26 ธ.ค. 2019 เวลา 12:18 • ประวัติศาสตร์
คน รวยที่สุดในประวัติศาสตร์โลก....
เหล่าอภิมหาเศรษฐีไม่ว่าจะเป็น บิลล์ เกตส์ หรือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ หรือ สตีฟ จ็อบส์ ผู้ล่วงลับ ไม่เว้นแม้แต่ คาร์ลอส สลิม ชายที่รวยที่สุดในโลกประจำปี 2012 ที่ได้รับการจัดอันดับโดย Forbes (ประเมินว่ามีทรัพย์สิน 6,900 ล้านเหรียญสหรัฐ) เขาเหล่านั้นยังต้องชิดซ้ายๆ เพราะว่ายังรวยสู้ คิง Mansa Musa ที่1 ไม่ได้เลยยย พระพระองค์ทรัพย์สินถึง 400,000 ล้านเหรียญ
เรามาอ่านประว้ติแบบย่อของ คิงส์
Mansa Musa กันเลยยยยย
King Mansa Musa (ค.ศ. 1280 – 1337) กษัตริย์ของชาวแอฟริกัน ซึ่งถูกยกย่องและถูกจัดอับดับให้เป็นบุคคลคนที่รวยที่สุดในประวัติศาสตร์โลก โดยนิตยสาร Time ทรัพย์สินของท่านเยอะมากเสียจนไม่สามารถประเมิณค่าออกมาเป็นตัวเลขได้ ซึ่งพระองค์ก็ไม่ได้เป็นเจ้าของบ่อน้ำมันหรือธุรกิจส่วนตัวแต่อย่างใด แต่มาจากท้องพระคลังเพียงอย่างเดียว เปรียนเสมือนทีชาล่าแห่งวากานด้า (Black Panther) ที่เกิดมาพร้อมอาณาจักรที่มีมรดกเป็นแร่ไวเบรเนียมนั่นแหละฮ่ะท่านผู้โชมมมม..
King Mansa Musa เป็นกษัตริย์ที่ครอบครองจักรวรรดิ Mali (บริเวณตะวันตกของแอฟริกา ประเทศกานา และเมืองทิมบุกตู (Timbuktu) ประเทศมาลี ในปัจจุบัน) ดินแดนที่รายล้อมไปด้วยทองคำ และเกลือมหาศาล (ว่ากันว่าพระองค์ครองตลาดเกลือทั่วโลกเลยทีเดียว) แต่ทาง Forbes ก็ได้ทำการประเมินว่า King Mansa Musa น่าจะมีทรัพย์สินทั้งหมดรวมกันอยู่ที่ 400,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 12 ล้านล้านบาท)
ตลอดระยะเวลาที่ King Mansa Musa ปกครองอาณาจักรตัวเองอยู่นั้น ก็ได้มีการขยายอาณาจักรออกไปเรื่อย ๆ แต่พระองค์ไม่ได้ใช้วิธีการทำสงครามแต่อย่างใด นะเออ เคยได้ยินประโยคที่ว่า เงินมาผ้าหลุด เงินสะดุดผ้าหลุดแค่เอว มั้ย นั้นและครับ มีเงินสะอย่างสบายไปทุกอย่าง
เพราะพระองค์ใช้วิธี “Shut up and take my Money” โดยสามารถขยายอาณาจักรได้ยิ่งใหญ่กว้างไกลกว่า 2,000 ไมล์ หรือคิดง่าย ๆ ก็คือประเทศไทยคูณสอง นั่นเอง เรียกว่าขยายอาณาจักรโดยไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อสักนิด
แต่ความรวยแค่นี้มันอาจจะไม่ยิ่งใหญ่พอ เพราะ รวยอย่างเดียวมันเชยมันต้อง รวย ดัง เป็นที่รู้จัก ด้วย!
King Mansa Musa เลยสร้างกิจกรรมที่ทำให้คนทั้งโลกต้องจดจำไว้เสียหน่อย พระองค์จึงออกเดินทางเป็นระยะทางกว่า 6,400 กิโลเมตร เพื่อมุ่งหน้าไปนครเมกกะ โดยระหว่างทางก็ได้ทำการโปรยเงินไว้ตลอดเส้นทาง..ใช่คะโปรยเงินใครนึกภาพไม่ออกให้นึกถึงขบวนแห่นาคบ้านเราคะ แต่ขณะแห่ เจ้าภาพก็โปรยเงินตลอดการแห่ นั้นเอง!
ซึ่งการเดินทางโปรยเงินในครั้งนั้น ก็ได้มีผู้บันทึกเหตุการณ์เอาไว้ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสิ้นสุด นอกจากจะเดินทางแบบโปรยเงินตลอดเส้นทางแล้ว ขบวนคณะติดตามของพระองค์ก็ประกอบไปด้วย ทหารเกราะทอง ขบวนคาราวานฝังเพชร และอูฐเลี่ยมทองยาวสุดลูกหูลูกตา
การเดินทางครั้งนี้พระองค์แจกเงินมหาศาลชนิดที่ว่า สามารถทำให้เมืองไคโร ที่กำลังจะล่มสลายเพราะวิกฤตทางเศรษฐกิจ กลับมายืนได้อีกครั้งด้วยเงินที่ King Mansa Musa แจกนี่แหละ เมื่อได้รับเงินเศรษฐกิจของเมืองก็ฟื้นตัวได้ภายในข้ามคืนเดียว คิดดูสิว่า พระองค์จะเปย์หนักมากขนาดไหนกันล่ะ ?
และหากสงสัยว่าเราหาแหล่งอ้างอิงของกษัตริย์องค์นี้มาจากไหน หรือตำนานเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องโม้หลอกเด็ก!
เหตุการณ์นี้มีการบันทึกในประวัติศาสตร์นี้ถูกสลักไว้ใน Catalan Atlas หนึ่งในแผนที่สำคัญของยุโรป และทุกๆ ที่ ที่กษัตริย์องค์นี้ได้เดินทางไป ก็ได้สร้างทั้งสถานศึกษา ศาสนสถาน รวมถึงมัสยิดชื่อดังอย่าง Djinguereber Mosque เอาไว้ด้วย (โดยจ่ายค่าตอบแทนเป็นทองคำ 200 กิโลกรัม จากการจ้างวิศวกรมาจากประเทศสเปนและอียิปต์)
King Mansa Musa ครองราชย์ได้เพียง 25 ปี และสวรรคตในปี 1337 โดยเรื่องราวของพระองค์ถูกทิ้งไว้เป็นประวัติศาสตร์ถึงความร่ำรวยชนิดที่เป็นประวัติศาสตร์โลก และไม่ใช่แค่รวยทรัพย์สินเท่านั้น แต่พระองค์ยังรวยน้ำใจมากอีกด้วย
โฆษณา