4 ม.ค. 2020 เวลา 13:08 • ประวัติศาสตร์
Isadore Fink คดีฆาตกรรมในห้องปิดตาย
ฆาตกรรมในห้องปิดตาย (Murders in locked-rooms mystery) เป็นอาชญากรรมประเภทหนึ่งที่มักปรากฎอยู่อาชญนิยายของนักเขียนชื่อก้องอย่าง อกาธา คริสตี้, จอห์น ดิ้กสัน คารร์ หรือนักเขียนการ์ตูนที่เรารู้จักกันดี โกโช อาโอยามะ ผู้ให้กำเนิดเจ้าหนูนักสืบโคนัน
1
ในความเป็นจริง ฆาตกรรมในห้องปิดตายเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ ด้วยลักษณะทางกายภาพของมนุษย์อันไม่สามารถย้ายร่างของตัวเองผ่านประตูหน้าต่างที่ปิดมิดชิดจากด้านในสู่อิสรภาพภายนอกหลังก่อเหตุได้
แต่หากสรุปเช่นนั้น เราอาจดูถูกโลกสีเทาอันบิดเบี้ยวนี้ไปหน่อย เพราะเมื่อลองเปิดประวัติศาสตร์ดู ผู้เขียนกลับพบเหตุการณ์จริงที่น่าสนใจ และมีลักษณะคล้ายฆาตกรรมในห้องปิดตาย
คดีปริศนาของ Isadore Fink
.
1
.
.
Isidore Fink (อิซิดอร์ ฟิงค์ ขออภัยครับรูปกราฟิกสะกดชื่อผิด) เป็นชายชาวโปแลนด์ กำเนิด ณ แคว้นเล็กๆ ชื่อ Galicia ตั้งอยู่ตรงชายแดนโปแลนด์-โรมาเนีย
ด้วยไฟร้อนแห่งสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทำให้ยุโรปกลายเป็นสถานแห่งความรุนแรง แว่นแคว้นช่วงชิงอำนาจและมีโอกาสเปิดสงครามกันได้ทุกเมื่อ เขาเป็นคนรักสงบ Fink จึงตั้งใจทำงานเก็บเงิน เพื่อย้ายถิ่นฐานไปสู่อนาคตที่ดีกว่า
ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเขาประกอบอาชีพอะไรที่บ้านเกิด แต่ไม่นาน Fink ก็รวบรวมเงินได้ก้อนหนึ่ง เพียงพอกับการซื้อชีวิตใหม่ในต่างประเทศ และเมืองที่เขาเลือกก็คือ มหานครนิวยอร์ก, ประเทศสหรัฐอเมริกา
มาถึงเมื่อปี 1927 Fink นำเงินก้อนติดตัวมาลงทุนในกิจการร้านซักรีด โดยเขาเช่าพื้นที่ชั้น 1 จำนวนสองห้อง ของตึกขนาดกลางสร้างด้วยอิฐสีส้ม มีประตูหน้าต่างมิดชิด เลขที่ 4 East ถนน 132 เขาใช้ห้องแรกซึ่งติดกับถนนเพื่อทำงาน และห้องถัดมาเพื่อพักอาศัย
ร้านซักรีดของเขาตั้งอยู่ในย่าน Harlem อันค่อนข้างอันตรายในยุคนั้น ผู้คนปล้น ฆ่ากันเป็นเรื่องปกติ เพราะอเมริกากำลังอยู่ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำจากเหตุการณ์ The Great Depression โดยรวมไม่ใช่ย่านที่น่าอภิรมย์นัก แต่ก็แลกมาด้วยค่าเช่าราคาถูก ประชากรกระจุกตัวหนาแน่น แม้ในยามค่ำคืนก็คราคร่ำไปด้วยผู้คนที่ออกมาท่องราตรี
จากคำบอกเล่าของเพื่อนบ้าน Fink เป็นคนเงียบขรึม เก็บตัว และระมัดระวังอยู่ตลอด อาจเพราะอาศัยอยู่ในย่าน Harlem กระมัง จึงทำให้เขาติดกลอนตรงหน้าต่างเพิ่มเป็น 2 อัน ทั้งๆ ที่หน้าต่างก็มีกรงเหล็กสีดำกั้นไว้ก่อนแล้วหนึ่งชั้น และไม่ลืมเดินตรวจลงกลอนทุกทางเข้าออกก่อนนอนเสมอ
ลูกค้าทั่วไปจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในร้านซักรีดของเขา จะต้องยืนรอผ้าอยู่ด้านนอก แต่ก็มีลูกค้าประจำบางรายที่ได้เข้าไปอยู่เหมือนกัน ซึ่งถ้าโชคดีอาจได้ยิน Fink เล่นมุกตลกร้ายใส่ เช่น
"สักวันผมคงโดนยกเค้าจนหมดตัวแน่ แต่พวกโจรก็ต้องเจองานยากหน่อยนะ ถ้าอยากจะเข้ามา ฮ่าๆ"
.
วันเสาร์ที่ 9 มีนาคม 1929
เวลาประมาณ 22:00 น.
Fink กลับมาที่ร้านหลังจากนำผ้าเพิ่งซักเสร็จไปส่งให้แก่ลูกค้าตามบ้าน เขาตรวจตราความเรียบร้อยเหมือนทุกครั้ง
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เวลา 22:30 น. เพื่อนบ้านชื่อ Mrs. Locklan Smith ซึ่งอยู่ห้องที่ 4 ลึกเข้าไปในตัวตึก ได้ยินเสียงคล้ายคนต่อสู้กัน มีทั้งเสียงกระแทกปึงปัง ตามมาด้วยเสียงร้องแห่งความเจ็บปวด
ด้วยความกลัว เธอแจ้นไปสถานีตำรวจและแจ้งเหตุนี้แก่นายตำรวจที่เข้าเวรอยู่ ไม่รอช้าตำรวจนายนั้นบึ่งออกมาจากสถานีทันที กลายเป็นคนแรกในที่เกิดเหตุ ชื่อ ดาบตำรวจ Albert Kattenborn
เมื่อมาถึง Kattenborn กระทำตามสัญชาตญาณคือพยายามเปิดประตูร้าน แต่เขาก็พบว่าประตูหน้าต่างทุกบานถูกลงกลอน ซึ่งเป็นกลอนเลื่อนไปทางด้านข้างจากด้านในทั้งหมด และไม่ได้ยินเสียงอะไรข้างในเลย
หลังจากสำรวจโดยทั่ว Kattenborn สังเกตเห็นหน้าต่างเล็กรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวนอน วางตัวพาดอยู่ด้านบนประตู (ในต่างประเทศจะนิยมมีไว้เพื่อความสวยงาม เรียกว่า Transom Windows) และเป็นหน้าต่างเพียงบานเดียวที่ไม่มีกรงเหล็กขวางกั้น
เขาเดินหาเด็กตัวเล็กๆ แถวนั้นและขอความร่วมมือเจ้าหนูให้ช่วยปีนเข้าไปให้หน่อย และถึงจะเป็นรูเล็กมากๆ แต่เจ้าหนูตัวเล็กก็ปีนเข้าไปได้อย่างทุลักทุเล
เมื่อเปิดกลอนประตูออก สิ่งที่อยู่ด้านในคือร่างไร้วิญญาณของ Isidore Fink นอนหงายอยู่ห่างจากประตูไปเกือบสุดห้องแรก ข้างกายมีกองผ้าที่ซักแล้วและกำลังจะรีดอยู่จำนวนหนึ่ง เตารีดยังคงร้อนอยู่
ผลการชันสูตร Fink เสียชีวิตจากการถูกยิงด้วยกระสุน .45 3 นัด เข้าที่อกซ้าย 2 นัด และข้อมือซ้ายอีก 1 นัด มุมยิงอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน เขาสวมเสื้อที่ทำจากผ้าบางเบาซับน้ำได้ไม่ดี ทำให้มีเลือดไหลออกมากองที่พื้นจำนวนมาก
ไร้วี่แววของอาวุธสังหาร ไม่ว่าเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจะค้นทุกซอกทุกมุมเพียงใดก็หาไม่พบ ไม่มีจดหมายลาตาย ทฤษฏีการฆ่าตัวตายจึงยากที่จะเชื่อ
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่พบหลักฐาน 2-3 อย่าง แต่แทนที่มันจะช่วยไขปริศนา กลับทำให้เรื่องพิศวงมากขึ้นไปอีก
1. พบเขม่าดินปืนอยู่ที่ข้อมือซ้ายของ Fink อาจเพราะเขายกมือขึ้นกันไว้
2. รอยนิ้วมือทั้งหมดในห้องซักรีดเป็นของ Isidore Fink
3. Mrs. Locklan เพื่อนข้างห้องให้การว่า เธอไม่ได้ยินเสียงปืนแม้แต่นัดเดียว
4. พยานชื่อ Max Schwartz ซึ่งเป็นเจ้าของร่วมของตึกแห่งนี้ หรือผู้ให้ Fink เช่าห้องให้การว่า ช่วงกลางวันเขาเห็นหญิงสาวแต่งกายดีสองนาง ที่ดูไม่เหมือนคนย่าน Harlem เดินอยู่ตรงโถงทางเดินของตึก และเช่นกัน Schwartz ไม่ได้ยินเสียงปืน
5. พยานบุคคลอีกรายหนึ่งซึ่งอ้างตนเป็นเพื่อนของ Fink เล่าให้ฟังว่า เวลาประมาณ 21:50 น. เขาเห็น Fink ยืนคุยกับชายผิวดำและหญิงผิวขาวอยู่หน้าร้าน โดยทั้งคู่พยายามขอซื้อชุดชั้นในเก่าจาก Fink อาจเพราะเห็นว่าเขาเปิดร้านซักรีด คงมีเสื้อผ้าหลงๆ อยู่บ้างจึงอยากขอซื้อในราคาถูก เมื่อเห็นดังนั้นเพื่อนของ Fink จึงเดินกลับบ้านเพราะคิดว่า Fink ยุ่งอยู่
6. ไม่มีสิ่งของใดสูญหายจากที่เกิดเหตุ เงินที่ตัวและในเก๊ะ ทรัพย์สินต่างๆ ยังอยู่ครบ
.
.
เห็นได้ชัดว่านี่คือเหตุฆาตกรรม และเมื่อเป็นเช่นนั้น ศักดิ์ศรีของกรมตำรวจ NYPD ย่อมถูกวางเป็นเดิมพัน ถ้าหากไขไม่ได้ ประชาชนคงนอนตาไม่หลับกันแน่ นักสืบมือดีจากทั่วประเทศถูกเรียกมาที่นิวยอร์กเพื่อร่วมกันทำงาน
การไขคดีเริ่มจากสืบหาแรงจูงใจ แต่ก็ต้องเจอทางตัน เพราะไม่ว่าจะสืบเท่าไร ก็ไม่สามารถหาคนที่เป็นอริหรือคิดร้ายกับ Fink ได้เลย เขาเป็นเพียงผู้อพยพที่ทำงานซักรีดธรรมดาเท่านั้น
ไม่มีแรงจูงใจ, ไม่มีรอยนิ้วมือ, ไม่มีอาวุธสังหาร, ไม่มีหลักฐาน พยาน หรืออะไรทั้งสิ้น กรมตำรวจถูกบีบให้ตั้งสมมติฐานเท่าที่มี ซึ่งมันก็ออกมา ดังนี้
1. Fink มือสังหารเป็นคนตัวเล็ก
ทฤษฎีนี้กล่าวว่า ผู้ใดก็ตามที่สังหาร Fink ได้จะต้องเป็นคนไซส์เล็กมาก ที่มีส่วนสูงน้อยกว่า Fink เกือบครึ่ง ชายแคระผู้นี้ปีนเข้าไปทางหน้าต่างหน้าบนประตู และลั่นไกใส่ Fink ก่อนรีบหนีออกมาโดยการปีนออกทางเดิม ทำให้ประตูหน้าต่างทุกบานยังคงถูกใส่กลอนไว้
ข้อหักล้าง:
• ไม่มีใครได้ยินเสียงปืน
• ถ้ามือสังหารเป็นคนตัวเตี้ยและเล็กเขาจะสามารถปีนขึ้นไปบนหน้าต่างเหนือประตูทั้งไปและกลับได้อย่างไร เพราะขนาดเด็กเล็กยังทุลักทุเล
• จากหลักฐาน เห็นได้ชัดว่าในขณะที่เกิดเหตุ Fink กำลังรีดผ้าอยู่ เขาจะไม่เห็นผู้บุกรุกได้อย่างไร และเมื่อเกิดการปล้ำกันเขาจะแพ้เด็กตัวเล็กๆ เชียวหรือ?
1
ทฤษฏีนี้จึงถูกปัดตกไป
.
2. Fink ถูกซุ่มยิงจากหน้าต่างเหนือประตู
เป็นไปได้ที่ฆาตกรอาจจะซุ่มยิง Fink ผ่านหน้าต่างเหนือประตูนั้น
ข้อหักล้าง:
• ไม่มีใครได้ยินเสียงปืน
• ในถนน 132 ที่ผู้คนเดินกันขวักไขว่ตลอดทั้งคืน การจะต่อตัวหรือเอาเก้าอี้มารองเพื่อปีนขึ้นไปยิงคนที่อยู่ในตึกเป็นเรื่องยาก
• เขม่าปืนที่ข้อมือซ้ายเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าเขาถูกยิงจากระยะประชิด
ทฤษฏีนี้จึงถูกปัดตกไป
.
3. เป็นไปได้ไหมว่า Fink ถูกยิงจากที่อื่นแล้วรีบวิ่งกลับเข้าไปซ่อนในห้อง ลงกลอน และนอนตายอยู่ในนั้น
ข้อหักล้าง:
• ไม่มีใครได้ยินเสียงปืน
• Fink ถูกยิงถึงสามนัด แต่แทนที่จะวิ่งไปขอความช่วยเหลือกลับเข้าไปในห้องและล็อคกลอนรอความตายอยู่ในนั้นหรือ?
• เขาถูกกระสุน .45 เข้าเต็มหน้าอกใกล้หัวใจ ซึ่งต้องโดนปอดแน่นอนถึง 2 นัด น่าจะเพียงพอให้เขาล้มลงได้ทันที
• เขาสวมเสื้อผ้าบางที่ไม่ซับน้ำ หากถูกยิงด้านนอก จะต้องมีรอยเลือดหยดลงไปตามทาง ยาวไปถึงจุดเสียชีวิตแน่นอน
ทฤษฏีนี้จึงถูกปัดตกไป
.
.
คดีนี้ถือเป็นความด่างพร้อยของกรมตำรวจ NYPD โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่าน ผบ.ตร. ในขณะนั้น Edward P. Mulrooney
ปี 1931 สองปีหลังจากเหตุการณ์ Mulrooney ไปออกรายการวิทยุชื่อ Man In The Front Row ของคลืน WOR Radio ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับคดี Isidor Fink ที่ยังคงคาใจชาวนิวยอร์ก
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า คดีฆาตกรรมห้องปิดตายนี้ถือ เป็นจุดด่างพร้อยในอาชีพรับราชการตำรวจของเขา
มันเป็นคดีแรกที่กรมตำรวจ NYPD จำใจต้องปิดคดี โดยจั่วหัวแฟ้มว่า "Insoluble Mystery" หรือปริศนาที่ไม่มีวันไขได้ โดยไม่ยอมเปิดเป็น Cold Case หรือคดีที่รอแก้เหมือนกรณีอื่นๆ
ท่านผู้อ่านครับ ถึงตอนนี้เวลาก็ล่วงมา 91 ปีแล้ว หลายคดีถูกไขได้ เพราะพัฒนาการของเทคโนโลยี
แต่ไม่ใช่กับคดีนี้
1
ระดับความยากของมันถูกยกให้อยู่ในระดับเดียวกับ Jack The Ripper หรือยากกว่าในแง่ของการขาดแรงจูงใจ มันถูกนำมาใช้เป็นกรณีศึกษามากมายในคาบเรียนอาชญวิทยาทั่วโลก
หากเราใช้ทฤษฎี 5W หรือ What, Where, When, Why, How พวกเราไขได้แล้วใน 3 ตัวแรก เหลืออีก 2 ตัวหลัง
ท่านผู้อ่านล่ะครับ Why และ How ของท่านในคดีนี้คืออะไร?
.
.
เกร็ดเล็ก: ผู้เขียนมีสมมติฐานส่วนตัวอยู่ทฤษฎีหนึ่งซึ่งกำลังปะติดปะต่ออยู่ เกิดจากการศึกษาประวัติศาสตร์และสภาพสังคมของอเมริกาในยุคปี 1929 ครับ ซึ่งผมคิดว่าไขข้อสงสัยในบางมุมได้ดี
และนี่คือคีย์เวิร์ดของทฤษฏีผม 3 คำ ท่านผู้อ่านลองไปคิดต่อกันเองนะครับ
1. Prohibition Era
2. Speakeasy Bar
3. Police Bribery
.
เกร็ดน้อย: อาจจะไม่เกี่ยวกัน แต่ผู้เขียนสังเกตว่าชื่อของพยาน Mrs. Locklan Smith ดูแปลกๆ
หากเราเอาชื่อหน้าของเธอคำว่า Lock มารวมเข้ากับนามสกุลของเธอคือ Smith เราจะได้คำว่า Locksmith
ซึ่งแปลว่าช่างกุญแจ.
- Xyclopz
โฆษณา