เดนมาร์ก ประเทศที่แบนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หันมาใช้รถบัสพลังงานไฮโดรเจนแล้ว
เดนมาร์ก ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของยุโรป มีขนาดเล็กกว่าประเทศไทยเกือบ 12 เท่า มีประชากรทั้งหมดมีเพียง 5.8 ล้านคนโดยประมาณ ซึ่งน้อยกว่าประชากรของกรุงเทพมหานครถึง 1.65 เท่า
ถึงจะมีขนาดเล็ก แต่เดนมาร์กนั้น เป็นประเทศที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมาก และประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่ยอมรับพลังงานนิวเคลียร์ จนเกิดประท้วงต่อต้านการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ภายในประเทศเมื่อปี พ.ศ. 2521 แม้ขณะนั้ประเทศยังต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากถ่านหินอยู่มาก
จนเกิดเป็นปรากฎการณ์ลูกโซ่ เกิดการประท้วงในลักษณะเดียวกันในประเทศอื่นๆอีกหลายประเทศ เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น เป็นต้น
หลังจากเหตุการณ์นี้ รัฐบาลเดนมาร์ก ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนและผลปรากฎว่า 53%ไม่เอาไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ มีเพียง 32%เท่านั้นที่ยังอยากใช้พลังงานนิวเคลียร์อยู่
เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้รัฐบาลจึงผ่าน
ร่างกฎหมายห้ามสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ตั้งแต่ พ.ศ. 2528 หรือเมื่อ 34 ปีที่แล้ว และนอกจากจะแบนโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แล้ว เดนมาร์กยังไม่สนับสนุนการนำเข้าไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ แต่หันมาพัฒนาพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแทน
ในปี 2562 เดนมาร์กสามารถลดการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากถ่านหินลงเหลือเพียง 30% และผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมได้ถึง 40% และตั้งเป้าจะใช้พลังงานจากพลังงานหมุนเวียนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ( Green Energy )100% ภายในปี 2050 หรือในอีก 30 ปีข้างหน้า
หนึ่งใน Green Energy ที่เดนมาร์กมุ่งมั่นพัฒนาอย่างจริงจังมาตลอดคือ “พลังงานไฮโดรเจน” จนเมื่อปี พ.ศ. 2561 ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจำนวน 40 ล้านเหรียญยูโร หรือกว่า 1,500 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น) จาก EU ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “H2BusEurope” ที่ EU มุ่งสนับสนุนให้มีการใช้รถบัสพลังงานไฮโดรเจนจำนวน 600 คัน ภายในประเทศสมาชิก
ด้วยเงินสนับสนุนจำนวนนี้ เดนมาร์กวางแผนจะนำรถบัสพลังงานไฮโดรเจนจำนวน 200 คันออกบริการประชาชน โดยคาดว่าจะสามารถนำรถคันแรก ออกบริการประชาชนได้ ภายในปี 2563 ที่จะถึงนี้
แทนที่จะปลดปล่อยก๊าซ รถบัสพลังงานไฮโดรเจนปลดปล่อยเพียงแค่น้ำจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น และมีการประเมินว่า รถบัสพลังงานไฮโดรเจนจำนวน 200 คัน จะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 14,000 ตัน
หันมาดูกรุงเทพของเราบ้าง ไม่รู้ว่ารถบัสและรถอื่นๆที่วิ่งอยู่ทั่วเมืองกรุง ปลดปล่อยปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซสู่ชั้นบรรยากาศเท่าใด ที่เเน่ๆก๊าซและควันพิษเหล่านี้คงไม่ลอยไปไกลถึงเดนมาร์ก แต่จะวนเวียนอยู่รอบตัวเรา และจะเป็นอยู่อย่างนี้ไปอีกนาน ตราบใดที่เรายังไม่เริ่มเปลี่ยนแปลงประเทศตัวเอง
2ถูกใจ
2แชร์
326รับชม
แสดงความคิดเห็นของคุณ...
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      จาก “S22” สู่ “S23″ หนึ่งปีของการพัฒนาสมาร์ทโฟนที่ “Samsung” มาถูกทางแล้ว นับตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว (2565) การมาของ Galaxy S22 Ultra ถือว่าสั่นสะเทือนวงการสมาร์ทโฟนเรือธงอย่างรุนแรง เพราะหากจำได้ ตอนนั้นแบรนด์เพื่อนพ้องแถวหน้าทั้ง Apple และ Huawei ต่างขนเทคโนโลยีกล้องออกมาข่มขวัญจนแทบจะไม่น่าเชื่อว่าจะมีใครมาต่อกรกับสองยักษ์ใหญ่นั้นได้
      L’Oréal มุ่งมั่นให้ทุกคนทั่วโลกงดงาม ด้วย “Universalization” (ตอนที่ 1) ผลิตภัณฑ์เสริมความสวยงาม และความหล่อเหลา ในโลกนี้มีมากมายหลายยี่ห้อ แต่หลายท่านคงทราบกันแล้วว่าในหลาย ๆ แบรนด์ที่ต่างชื่นชอบกันนั้น เป็นของ L’Oréal นั่นเอง และนี่เองทำให้ “L’Oréal Brand” เป็นธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่มี Market Cap. ณ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2023 สูงถึง 221.44 พันล้านสหรัฐฯ คิดเป็นอันดับที่ 42 ของโลก (ข้อมูลจาก companiesmarketcap.com)
      หนุ่มจีนวัย 38 ปียังโสด โดนแม่พาไปหาหมอโรคจิต 4 ปีติด แม่สงสัยสมองอาจมีปัญหา🔥 ที่ประเทศจีนในปัจจุบันนี้ยังคงมีค่านิยมที่อยากให้ลูกหลานรีบแต่งงาน เป็นฝั่งเป็นฝาไวๆ หากใครที่อายุเยอะแล้วยังไม่แต่ง ก็จะโดนทางครอบครัวเร่งเร้ากดดัน
      • รู้ไหม พาสปอร์ตของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก มีอยู่ 4 สีด้วยกัน ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?
      ดูทั้งหมด