16 ธ.ค. 2019 เวลา 05:20
รู้มั๊ย เราใช้เงินเหรียญ ซื้อของได้เท่าไหร่
เงินเหรียญของไทยผลิตโดยสำนักกษาปณ์ กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เงินเหรียญสามารถผลิตออกใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนโดยไม่ต้องมีสิ่งใดมาค้ำประกัน เพราะโลหะที่ใช้ผลิตเหรียญกปาษณ์นั้นมีค่าในตัวเองอยู่แล้ว ต่างจากธนบัตรที่ผลิตและควบคุมการหมุนเวียนโดยธนาคารแห่งประเทศไทย
ปัจจุบันเงินเหรียญมีการใช้ลดลง ด้วยราคาสินค้าและค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะใช้เงินเหรียญจ่ายค่าสินค้าได้ทั้งหมดในคราวเดียวกัน รู้หรือเปล่าครับว่าเราสามารถจ่ายเป็นเงินเหรียญได้ครั้งละเท่าไหร่?
จากกระปุกออมสินในสมัยเด็ก มาเป็น ขวดโหลใส่เศษเหรียญในปัจจุบัน
นึกถึงตอนเป็นเด็กที่เราถูกสอนให้หัดออมเงินด้วยการหยอดเงินเหรียญที่เหลือจากโรงเรียนใส่กระปุกออมสินจนเต็ม แล้วก็เอาไปฝากธนาคาร สมัยนั้นเหรียญ 1 บาทก็ยังเอาใช้ซื้อของได้หลากหลายกว่าในปัจจุบันที่ราคาสินค้าสูงขึ้นกว่าเดิมมาก พอโตขึ้น มีเงินใช้มากขึ้น ค่าครองชีพก็สูงขึ้น เราใช้ธนบัตรมากกว่าเหรียญ เหรียญที่เราใช้มากๆ ก็เปลี่ยนเป็นเหรียญ 5 บาท 10 บาท แทนเหรียญบาท เหรียญสลึง
หลายคนเกิดความเคยชินกับการใช้ธนบัตร ทำให้เงินเหรียญที่ร้านค้าทอนให้กลายเป็นเหมือนเศษเหรียญที่ติดกระเป๋ากลับบ้าน จนต้องหาอะไรมาใส่เหรียญ เปลี่ยนจากกระปุกออมสินสมัยเด็ก เป็นขวดปากกว้างบนโต๊ะใส่เศษเหรียญที่เหลือกลับมาจนเต็ม แล้วจะเอาเหรียญในขวดไปทำยังไงกัน
1
ขวดใส่เหรียญจนเต็ม เอามานับน่าจะได้เงินหลายร้อยบาท ยิ่งถ้าเป็นเหรียญ 5 บาท หรือ เหรียญ 10 บาท (บางคนใส่ธนบัตรใบละ 20 บาทด้วย) รวม ๆ กันอาจเป็นพันบาทได้ เงินเหรียญขนาดนี้จะเอาไปฝากธนาคาร ส่วนมากก็จะคิดค่านับเหรียญ หลายคนเอาไปแลกกับร้านค้าสะดวกซื้อใกล้บ้านแทนก็สะดวกดี แล้วถ้าจะเอาไปซื้อของแทนธนบัตรล่ะ
ทราบหรือไม่ครับว่า เราสามารถจ่ายเงินเป็นเงินเหรียญได้ครั้งละเท่าไหร่
แม้เราจะมีเงินเหรียญเป็นพันบาทจากขวดโหล เราก็ไม่สามารถใช้จ่ายเงินเหรียญทั้งหมดได้ในครั้งเดียว เพราะพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ. 2501 ในมาตรา 11 ระบุไว้ว่า "เหรียญกษาปณ์เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายไม่เกินจำนวนที่กำหนดโดยกฎกระทรวง"
การชำระค่าสินค้าหรือหนี้ด้วยเหรียญนั้นมีกฎหมายรองรับไว้ว่าจะสามารถชำระได้เท่าไหร่ หากเอาเหรียญไปชำระหนี้เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ก็จะเป็นการชำระหนี้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ โดยกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกำหนดการชำระหนี้ด้วยเหรียญไว้ ดังนี้
เหรียญ 25 สตางค์ ใช้ชำระหนี้ได้ไม่เกิน 10 บาท
เหรียญ 50 สตางค์ ใช้ชำระหนี้ได้ไม่เกิน 10 บาท
เหรียญ 1 บาท ใช้ชำระหนี้ได้ไม่เกิน 500 บาท
เหรียญ 2 บาท ใช้ชำระหนี้ได้ไม่เกิน 500 บาท
เหรียญ 5 บาท ใช้ชำระหนี้ได้ไม่เกิน 500 บาท
เหรียญ 10 บาท ใช้ชำระหนี้ได้ไม่เกิน 1,000 บาท
3
ใครที่มีเงินเหรียญจำนวนมากๆ ก็คงต้องดูว่าจะเอาเงินเหรียญที่มีอยู่ไปใช้ได้อย่างไรครับ สำหรับคนที่เป็นหนี้ ไม่ว่าจะหนี้บัตรเครดิต หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล หรือหนี้อื่นๆ ก็ตาม แล้วคิดจะชำระหนี้ด้วยเหรียญจำนวนเยอะๆ คงต้องทราบว่ามีกฏหมายคุ้มครองในส่วนนี้นะครับ เพื่อป้องกันการกลั่นแกล้งกัน หากสุดท้ายแล้วเจ้าหนี้เห็นว่ารับเงินเหรียญก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรจากลูกหนี้เลย ก็คงต้องแล้วแต่การตัดสินใจของเจ้าหนี้ครับ
โฆษณา