8 ม.ค. 2020 เวลา 00:58 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
คุณภาพของดินกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ทรัพยากรดินกับการพัฒนาที่ยั่งยืน
การพัฒนาระดับนานาชาติในปัจจุบันมุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมายที่ เรียกว่า Sustainable Development Goals (SDGs) โดยมีเป้าหมายการพัฒนาทั้งหมด 17 เป้าหมายด้วยกัน ซึ่งเป็นข้อตกลงร่วมกันของสมาชิกสหประชาชาติ หรือ UN (The United Nations) การป้องกัน ฟื้นฟู และปรับปรุงทรัพยากรดิน และที่ดิน เป็นส่วนหนึ่งในเป้าหมายการพัฒนาที่ 15 LIFE ON LAND
เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนภายในปี ค.ศ. 2030 ทรัพยากรดิน เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่จะนำพาให้บรรลุเป้าหมาย...
ทรัพยากรดินเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนดังกล่าว โดยเฉพาะเรื่องของคุณภาพดิน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการผลิตพืชให้เพียงพอ ปลอดภัย และมีความมั่นคงทางอาหาร ขจัดความหิวโหย ความยากจน เพราะทรัพยากรดินให้ทุกอย่างกับเรา...ดังคำกล่าวที่ว่า Soils serve us all
วันนี้ Soil Man ขอแชร์ความรู้เกี่ยวกับคุณภาพของดินพอสังเขปครับ เพื่อกระตุกความคิดท่านที่เกี่ยวข้องให้หันความสนใจเรื่องนี้มากขึ้น...เรามาเริ่มกันเลยครับ ...
คุณภาพดิน (soil quality) คือ “ความสามารถของดินที่ทำหน้าที่ที่จำเป็นต่อการใช้ประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง” เป็นความหมายแบบกว้าง ครอบคลุมบทบาทหน้าที่ของดินเพื่อการใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นทางการเกษตร วิศวกรรม และสิ่งแวดแล้ม
ในทางการเกษตร การประเมินคุณภาพดินจึงเป็นสิ่งสำคัญเพราะมีผลโดยตรงต่อผลผลิตและคุณภาพพืชที่จะได้รับเมื่อใช้ดินนั้นๆ ปลูกพืช
แล้วคุณภาพดินที่ว่าประกอบด้วยอะไรบ้างหล่ะ?
องค์ประกอบที่สำคัญของดัชนีคุณภาพดิน
การประเมินคุณภาพดินนั้น เน้นประเมินสมบัติดินที่ตอบสนองหรือมีผลต่อการจัดการดิน หรือที่เรียกว่า ดัชนีคุณภาพดิน (soil quality indicators) ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ 1) ดัชนีคุณภาพดินที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก (inheritant indices) ซึ่งเป็นลักษณะที่เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดิน เช่น เนื้อดิน และ 2) ดัชนีคุณภาพดินที่เปลี่ยนแปลงได้ง่ายตามการใช้ที่ดิน (management indices) เช่น อินทรียวัตถุ ธาตุอาหารพืช เป็นต้น
โดยปกติการประเมินคุณภาพดินเพื่อการเกษตร จะประเมินโดยใช้สมบัติของดิน สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ ดัชนีทางกายภาพของดิน ดัชนีทางเคมีของดิน และดัชนีทางชีวภาพของดิน โดยมีรายละเอียดของดัชนีทั้ง 3 กลุ่ม ดังนี้
1. ดัชนีทางกายภาพ บ่งบอกถึงสภาวะทางกายภาพของดินที่เกี่ยวข้องกับการระบายน้ำระบายอากาศ และการชอนไชของราก และมีผลทางอ้อมต่อความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหาร ดัชนีทางกายภาพ ได้แก่ โครงสร้างดิน ความลึก การซาบซึมน้ำ ความหนาแน่นรวม และการอุ้มน้ำของดิน ความคงทนของเม็ดดินหรือความยากง่ายต่อการกร่อนดิน ดังนั้นดินที่มีดัชนีกายภาพดี ต้องมีลักษณะที่สำคัญคือ ดินร่วนซุย ดินลึก การระบายน้ำและอากาศดี ดินไม่มีชั้นดาน
ข้าวโพดที่งอกสม่ำเสมอในดินที่ร่วนซุย
2. ดัชนีทางเคมี บ่งบอกถึงสภาวะสมดุลของดินและสารละลายดิน ปฏิกิริยาของดินที่ส่งเสริมการละลายและความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชรวมไปถึงธาตุพิษต่าง ๆ ดัชนีทางเคมี ได้แก่ พีเอชดิน การนำไฟฟ้า ปริมาณไนโตรเจนในรูปไนเตรท ดังนั้นดินที่มีดัชนีทางเคมีดีมีลักษณะที่สำคัญคือ ดินมีพีเอชเป็นกลาง ไม่เป็นดินเค็ม มีประมาณธาตุอาหารพืชเพียงพอ
3. ดัชนีทางชีวภาพ บ่งบอกถึงสมบัติดินที่เกี่ยวข้องกับจุลินทรีย์ที่ทำกิจกรรมในการหมุนเวียนธาตุอาหาร คาร์บอนอินทรีย์ ไนโตรเจนอินทรีย์ ดัชนีทางชีวภาพ ได้แก่ จำนวนไส้เดือนดิน อินทรียวัตถุ ดังนั้นดินที่มีดัชนีชีวภาพดีมีลักษณะที่สำคัญที่สังเกตได้ คือ มีไส้เดือนดินจำนวนมาก มีอินทรียวัตถุสูง และมีกิจกรรมของจุลินทรีย์สูง เช่นการย่อยสลายของเศษพืชได้เร็ว
ขุยใส้เดือนดิน ในดินที่มีอินทรีย์วัตถุสูง
ดินที่มีคุณภาพดีต้องมีดัชนีคุณภาพทั้ง 3 สมดุลและเกื้อหนุนกัน แต่ในความเป็นจริง ดินที่ถูกใช้ในการทำการเกษตรส่วนใหญ่มีดัชนีทั้งสามไม่สมดุลกันทำให้ผลผลิตของพืชลดลง การจัดการเพื่อเพิ่มคุณภาพของดินให้สมดุลซึ่งเป็นสิ่งที่ยากและต้องอาศัยแนวทางในการจัดการหลายแนวทางร่วมกัน ได้แก่
1. เพิ่มเติมอินทรียวัตถุ
การเพิ่มเติมอินทรียวัตถุ อย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งจำเป็น เพราะอินทรียวัตถุเป็นตัวช่วยส่งเสริมให้เกิดสมดุลของดัชนีคุณภาพดิน กล่าวคือ อินทรียวัตถุส่งเสริมการเกิดโครงสร้างดินและความคงทนของเม็ดดิน และเป็นแหล่งอาหารของจุลินทรีย์ รวมไปถึงเพิ่มเติมธาตุอาหารพืช โดยเฉพาะไนโตรเจนในดิน แต่สิ่งที่เข้าใจกันคลาดเคลื่อนคือ ทุกคนคิดว่าอินทรียวัตถุเป็นแหล่งของธาตุอาหารหลัก NPK ในความเป็นจริงอินทรียวัตถุเป็นแหล่งของคาร์บอนอินทรีย์ ซึ่งมีไนโตรเจนและธาตุอื่นๆ ในสัดส่วนที่น้อย...และต้องอาศัยระยะเวลาในการย่อยสลายผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Mineralization หรือเปลี่ยนรูปสารประกอบอินทรีย์เป็นเคมี...ถึงจะปลดปล่อยให้พืชดูดกินได้... แต่พืชก็ต้องแย่งชิงกับจุลินทรีย์ในดินด้วย....ดังนั้นในกรณีที่ดินมีธาตุอาหารพืชไม่เพียงพอ เราจึงต้องใส่ปุ๋ยพร้อมกินให้พืช (ปุ๋ยเคมีที่บางท่านกลัว...ว่ามันคือสารพิษ) อย่ากลัวเลยครับ...
ดินป่าไม้ ที่มีดัชนีคุณภาพทั้งสามองค์ประกอบดี หรือเรียกอีกอย่างว่า Vergin Soil
2. ไถพรวนถูกวิธีเพื่อลดการรบกวนโครงสร้างดิน
ถึงแม้ว่าการไถพรวนจะมีผลดินด้านการเตรียมดิน แต่การไถพรวนทำให้โครงสร้างของดินตามธรรมชาติถูกทำลาย และอาจทำให้เกิดชั้นดานไถพรวนได้ การไถพรวนถูกวิธีจะรบกวนโครงสร้างของดินน้อยและยังรักษาระดับอินทรียวัตถุในดิน เช่น ไถพรวนเตรียมดินในขณะที่ดินไม่ชื้นเกินไป และการเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมกับสภาพดิน แต่ในความเป็นจริงเกษตรกรมีทางเลือกน้อย...
3. ใช้ปุ๋ยและสารเคมีแบบแม่นยำ และถูกวิธี
การใช้ปุ๋ยและสารเคมีเกินความจำเป็น อาจส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมคืออาจเกิดการสะสมในแหล่งน้ำ ดังนั้นการใช้ปุ๋ยตามความต้องการของพืช แบบแม่นยำ (ในปัจจุบันกำลังฮิต...)ในปริมาณที่ถูกต้อง จะช่วยทำให้พืชเจริญเติบโตดี ทำให้การใช้ปุ๋ยมีประสิทธิภาพสูง กล่าวคือ มีความคุ้มค่ากับการลงทุนนั่นเอง
4. ปลูกพืชคลุมดิน
การปลูกพืชคลุมดินเป็นแนวทางหนึ่งในการรักษาหน้าดิน ลดการกร่อนดิน และเพิ่มเติมอินทรียวัตถุ โดยเฉพาะการปลูกพืชวงศ์ถั่วจะช่วยเพิ่มธาตุไนโตรเจนในดิน และเป็นแหล่งของไนโตรเจนให้พืชปลูกต่อไป
SOIL MAN เห็นว่าแนวทางนี้น่าจะเป็นแนวทางที่ปฏิบัติได้ทั่วไป...แต่เหมือนทุกคนมองข้ามไป..หากเราสามารถทำเป็นวาระแห่งชาติได้ ทรัพยากรดินของประเทศไทยจะดีขึ้นมากโข
แต่เดี๋ยวก่อน...พืชคลุมดินนี้ต้องมีการคัดสรรให้เหมาะกับพื้นที่แต่ละภูมิภาค และต้องส่งเสริมให้เกษตรกรเห็นคุณค่า เหมือนหญ้าแฝก...
พืชคลุมดินต้องมีคุณภาพสูง ต้องเป็นพืชที่มีไนโตรเจนหรือสะสมไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบสูง > 2.5% ถ้าไม่รู้ว่ามันมีพืชอะไร ก็ทำการวิจัยสิ...อาจได้นวัตกรรมแห่งชาติและสหประชาติก็เป็นได้... และอาจจะใช้เป็นแนวทางพืชคุมวัชพืช เพื่อลดการใช้สารกำจัดวัชพืชได้อีกทาง ใครจะนำไอเดียนี้ไปใช้ ไม่หวงห้าม...ดีกว่าการไปรุมแบน 3 สารโดยไม่มีมาตรการรองรับเสียอีก ว่าไหม? แบนเคมีแล้วยังให้ใช้เคมี ดูแปลกๆๆ...
5. ปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อเพิ่มความหลากหลายของชนิดพืช
การปลูกพืชหมุนเวียนเป็นการเพิ่มความหลากหลายของพืชเป็นแหล่งของอินทรียวัตถุให้แก่ดินซึ่งช่วยเพิ่มความหลายหลายของสิ่งมีชีวิตในดิน และส่งเสริมกิจกรรมของจุลินทรีย์เนื่องจากมีแหล่งของคาร์บอนอินทรีย์ที่หลากหลาย การปลูกพืชหมุนเวียนเป็นวิธีการเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกรในการปรับระบบการผลิตพืช
พืชหมุนเวียนอาจเป็นพืชที่มีราคาสูงหรือให้ผลดีต่อดิน เช่น พืชตระกูลถั่ว เป็นต้น นอกจากนี้ยังช่วยตัดวงจรโรคและแมลง
SOIL MAN ไม่ค่อยเห็นการใช้ระบบพืชหมุนเวียนมากนักในการเกษตรของบ้านเรา เห็นแต่มุ่งเน้นการปลูกพืชเชิงเดี่ยว...ต่อเนื่องหลายปี ซึ่งเกษตรกรอาจจะเสียโอกาสเพราะความเคยชินเดิม....ก็เป็นได้...
ดังนั้น การจัดการดินคุณภาพดินเพื่อการปลูกพืชจำเป็นต้องพิจารณาดัชนีทั้ง 3 ด้านพร้อมกัน และจะทำให้เกิดความยั่งยืนของระบบนิเวศของการผลิตพืช และการพัฒนาฐานของประเทศให้เข้มแข็ง...เมื่อทรัพยากรพื้นฐานอุดมสมบูรณ์ เศรษฐกิจและสังคมก็จะดีตามด้วย... SOIL MAN เชื่ออย่างนั้นจริงๆ...
ที่สำคัญการจัดการคุณภาพดินจะช่วยทำให้ทรัพยากรดินอันทรงคุณค่าของประเทศไทยคงอยู่ยั่งยืนชั่วลูกหลานของเรา...เป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญของพวกเรา...
หากการพัฒนาประเทศมุ่งเน้นแต่วัตถุตัวเงิน แต่ละเลยทรัพยากรทางธรรมชาติ โดยเฉพาะทรัพยากรดิน จนถึงขั้นเสื่อมโทรมใช้ประโยชน์ไม่ได้ เมื่อนั้น เงิน...จะซื้อสิ่งเหล่านี้กลับคืนมาดังเดิมไม่ได้อีกต่อไป...แล้วใครหละจะลำบาก..???
ศึกษา SDGs เพิ่มเติม
โฆษณา