31 ธ.ค. 2019 เวลา 02:52 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
ก่อนส่งท้ายปีเก่า 2019 แอดมินขออัพเดท content สุดท้ายของปี เรื่องหลักการใช้ยาช่วยนอนหลับ
ก่อนจะเรียนรู้เรื่องยา ต้องเข้าใจวงจรการนอนหลับกันก่อน โดยปกติแล้วเราแบ่งช่วงการนอนเป็น 2 ช่วง
📌ช่วงแรกคือ non-rapid eye movement (NREM) ซึ่งจะแบ่งได้อีกเป็น stage N1, N2 , และ N3-4 (ปัจจุบัน ยุบรวมเป็น N3) ถือเป็นช่วงที่เกิด delta wave sleep หรือ slow-wave sleep (SWS) เกิดขึ้น ถือเป็นช่วงสำคัญของการนอนหลับ เพราะทำให้เกิดการหลับลึก (deep sleep) มีการผ่อนคลายของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย ความดันโลหิตต่ำลง หายใจช้าลง อุณหภูมิในร่างกายลดต่ำลง
📌📌ช่วงที่สอง คือ rapid eye movement (REM or R) เป็นช่วงที่คลื่นไฟฟ้าสมองเปลี่ยนจาก delta wave เป็น theta wave ซึ่งคล้าย ๆ กับช่วงตื่น เริ่มกลับมีคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อต่าง ๆ รวมถึงการกลอกลูกตาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม REM sleep ก็ถือเป็นช่วงการหลับที่สัมพันธ์กับการทำงานหลายส่วนของสมองเรา
🔸วงจรการหลับ จะเริ่มจากการตื่น▶️ N1 ▶️ N2▶️ N3 ▶️ REM แบบนี้ไปเรื่อย ๆ ประมาณ 4-5 รอบต่อ 1 คืน โดยในช่วงท้าย ๆ คืน N3 จะสั้นลงเรื่อย ๆ และ REM จะยาวขึ้นเรื่อย ๆ
🔸การรักษาโรคนอนไม่หลับ หรือ การใช้ยาช่วยนอน ในทางเภสัชมีส่วนที่ต้องคำนึงถึงหลายประเด็น ได้แก่
1. ปกติแล้วควรให้คำปรึกษาเรื่อง sleep hygiene ก่อน หากได้รับการวินิจฉัย และจำเป็นต้องได้รับยา ก็ยังควรใช้ยาร่วมกับการปรับเปลี่ยน sleep hygiene ด้วยเสมอ โดยปรับพฤติกรรมการนอนหลับ โดยเฉพาะการเข้านอน ตื่นนอนให้คล้าย ๆ กันทุกวัน บางคนใช้การนับเวลานอน จำกัดการดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มน้ำดำ ก็จะช่วยได้มาก แถมยังช่วยลดระยะเวลาการใช้ยาได้อีกด้วย
2. หากจำเป็นต้องใช้ยา ควรเลือกยาที่เปลี่ยนแปลงวงจรการนอนหลับน้อยที่สุด ไม่ว่าจะในช่วงใดก็ตาม โดยเฉพาะ N3 และ REM ยากลุ่ม benzodiazepines ทำให้หลับได้นานขึ้นก็จริง แต่จะเห็นว่าเวลาหลับที่เพิ่มขึ้นเกิดจาก N2 และกลับไปลด N3 และ REM ดังนั้นยากลุ่มนี้ใช้แล้วจึงตื่นมาแบบไม่สดชื่น มึน งง
3. เลือกยาให้เข้ากับปัญหาการนอนของผู้ป่วย เช่น หลับยาก (การศึกษามักตัดที่ 30 นาที หลังจากหัวถึงหมอน) ก็ควรเลือกยาที่สามารถลด latency to sleep onset และควรดู pharmacokinetic profiles ของยาในแง่ของ onset of action หรือ Tmax ด้วย เนื่องจากจำเป็นจะต้องให้คำปรึกษาเพื่อให้ผู้ป่วยรับประทานยาก่อนนอนนานแค่ไหน ซึ่งต้องซักประวัติก่อนว่าผู้ป่วยต้องการหลับจริงเวลาใด
4. สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาตื่นบ่อย ตื่นเร็วกว่าเวลาปกติ ควรเลือกยาที่ออกฤทธิ์นาน อย่างไรก็ตามหลักการคือไม่ควรเป็นยาที่ออกฤทธิ์นานเกินเวลาหลับปกติของคนเรา เช่น อยู่ในช่วง 8-12 ชั่วโมง เนื่องจากอาจเกิดปัญหาง่วงข้ามวัน เกิดอุบัติเหตุหรืออันตรายในการทำงานกับเครื่องจักร/ขับรถ หรือพลัดตกหกล้มได้
5. ยาที่สามารถหยิบได้ในร้านยา หลัก ๆ ก็จะเป็นยาอันตราย ได้แก first generation antihistamine, amitriptyline, trazodone ยาเหล่านี้จะเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ตื่นบ่อย หรือ ตื่นเร็วมากกว่าหลับยาก เนื่องจากระยะเวลาเริ่มออกฤทธิ์ค่อนข้างช้า อย่างไรก็ตามควรระวังอาการไม่พึงประสงค์ที่มักมาพร้อมเรื่องช่วยนอน คือ anticholinergic effects, postural hypotension, tachycardia โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ อีกเรื่องที่สำคัญคือยาที่มีฤทธิ์ anticholinergic effects จะกดการเข้า REM sleep
6. ควรเลือกยาที่จะทำให้เกิดอาการถอนยาได้ต่ำ (ความเข้าใจของคนส่วนใหญ่คือการติดยา) โดยยาที่มีคุณสมบัตินี้เป็นหลักก็ยังเป็น benzodiazepines นั่นเอง
7. ผู้ป่วยโรคจิตเวชมักมาพร้อมกับปัญหาการนอน ดังนั้นก็มักจะมียาช่วยนอนเป็นยากลุ่มที่รักษาโรคนั้น ๆ เช่น antipsychotics (quetiapine, olanzapine, chlorpromazine) สำหรับผู้ป่วยจิตเภท antidepressants (trazodone, mirtazapine/mianserin, amitriptyline, low-dose doxepin, agomelatine) สำหรับโรคซึมเศร้า โดยอาจจะรักษานานกว่าผู้ป่วยที่มีแต่ปัญหาการนอน
แอดมินขออัพเบา ๆ พอเป็นน้ำจิ้ม ยังไม่ได้พูดถึงยาแต่ละตัว และยากลุ่มใหม่ที่ FDA approved ได้แก่ suvorexant และล่าสุด คือ lamborexant ที่เพิ่งประกาศเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
Ref. Atkin T, Comai S, Gobbi G. Drugs for Insomnia beyond Benzodiazepines: Pharmacology, Clinical Applications, and Discovery. Pharmacol Rev. 2018 Apr;70(2):197-245. doi: 10.1124/pr.117.014381.
สุดท้ายทางเพจขอขอบคุณที่ทุกท่านติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับยาจิตเวชมาตลอดปี 2019
สำหรับปี 2020 ทางทีมแอดมินจะขอมอบสาระเข้มข้นแบบนี้ไปตลอดปีเช่นกัน♥️♥️
ทางเพจขอให้ทุกท่านทิ้งสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ดี ความทุกข์เศร้าทั้งหลาย ปัญหาสุขภาพกายใจ ไว้ที่ปีเก่า และเริ่มต้นชีวิตใหม่ในปีใหม่นี้นะคะ //สวัสดีปีใหม่ 2020
ขอบคุณ ยาจิตเวช ง่าย ง่าย By เภสัช
โฆษณา