15 ม.ค. 2020 เวลา 04:45 • ไลฟ์สไตล์
บัตรเดบิตใบไหนน่าใช้บ้าง
อย่างที่ทราบกันว่าวันนี้ (15 มกราคม 2563) เป็นวันที่บัตรเอทีเอ็ม และบัตรเดบิตแบบแถบแม่เหล็กใช้ได้เป็นวันสุดท้าย
หลังจากนี้จะใช้ไม่ได้อีกต่อไป ใครที่ยังไม่เปลี่ยนรีบไปเปลี่ยนเลยนะครับ
ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย
ในตอนนี้ธนาคารไม่มีบริการบัตรเอทีเอ็มแล้ว ใครที่ยังต้องการใช้บัตรเพื่อกดเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม ต้องเปลี่ยนเป็นบัตรเดบิตเท่านั้น
ซึ่งบัตรเดบิตแบบธรรมดา ปกติจะมีค่าแรกเข้า 100 บาท รายปี 200 บาท
แล้วนอกจากบัตรเดบิตแบบธรรมดาแล้ว มีบัตรเดบิตไหนบ้างละที่น่าสมัคร วันนี้ผมได้รวบรวมข้อมูลไว้ให้แล้วครับ
1. บัตรเดบิต digital savings ของ cimb
1
อ้างอิง : https://mgronline.com/columnist/detail/9620000070630
อย่างที่กล่าวไปข้างต้นบัตรเดบิตค่าธรรมเนียมที่ถูกที่สุดของแต่ละธนาคารมักจะคิด ค่าแรกเข้า 100 บาท และรายปี 200 บาท
แต่ไม่ใช่กับบัตรเดบิต digital savings ของ cimb
เพราะมันฟรีทั้งค่าแรกเข้าและรายปียังไงละ ขอเพียงแค่เปิดบัญชี digital savings เราก็จะได้บัตรใบนี้มีใช้ฟรี
และยังสามารถถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มทุกตู้ในไทยฟรีไม่จำกัดจำนวนครั้ง
แถมถ้าเราไปประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และกัมพูชา แล้วลืมแลกเงินมาจากไทยเราสามารถกดเงินจากตู้ของ cimb ในประเทศนั้นๆได้ โดยไม่มีค่าธรรมเนียม
2. บัตรเดบิต TMB all free
อ้างอิง www. tmbbank.com
ถ้าหากว่าพูดถึงบัตรเดบิตที่ทำรายการฟรีได้ทุกตู้ ส่วนใหญ่แล้วก็คงจะนึกถึง tmb all free
แต่ด้วยความที่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาแต่ละธนาคารเปิดให้โอนผ่านแอพมือถือฟรี ก็ทำให้ความน่าสนใจในบัตรนี้น้อยลง
แต่หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวธนาคารก็ได้เปิดบริการรูดบัตร tmb all free เป็นสกุลเงินต่างประเทศแล้วไม่คิดค่าความเสี่ยงเพิ่ม
บางคนอาจจะงงว่าค่าความเสี่ยงคืออะไร โดยปกติแล้วถ้าเราเอาบัตรเดบิตหรือบัตรเครดิตไปรูดสกุลเงินต่างประเทศ อัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้จะเป็นของ VISA หรือ MASTER CARD ซึ่งแล้วแต่บัตรที่เราใช้ว่าเป็นของค่ายไหน
และธนาคารเจ้าของบัตรจะบวกค่าความเสี่ยงเพิ่มอีก 2.5% ด้วย
สมมติเรารูดเป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐจำนวน 1 ดอลลาร์ และอัตราแลกเปลี่ยนของ VISA คือ 30 บาท/ดอลลาร์ เมื่อเรารูดเราจะต้องจ่ายเป็นจำนวนเงิน 30+2.5% = 30.75 บาท
แต่ถ้าเราใช้บัตร tmb all free รูดเราก็จะจ่ายแค่ 30 บาทเท่านั้น
ทั้งนี้บัตรมีค่าแรกเข้า 500 บาทและรายปี 350 บาท ซึ่งก็ค่อนข้างจะแพงอยู่พอสมควร แต่ก็มีเงื่อนไขที่จะทำให้ฟรีค่าธรรมเนียมรายปีได้เช่น
รูดบัตร tmb all free ครบ 15,000 บาทในปีนั้น หรือ
รูดบัตรเครดิตของ tmb ครบ 50,000 บาทในปีนั้น หรือ
เป็นลูกค้าธนบดีหรือธนบดีธนกิจของ tmb
ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.tmbbank.com/accounts/transactional/all-free.html
3. บัตรเดบิต journey ของกสิกร
อ้างอิง : https://www.brandbuffet.in.th/2019/10/kbank-journey-travel-debit-card/
เมื่อพูดถึงบัตรเดบิตที่เอาไปรูดต่างประเทศ บัตรนึงที่จะข้ามไปไม่ได้เลยก็คือบัตร journey ของกสิกร
บัตรใบเวลานำไปใช้รูดที่ต่างประเทศก็จะไม่คิดค่าความเสี่ยงเพิ่มโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนของ visa
1
แต่จะมีบางสกุลเงินที่จะรูดเป็นอัตราแลกเปลี่ยนพิเศษของกสิกรซึ่งถูกกว่าของ visa
บัตรใบนี้มีค่าแรกเข้า 700 บาท รายปี 550 บาท (ค่าธรรมเนียมรายปีปีแรกไม่เก็บ) ส่วนตัวผมซึ่งค่อนข้างแพงกว่า tmb all free มาก
แต่ถ้าใครสมัครบัตรนี้ในปี 2562 มันจะได้สิทธิเข้า miracle louge ฟรี 3 ครั้งต่อปีปฎิทินด้วย
4. บัตรเดบิต scb m visa
อ้างอิง : https://www.scb.co.th/th/personal-banking/cards/debit-cards/debit-scb-m.html
หากว่าคุณเป็นสายช๊อปปิ้ง และบ้านติดกับห้างเดอะมอลล์หรือชอบซื้อของที่เดอะมอลล์บ่อย บัตรเดบิต scb m ก็เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์สำหรับคุณ
สิทธิพิเศษคือจะได้ลด 5% เมื่อซื้อของครบ 800 บาท ในห้างเครือเดอะมอลล์กรุ๊ป หรือที่กรูเมต์ มาร์เก็ต, โฮม เฟรช มาร์ท
และรับ m point 2 คะแนนทุกการใช้จ่ายใน ในห้างเครือเดอะมอลล์กรุ๊ป หรือที่กรูเมต์ มาร์เก็ต, โฮม เฟรช มาร์ท
ค่าธรรมเนียมรายปี จะมีค่าแรกเข้า 100 บาท รายปี 200 บาท ซึ่งเท่ากับบัตรเดบิตแบบธรรมดาเลย
ทั้งหมดนี้ก็เป็น 4 บัตรที่ผมมองว่าน่าใช้ในขณะนี้ ความจริงมันก็มีบัตรแบบให้สะสมด้วยนะเช่น บัตรเดบิต bnk 48 ของออมสิน บัตรเดบิต blackpink ของกสิกร
ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่แล้วแต่คุณละครับว่าชอบแบบไหน บางคนอาจจะไม่ใช้บัตรเดบิตแล้วเพราะใช้วิธีกดเงินไม่ใช้บัตรผ่านแอพแทน
แต่สำหรับผมยังต้องใช้เพราะธนาคารที่รับเงินเดือน เขายังไม่มีเมนูกดเงินไม่ใช้บัตร (เศร้าจัง)
แล้วคุณละครับใช้บัตรเดบิตของเจ้าไหนบ้าง ลองมาแชร์ข้อมูลกันครับ
หากชอบบทความนี้อย่าลืมกดไลก์ กดแชร์ และกดติดตามเพจนี้ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ
โฆษณา