6 ม.ค. 2020 เวลา 13:53 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
“ดาวรูปลูกนัยน์ตา” (Eyeball Planets) เป็นรูปแบบดาวเคราะห์ที่นักดาราศาสตร์เชื่อว่ามีอยู่จริงนอกระบบสุริยะ โดยมีรูปร่างภายนอกคล้ายกับดวงตาของสิ่งมีชีวิต คือมีการแบ่งชั้นของดาวเป็นส่วน ๆ เหมือนเลนส์ตาดำกับตาขาวที่เฝ้ามองเราอยู่ในอวกาศ
รูปลักษณ์เช่นนี้เกิดจากปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่ชื่อว่า ไทดัล-ล็อก (Tidal-locking) อันเป็นปรากฏการณ์ที่ วัตถุ A มีอัตราการหมุนรอบตัวเอง “เท่ากับ” อัตราการโคจรรอบวัตถุ B ทำให้มีด้านหนึ่งที่หันเข้าหาวัตถุ B ตลอดเวลา
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ดาวเคราะห์ที่เกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ จะส่งผลให้ดาวเคราะห์ มีด้านหนึ่งเป็นกลางวันตลอดเวลา และมีอีกด้านเป็นกลางคืนตลอดเวลาด้วยเช่นกัน
และด้วยสภาวะเช่นนี้ หากระยะห่างระหว่างดาวเคราะห์กับดาวฤกษ์สมดุลเพียงพอ ก็จะก่อให้เกิดดาวที่มีรูปร่างเหมือนลูกตาขึ้นมา โดยแบ่งเป็น ดาวรูปลูกตาแบบร้อน (Hot-Eyeball Planets) และ ดาวรูปตาแบบเย็น (Cold- Eyeball Planets)
บนดาวรูปลูกตาแบบร้อน ด้านที่เป็นกลางวันจะมีอุณหภูมิสูงมากจนน้ำระเหยไปหมดเหลือแต่ผิวดาวที่แห้งแล้ง ส่วนด้านกลางคืนก็จะกลายเป็นมหาสมุทรและแผ่นน้ำแข็ง
ขณะที่ดาวรูปลูกตาแบบเย็น ด้านที่เป็นกลางวันจะเป็นมหาสมุทร ส่วนด้านที่เป็นกลางคืนก็จะกลายเป็นน้ำแข็ง
และจากการศึกษาเมื่อปี 2013 ในวารสาร Astrology ก็ระบุว่าดาวรูปลูกตาแบบร้อน มีความเป็นไปได้ที่สิ่งมีชีวิตจะสามารถอยู่อาศัยได้
เนื่องจากบนรอยต่อรูปวงแหวน ระหว่างกลางวันและกลางคืนมีอุณหภูมิที่พอเหมาะ นอกจากนั้นยังมีปัจจัยสำคัญคือธารน้ำแข็งจากฝั่งกลางคืนซึ่งจะค่อย ๆ ละลายออกมาเป็นน้ำจืดอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นวัฏจักรให้พืชสามารถเจริญเติบโตได้
ในทางเดียวกัน สำหรับดาวรูปดวงตาแบบเย็น ฝั่งกลางวันที่เป็นมหาสมุทรขนาดใหญ่ก็มีความเป็นได้สูงที่สัตว์ทะเลจะสามารถอยู่อาศัยได้ แบบเดียวกันบนโลก (เป็นโลกในธีมทะเลนั่นเอง)
ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีรายงานการค้นพบดาวเคราะห์รูปลูกตาอย่างเป็นทางการ เพราะคุณสมบัติเหล่านี้ถือว่าหายากมาก อาจจะยากยิ่งกว่าการมองหาดาวที่มีสภาพแวดล้อมเหมือนโลกเป๊ะ ๆ เสียอีก
แต่อย่างไรก็ตามเอกภพนั้นกว้างใหญ่ไพศาล อาจจะมีรูปแบบดาวเคราะห์ที่แปลกประหลาดมากยิ่งกว่าดาวลูกกะตารอให้มนุษย์ไปค้นพบอีกมากแน่นอน
#Fact
ดวงจันทร์กำลังค่อย ๆ ถอยห่างออกจากโลกไปไกลมากขึ้นเรื่อย ๆ ปีละ 3.8 เซนติเมตร นักวิทยาศาสตร์ประมาณการว่ามันจะถอยห่างจากโลกต่อไปอีกราว ๆ 5 หมื่นล้านปีจนถึงจุดที่วงโคจรเสถียร และไม่มีการเคลื่อนออกไปอีก แต่จากจุดนั้นดวงจันทร์จะใช้เวลาโคจรรอบโลกนานถึง 47 วัน แทนที่จะเป็น 27 วันเหมือนในปัจจุบัน
อ้างอิง (Ref.)
โฆษณา