12 ม.ค. 2020 เวลา 04:00 • การศึกษา
ว่าด้วยเรื่องการบันทึกเสียงสมัยก่อน มีเรื่องสนุกๆมาเล่าให้ฟังได้แทบไม่มีหมด...
เรื่องนึงที่สนุกคือ การมิกซ์เสียง ภาษาอังกฤษเค้าเรียก mix down ภาษาไทยอย่างเป็นทางการเค้าเรียก...การผสมเสียง...
เคยเล่าเรื่องหลักการบันทึกเสียงไปแล้ว แต่ขอทวนคร่าวๆเผื่อใครไม่ได้อ่านตอนก่อนๆ...คือหลักการในตอนอัดเสียงเค้าจะแยกเครื่องดนตรีแต่ละชนิดไว้คนละช่องเสียง หรือคนละแทร็คเพื่อความเป็นอิสระต่อกัน...บางชนิดก็กินที่ไปหลายช่องเสียงหน่อยเช่นกลอง ก็มีแปดแทร็คมั่งสิบมั่งสิบสองมั่ง...
คราวนี้แต่ละช่องเสียงที่บันทึกแยกไว้ เค้าก็ต้องมีการแต่งเสียงกันอยู่...มันมีชื่อของเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้แต่งเสียงเยอะแยะ ผมขอยกมาให้ฟังแบบง่ายๆแล้วกัน...
มีการปรับทุ้มแหลม ภาษาอังกฤษเค้าเรียก equalize หรือเรียกย่อๆว่า EQ...ส่วนการจะปรับเครื่องดนตรีไหนให้ทุ้ม อันไหนให้แหลม ก็อยู่ที่การออกแบบของโปรดิวเซอร์...แต่หลักการก็คือ พยายามให้เครื่องดนตรีแต่ละเครื่อง มีความทุ้มแหลมแตกต่างกัน เรียกว่าหลีกย่านความถี่กัน เพื่อให้แต่ละเครื่อง “โผล่” ออกมาให้ได้ยิน...
ปรับทุ้มแหลมแล้วก็มีปรับซ้ายขวา อันนี้เข้าใจไม่ยาก สมัยก่อนมีแค่ลำโพงซ้ายขวา...อยากให้เครื่องไหนอยู่ซ้ายหรืออยู่ขวา ก็หมุนปุ่มที่เรียกว่า pan ไปได้...แต่สมัยนี้มีหน้ามีหลังขึ้นมาอีกหลายลำโพง
นอกจากซ้ายขวาแล้ว ก็ยังมีเทคนิคในการปรับให้เครื่องดนตรีบางชิ้น ฟังแล้วอยู่ไกลๆ บางชนิดอยู่ใกล้...ก็ทำได้ด้วยการใส่เครื่องปรุง เช่นพริกไท ซ๊อสมะเขือเทศ...เฮ้ยไม่ใช่ ใส่สิ่งที่เรียกว่าเอฟเฟค...ซึ่งมีเยอะแยะและก็ไม่ควรยกมาเล่าให้ปวดหัว...
ปรุงแต่งแต่ละแทร็คเสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อมาก็จะผสมเจ้าเสียงแต่ละแทร็คให้ลงไปอยู่ในแค่สองแทร็ค ที่เค้าเรียกว่าระบบสเตอริโอนั่นเอง...
การมิกซ์เสียงสมัยนี้ไม่ต้องพูดถึงว่ามันก้าวหน้าไปถึงไหน มันไม่ได้จบแค่เอาทุกอย่างยัดลงในสองแทร็ค แต่อย่างที่บอกว่ามีลำโพงหน้าหลังอะไรวุ่นวายไปหมด และพวกเอฟเฟคการปรุงแต่งก็มากมายก่ายกอง...เอาเป็นว่าคอมพิวเตอร์ดลบันดาลได้แทบทุกอย่าง แต่สมัยอนาล๊อคไม่ง่ายยังงี้...
ปลายๆยุคการอัดเสียงอนาล๊อค ก็ยังมีเครื่องทุ่นแรงในการผสมเสียงเป็นระบบที่ติดตั้งมากับแผงมิกซ์เสียง เรียกว่าระบบ automation...คือเราตั้งโปรแกรมไว้ได้ว่า เมื่อเพลงถึงตรงไหน ให้เครื่องดนตรีไหนดัง ถึงตรงไหนให้เบา...ไอ้เจ้าระบบออโตเมชั่นมันก็จะไปบังคับปุ่มเลื่อนขึ้นเลื่อนลงที่เรียกว่า เฟดเดอร์ ให้เลื่อนขึ้นลงได้...ราวกับมีผีสิง...
ซึ่งระบบออโตเมชั่นมันจำเป็นต้องมี เพราะช่วงอนาล๊อครุ่งเรือง เราอัดเสียงกันถึงสี่สิบกว่าแทร็ค...แล้วเวลามิกซ์เสียงที่ต้องเปิดเพลงแบบ real time เราจะเอามือที่ไหนไปคอยดันเฟดเดอร์ให้ดังเบาได้ครบถ้วนทั้งสี่สิบกว่าแทร็ค...
แต่ถ้าย้อนกลับไปให้มันเก่ากว่านั้นอีก...นั่นแหละสนุก...
สมัยอัดเสียงสิบหกแทร็ค เทปยังเป็นเทปเล็กหนึ่งนิ้ว หรือแม้แต่ยี่สิบสี่แทร็คตอนแรกๆ...ระบบออโตเมชั่นยังไม่มี มีแต่ระบบ “ออโต้มือฉัน”...คือใช้นิ้วล้วนๆ คอยดันคอยดึงเฟดเดอร์ให้ดัง-เบา...
แต่เอาวะ...สิบกว่าแทร็คยังพอลุ้นถ้าช่วยกันสองคน...กูเอาแปดแทร็คแรกนะ มึงดูแปดแทร็คหลังนะ...พร้อม เพลงไป...
คราวนี้การจะปรับอะไรดังเบาเท่าไหร่ มันต้องมีการทำเครื่องหมายไว้บนบอร์ดมิกซ์ฮะ...ไม่รู้ว่าฝรั่งเค้าทำกันยังไง แต่พี่ไทยใช้...เทปกาวฮะ...
7
เทปยอดนิยมก็ต้องยี่ห้อนิตโต้ ไม่รู้ตอนนี้มีอยู่รึเปล่า...อันแรกก็ต้องแปะไปที่ฐานของเฟดเดอร์...มีสิบหกหรือยี่สิบสี่แทร็คก็ลากยาวไปเลยตามจำนวนเฟดเดอร์...แล้วก็เขียนบอกว่า แทร็คไหนคืออะไร
BD คือ Base Drum หรือพี่ไทยเรียกว่ากระเดื่อง...SD Snare Drum ก็คือกลองสแนร์...และก็อื่นๆเรียงกันไป
แล้วสำหรับแทร็คที่ต้องมีการเลื่อนดังเบา ก็จะมีเทปแปะไว้ขนานกับร่องเฟดเดอร์อีกต่างหาก...ขีดเขียวขีดแดงขีดดำก็ต้องทำไว้ให้แม่น ว่าถึงจังหวะนี้ให้ปรับลงมาที่ขีดแดงนะ ถึงตรงนั้นให้ดันขึ้นไปขีดเขียวนะ...
คนมิกซ์บางคนเค้าก็เทพเหลือเกิน...มีการวางแผนไว้ก่อนว่า แทร็คไหนที่ต้องเลื่อนเสียงดังเบาในช่วงเดียวกัน ก็จัดมาไว้ในเฟดเดอร์ใกล้ๆกัน เพื่อจะได้บังคับได้ง่ายๆ...หรือบางคนก็เทพขนาดว่า สิบนิ้วของตัวเองใช้ไม่พอ ปากยังคาบดินสอไว้ดันเฟดเดอร์อีกอันด้วย...
สมัยนั้นคนมิกซ์เสียงนี่เค้าต้องเป็นบุคคลแยกต่างหาก ที่โปรดิวเซอร์ต้องจ้างมา...เพราะต้องมีหูพิเศษที่แยกแยะเสียงต่างๆได้ดี รู้จักเอฟเฟคต่างๆดี มีจินตนาการว่าจะจัดระเบียบเจ้าเสียงต่างๆในเพลงยังไง แล้วรู้ว่าจะใช้อะไรเมื่อไหร่...เรียกว่าต้องมีวิชาไม่น้อย...
ค่าวิชาสำหรับการมิกซ์เสียงในสมัยนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความเทพของคนมิกซ์ มีตั้งแต่สองพัน ไปจนถึงห้าพันหกพันบาทต่อเพลงหรือแพงกว่านั้นก็มี...
แต่สมัยนี้...ส่วนใหญ่คนที่เป็นโปรดิวเซอร์ก็มิกซ์เองกันหมดแล้วมั้ง และก็มักจะทำกันที่สตูดิโอในบ้านตัวเอง...อาจจะมีบ้างที่ต้องการงานละเอียด อาจจะจ้างคนมิกซ์ที่เชื่อถือในคุณภาพให้มามิกซ์ให้
เล่าถึงเรื่องห้องอัดสมัยก่อนแล้วก็คิดถึง...ได้เจอเพื่อนฝูง ได้ทำงานเป็นทีม...สนุกโคตรๆเลยครับ
โฆษณา