลตัวต่อตัว ผมรู้สึกว่าจะแพ้ใครไม่ได้ และอยากจะเลี้ยงบอลให้เก่งขึ้นไปเรื่อยๆกว่านี้อีก"
ดังนั้นในการเล่นฟุตบอลจนถึง ป.3 มินามิโนะ จึงสร้างชื่อด้วยการเป็นเด็กประถมที่เลี้ยงบอลได้เฉียบขาดที่สุดคนหนึ่งในโอซาก้า ถือว่ามีแววมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว
"ตอน จบ ป.3 ผมเริ่มมีความฝันอยากเป็นนักเตะอาชีพแล้ว"
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนคุณพ่อของมินามิโนะ จะรู้สึกว่าลูกชายยังขาดอะไรบางอย่างไป ดังนั้นหลังจบ ป.3 คุณพ่อส่งมินามิโนะ ไปเข้าโรงเรียนคอร์ฟเวอร์ โค้ชชิ่ง (Coerver Coaching) โรงเรียนสอนฟุตบอลชื่อดังระดับโลก ที่มาเปิดแฟรนไชส์ที่ญี่ปุ่นด้วย
เท่ากับว่าใน 1 สัปดาห์ของเด็ก ป.3 เขามีกิจกรรมเกี่ยวกับฟุตบอลเยอะมากๆ
ที่โรงเรียนประถม เขาก็เล่นฟุตบอลกับเพื่อนตลอดถ้ามีเวลา จากนั้นก็ต้องไปซ้อมที่สโมสรเซสเซล สัปดาห์ละ 3 วัน พร้อมกับแข่งในช่วงสุดสัปดาห์ และล่าสุดไปเรียนฟุตบอลเพิ่มที่โรงเรียน คอร์ฟเวอร์ โค้ชชิ่งอีก โดยจะซ้อมสัปดาห์ละ 2 วัน ครั้งละ 80 นาที
ในมุมของครอบครัวมินามิโนะ คือเมื่อเห็นลูกชายชอบฟุตบอลจริง อยากจะเอาดีทางด้านนี้ ก็สนับสนุนให้ไปให้สุดไปเลย ไปลงเรียน เข้าคอร์สระดับประเทศ ให้ลูกชายตัวเองเก่งยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีก
จุดเปลี่ยนในแนวทางการเล่นของทาคุมิ มินามิโนะ อยู่ที่การย้ายมาเรียนฟุตบอลกับ คอร์ฟเวอร์ โค้ชชิ่ง
"ผมจำเด็กคนนี้ได้ดี เขามาอยู่กับโรงเรียนของเราตอนอยู่ ป.3 - ป.4 เขาเคลื่อนที่ได้ดี และเลี้ยงบอลเก่งมาก คือสามารถกระชากบอลไปยิงประตูคนเดียวได้เลย โดยไม่ต้องส่งใคร" เคย์ตะ โยชิคาวะ โค้ชคนแรกของทาคุมิ ที่คอร์ฟเวอร์เล่า
ที่โรงเรียนคอร์ฟเวอร์ ทุกๆเดือนจะมีกิจกรรมชื่อ "Game Day" คือจะเอานักเตะในรุ่นเดียวกัน มาแบ่งทีมเพื่อแข่งกัน กฎก็ง่ายๆคือ ทีมไหนยิงได้ ทีมที่โดนยิงก็จะโดนเปลี่ยนออก แล้ววนเอาทีมใหม่มาเรื่อยๆ ซึ่งเด็กๆก็อยากจะเป็นผู้ชนะ จะได้ลงเล่นต่อไปเรื่อยๆให้นานที่สุด
สิ่งที่มินามิโนะทำ คือพอเขี่ยปั๊บ เขาเลี้ยงบอลจากครึ่งสนาม วิ่งโซโล่เดี่ยวเข้าไปยิงประตู โดยไม่ต้องส่งให้ใครทั้งนั้น และพอมีการสลับเอาทีมใหม่ลงมา ทีมที่ยิงได้จะเป็นฝ่ายเขี่ยก่อน ซึ่งมินามิโนะ ก็วิ่งกระชากหลบทั้งทีม แล้วยิงเข้าไปเหมือนเดิม จนต้องสลับวนเอาทีมใหม่มาอีก วนเวียนแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนนักเตะทีมตัวเองไม่ได้สัมผัสบอลด้วยเลย
"ผมจำได้ดี และผมรู้ว่าตัวเองแฮปปี้มากด้วย เพราะมันเป็นเกมที่ผมสามารถเอาชนะคู่แข่งได้ ด้วยการใช้แค่การเลี้ยงบอลอย่างเดียว"
การเลี้ยงเก่ง ถือเป็นข้อดี แต่โค้ชโยชิคาวะมองแล้วว่า การใช้มันแบบสิ้นเปลืองขนาดนี้ เป็นข้ออันตรายมากกว่าข้อดี
"มันก็ดีถ้าคุณเลี้ยงเก่ง แต่ถ้าคุณขึ้นไปเล่นฟุตบอลในระดับมัธยมต้น ความกดดันมันจะต่างกับสมัยประถมลิบลับ และคุณจะไม่สามารถใช้การเลี้ยงลุยไปได้แบบนี้ตลอดหรอก"
นั่นทำให้โรงเรียนคอร์ฟเวอร์ ได้ใช้เวลาหลายปีแรก สอนให้ทาคุมิได้เรียนรู้ว่า ฟุตบอลมีอะไรมากกว่าการเลี้ยง คือใช่ การเลี้ยงบอลสามารถเป็นไม้ตายได้ แต่ในการแข่งจริง คุณไม่ได้ใช้ท่าไม้ตายตลอดเวลานี่นา คำว่าไม้ตายมันต้องเก็บไว้ใช้ในเวลาที่เหมาะสมต่างหาก
นอกจากนั้น ยังมีการสอนว่าการเลี้ยงไม่ได้มีแค่ 2 แบบ คือกระชาก กับ สับขาหลอก แต่ยังมีทริกมากกว่านั้นเยอะมาก
ที่โรงเรียนคอร์ฟเวอร์ จะสอนเทคนิคการเลี้ยงบอลเป็น 4 ระดับ คือ Beginner, Medium, Advance และ Expert
ระดับ Beginner สอนท่าสับขาอยู่กับที่ , ท่า Pull Push V และ ท่า Outside
ระดับ Medium สอนท่า Pull-across step over และท่า Rollover
ระดับ Advance สอนท่า Pull-drag behind และ Scissor pull-stop behind
และระดับ Expert สอนท่า One foot in and out roll และท่า Front-Rear cross
มินามิโนะจึงได้เข้าใจว่า ในศาสตร์ของฟุตบอล มันมีเทคนิคการเลี้ยงนับสิบรูปแบบ บางท่าไม่ได้ใช้ประโยชน์เพื่อล็อกหลบคู่แข่งด้วยซ้ำ คือแค่ใช้การคลึงนิดเดียวเพื่อมีเป้าหมายให้คู่แข่งเสียจังหวะ แล้วส่งบอลต่อให้เพื่อนที่รออยู่
ซึ่งสุดท้าย สกิลทั้ง 4 ระดับ ทาคุมิสามารถพิชิตได้ทั้งหมด เขาทำได้ทุกสกิลที่โรงเรียนมี
"โรงเรียนของเรารู้ดีว่า ว่าจุดเด่นของทาคุมิคือการเลี้ยง และเราก็ไม่ได้อยากจะปิดกั้นมัน เราจะไม่บอกเขาว่า ห้ามเลี้ยง ต้องส่งบอลอย่างเดียว ไม่ใช่แบบนั้น แต่เราอยากทำให้เขาขยายขอบเขตของทักษะการเลี้ยงให้กว้างขึ้น ซึ่งทาคุมิพอได้เรียนรู้ว่าโลกนี้มีทักษะอีกหลายแบบ เขาก็ฝึกซ้อมอย่างหนักทันที และมุ่งมั่นตั้งใจมาก ที่จะซึมซับเทคนิคใหม่ๆเข้าไปให้เร็วที่สุด"
หลังจากสอนเทคนิคการเลี้ยงแล้ว โรงเรียนก็พยายามพัฒนาในด้านอื่นๆให้ทาคุมิด้วย เช่นการอ่านเกม จังหวะจบสกอร์ 1-1 และการเคลื่อนที่ในสนาม ซึ่งในช่วง 3 ปี ที่เรียนกับคอร์ฟเวอร์ โค้ชชิ่ง เขาพัฒนาตัวเองอย่างก้าวกระโดด
ในช่วงที่ทาคุมิอยู่ชั้น ป.6 เขาเป็นกัปตันของสโมสรเซสเซล และลงเล่นในรายการ ออล-แจแปน ยูธซอคเกอร์ ซึ่งเป็นทัวร์นาเมนต์หาแชมป์ทั่วประเทศของเด็กประถม ปรากฏว่า ในรอบคัดเลือกเขตจังหวัดโอซาก้า เขาพาทีมลงแข่งขันกับ เอวานติ คันไซ อีกหนึ่งสโมสรที่แข็งแกร่ง ปรากฏว่า เกมนั้นทีมเซสเซล ของมินามิโนะ แพ้ไป 1-2
1
มินามิโนะ ยิงได้ แต่ก็ทำเสีย Own Goal ด้วยเช่นกัน ทำให้ทีมตกรอบ ไม่ได้ไปแข่งชิงแชมป์ประเทศอย่างน่าเสียดาย ซึ่งด้วยความผิดหวังที่ทำทีมพัง มินามิโนะ ชั้น ป.6 ถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา
หลังจบ ป.6 แม้จะไม่ได้พาทีมไปเล่นระดับประเทศ แต่ฝีเท้า และทักษะการเลี้ยงที่โดดเด่น ทำให้มีหลายๆสโมสรในเจลีก ต้องการดึงตัวทาคุมิไปอยู่อคาเดมี่
ตรงจุดนี้ ทาคุมิเองก็ต้องตัดสินใจเลือก คือตามกฎของสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น เยาวชนคนไหน ที่สังกัดอคาเดมี่ของสโมสรอาชีพ จะไม่สามารถลงแข่งขันฟุตบอลระดับอินเตอร์ไฮ หรือ การแข่งชิงแชมป์มัธยมแห่งญี่ปุ่นได้
คือเด็กๆที่เพิ่งจบ ป.6 ส่วนใหญ่ น้อยคนที่จะฝันทะเยอทะยานอยากเป็นนักเตะอาชีพ ส่วนใหญ่ก็อยากติดทีมโรงเรียนไปแข่งระดับประเทศกันทั้งนั้น อารมณ์เหมือน ความฝันของเด็กๆที่เล่นเบสบอลในญี่ปุ่นก็อยากไปโคชิเอ็ง
อย่างไรก็ตาม ทาคุมิรู้ว่า ความฝันของเขา มันใหญ่กว่าการไปแข่งอินเตอร์ไฮ เขาอยากไปให้ไกลกว่านี้ ดังนั้นแม้จะอดแข่งขันศึกชิงแชมป์ระดับประเทศเขาก็ต้องยอม
สุดท้าย ในปี 2007 ทาคุมิ วัย 12 ปี ตัดสินใจเลือกย้ายไปอยู่กับ อคาเดมี่ของเซเรโซ่ โอซาก้า ซึ่งเป็นสโมสรบ้านเกิดของเขานั่นเอง และเป็นเด็กฝึกหัดของทีมนับตั้งแต่นั้น
เมื่อมีการเรียนฟุตบอลจากทีมระดับเจลีกแล้ว ทาคุมิก็หยุดเรียนที่คอร์ฟเวอร์ โค้ชชิ่ง อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับโรงเรียนสอนฟุตบอลมาจนถึงวันนี้
"ตอนที่ผมขึ้นไปเล่นฟุตบอลระดับมัธยมต้น โค้ชจะเรียกร้องจากคุณมากขึ้น แค่การเลี้ยงอย่างเดียวไม่พอ แต่คุณต้องมีทักษะด้านอื่นด้วย ซึ่งโชคดีที่ผมไม่ได้ใส่ใจแต่การเลี้ยงอย่างเดียวตอนนั้น ผมมีความกระหายที่จะติดอาวุธอย่างอื่นให้ตัวเองด้วย ดังนั้นก็เลยเป็นประโยชน์กับตัวเอง ตอนโตขึ้น"
สำหรับทาคุมิ เขาอยู่กับอคาเดมี่ของเซเรโซ่ โอซาก้ามันตั้งแต่แรก ในปี 2007 ติดทีม U-15 จากนั้นในปี 2010 ติดทีม U-18 คืออายุแค่ 15 ปี แต่ติดทีม U-18 ได้แล้วนับว่าไม่ธรรมดาจริงๆ ก่อนที่สุดท้ายจะกระโดดมาเล่นทีมชุดใหญ่ในปี 2012 ด้วยวัย 17 ปี
ที่เซเรโซ่ โอซาก้า ให้ความดูแลเขาเหมือนลูกชาย คือประคบประหงมตั้งแต่ยังเล็ก ส่งไปแข่งขันทัวร์นาเมนต์ที่ต่างประเทศเป็นประจำเพื่อหาประสบการณ์
ซึ่งจุดเด่นของทาคุมิคือ เรียนรู้เร็ว และไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่งที่สุดในโลก เขาพร้อมซึมซับสิ่งใหม่ๆตลอด ถ้ามันจะทำให้ตัวเองพัฒนาขึ้น
1
3 ปีกับเซเรโซ่ โอซาก้า เขาลงไปทุกรายการ 85 นัด ยิงไป 17 ประตู และได้รับข้อเสนอจากยุโรป คือเรดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก จากออสเตรีย ในเดือนกุมภาพันธ์ 2015 ซึ่งแน่นอน ออสเตรียไม่ใช่ประเทศอันดับต้นๆของฟุตบอลยุโรป แต่ในเมื่อโอกาสเข้ามา ทาคุมิก็พร้อมท้าทายตัวเอง
คือถ้าเขาอยู่กับเซเรโซ่ โอซาก้าไปตลอดก็ได้ นี่คือบ้านเกิดของเขา เขาเป็นที่ป็อปปูลาร์ของแฟนๆ ไม่ต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมอะไร ใช้ชีวิตสบายไปตลอด แต่ทาคุมิก็ยังตัดสินใจเลือกจะย้ายทีม ไปวัดใจกับลีกออสเตรีย
"ขอบคุณเซเรโซ่ โอซาก้า ที่ดูแลผมมาตลอด ตั้งแต่ระดับมัธยมต้น จนกลายมาเป็นนักเตะอาชีพอย่างทุกวันนี้ แต่สำหรับการย้ายทีมครั้งนี้ ผมคิดว่ามันคงมีโอกาสไม่มากนัก ที่จะมีทีมยุโรปยื่นข้อเสนอมา และผมอยากพัฒนาตัวเองต่อไปอีก ผมไม่อยากหยุดอยู่แค่นี้ ดังนั้นผมจึงเลือกย้ายไปซัลซ์บวร์ก"
เราจะเห็นได้ว่า "หลักคิด" ในการใช้ชีวิตของทาคุมินั้น เขามีจุดยืนที่ชัดเจนมากว่า ถ้าอะไรที่ทำให้ตัวเองเก่งขึ้นได้ในฐานะนักฟุตบอล เขาจะทำ
ซ้อมหนักยิ่งกว่าเด็กประถมทั่วไปหรอ? แล้วไง เขาไม่สนหรอก ซ้อมทุกวันเลยก็ได้
สไตล์การเลี้ยงของเขามันมีมิติเดียวหรอ? โอเค งั้นเขาไปเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆเพิ่ม เอามาประยุกต์กับตัวเอง
อดเล่นอินเตอร์ไฮหรอ ? ถ้ามันจะทำให้เขากลายเป็นโปรเพลเยอร์ เขายอมทิ้งชีวิตสนุกสนานของเด็กมัธยมไปก็ได้
มีโอกาสไปเล่นยุโรปแต่ไม่ใช่ลีกใหญ่หรอ? ก็แล้วไงล่ะ ถ้าอยากเป็นนักเตะระดับท็อป มีโอกาสไปอยู่ทีมที่ได้เล่นแชมเปี้ยนส์ลีก ทำไมเขาจะต้องทิ้งโอกาสไป
ทาคุมิ เป็นคนแบบนี้ เขาจะเดินหน้าเลือกหนทางที่จะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นอยู่เสมอ
ท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องการย้ายไปลิเวอร์พูล แฟนบอลญี่ปุ่นก็ล้วนแต่ตื่นเต้น แต่ก็มีส่วนหนึ่งกังวลใจว่า ถ้ามินามิโนะย้ายไปจริงๆ แล้วเขาจะได้ลงหรือ? จะไปแย่งตำแหน่ง ซาลาห์-มาเน่-ฟีร์มีโน่ได้อย่างไร
นักเตะคุณภาพ และชื่อดังกว่าเขา อย่างเซอร์ดาน ชาคิรี่ หรือ ดิว็อค โอริกี้ ยังเป็นแค่สำรอง แล้วเขาที่ชื่อเสียงน้อยกว่า จะแย่งตัวจริงจากสามตัวท็อปเหล่านี้ได้หรือ ซาลาห์-มาเน่-ฟีร์มีโน่ มีชื่อชิงบัลลงดอร์ครบทุกคนนะ บางทีถ้าเลือกย้ายไปทีมอื่นที่ การันตีตัวจริงให้เขาง่ายกว่านี้ อาจจะดีกว่าก็ได้
แต่ก็นั่นล่ะ ถ้าดูจากหลักคิดของทาคุมิที่เป็นมาตลอด ก็เชื่อว่าเขาไม่เปลี่ยนแปลงหรอก อะไรที่จะทำให้ตัวเองพัฒนาขึ้นในเชิงฟุตบอล เขาจะทำแน่นอน ดังนั้นการย้ายไปลิเวอร์พูล ใช่ เขาอาจไม่ได้เป็นตัวจริงทุกนัด แต่การได้เล่นร่วมกับนักเตะระดับโลก ย่อมทำให้เขาเก่งขึ้นกว่านี้อีก
จะดีจะร้ายเขาก็พูดภาษาเยอรมันได้ อย่างน้อยก็สามารถสื่อสารกับเจอร์เก้น คล็อปป์ได้ละกัน แถมนักเตะลิเวอร์พูลที่พูดเยอรมันได้ก็มีเพียบ เดยัน ลอฟเรน, โจเอล มาติป รวมถึงโรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ดังนั้นก็น่าจะตัดปัญหาเรื่องการโดดเดี่ยวไปได้
ซึ่งใช้เวลาไม่นาน เดี๋ยวเขาก็พูดอังกฤษได้ เหมือนกรณีของซน ฮึง-มิน ที่ตอนย้ายมาจากเลเวอร์คูเซ่น ก็พูดเยอรมันได้อย่างเดียว แต่ตอนนี้พูดอังกฤษได้คล่องแคล่วแล้ว ซึ่งมินามิโนะ ก็สามารถทำแบบนั้นได้เช่นเดียวกัน
มาถึงจุดนี้ คิดว่าการย้ายจากซัลซ์บวร์ก ไปลิเวอร์พูล ของทาคุมิ มินามิโนะ ไม่มีปัญหา มันจะเกิดขึ้นแน่ๆ แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่า คือเจอร์เก้น คล็อปป์จะใช้งานเขาอย่างไร และตัวมินามิโนะจะอดทนได้มากแค่ไหน ถ้าทุกอย่างมันไม่เป็นใจ
แต่อย่างไรก็เชื่อว่า คนอย่างเขาคงไม่ยอมถอดใจง่ายๆแน่ๆ
ชื่อคันจิของเขา 拓 แปลว่า บุกเบิก กับ 実 แปลว่า เมล็ดพันธุ์ที่รอการเจริญเติบโต
มันแปลว่า ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหนเขาก็ต้องการเรียนรู้เพื่อเจริญเติบโตขึ้น เพื่อที่จะสามารถบุกเบิกโลกใหม่ให้กับตัวเอง
แล้วสิ่งใหม่ที่ทาคุมิ ต้องการจะบุกเบิกคืออะไร?
คำตอบอาจจะเป็น การเดินหน้าไปสู่ความเป็นนักเตะญี่ปุ่นที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศก็เป็นได้
#Takumi #Minamino
โฆษณา