28 ม.ค. 2020 เวลา 07:21 • ไลฟ์สไตล์
Monotasking VS Multitasking
การทำงานแบบไหนดีกว่ากัน?
การพัฒนาแบบก้าวกระโดดของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้ชีวิตเราผูกติดกับโทรศัพท์มือถือเคลื่อนที่แบบสมาร์ทโฟน และการสื่อสารผ่านทางสื่อโซเชียลมีเดียตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการทำงานไปพร้อม ๆ กับการเช็กไลน์ในโทรศัพท์มือถือ การเช็กหน้าฟีดข่าวตลอดเวลาในขณะที่กำลังเดินทางอยู่ สิ่งเหล่านี้ทำให้เราเกิดความเคยชินกับการ Multitasking โดยไม่รู้ตัว
Multitasking คือการทำงานหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกัน เช่น การทำงานและคุยโทรศัพท์กับลูกค้า การเช็กอีเมลพร้อมกับพิมพ์ตอบแชทไลน์เพื่อนในโทรศัพท์มือถือ และการทำงานไปพร้อม ๆ กับการฟังเพลง
จากผลการศึกษาของ David E. Meyer นักวิทยาศาสตร์ด้าน Cognitive และหัวหน้าศูนย์วิจัยศึกษาเกี่ยวกับสมอง การระลึกรู้ และการกระทำ ในมหาวิทยาลัยมิชิแกน กล่าวว่า การทำงานแบบ Multitasking จะทำให้เราอะไรได้ช้าลง และมีโอกาสในการทำงานผิดพลาดสูง
สมองของคนที่ทำงานแบบ Multitasking จะมีการคิดเร็ว ประมวลผลเร็ว และมีการคิดหลายชั้นที่ค่อนข้างจะซับซ้อนอยู่ตลอดเวลา ทำให้สมองกลีบหน้ามีความต้องการให้เลือดไหลเวียนมากขึ้น ซึ่งเมื่อเราทำงานหลาย ๆ อย่างพร้อมกันร่างกายก็จะหลั่งสาร Cortisal และฮอร์โมนความเครียดออกมา ดังนั้นคนที่ทำงานแบบ Multitasking จึงรู้สึกเหนื่อยล้าและอ่อนเพลียง่ายกว่าปกติ
ตรงกันข้ามกับการทำงานแบบ Monotasking ที่เป็นการทำงานให้เสร็จไปทีละอย่าง ซึ่งผลการวิจัยพบว่า สมองของมนุษย์สามารถประมวลผลได้ทีละหนึ่งเรื่องเท่านั้น โดยในช่วงเวลาที่เรากำลังมีสมาธิอยู่กับงานใดงานหนึ่ง สมองของเราจะถูกใช้งานอย่างเต็มที่ในการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ทำให้สามารถมองเห็นรายละเอียดของงานได้มากขึ้น ส่งผลให้งานที่เราทำออกมามีคุณภาพและประสิทธิภาพที่ดีกว่าการทำงานแบบ Multitasking
แต่ทำไมเราถึงยังมีการทำงานแบบ Multitasking ในชีวิตประจำวันกันอยู่?
ในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน มนุษย์เรามีสิ่งเร้าที่คอยรบกวนเวลาในการทำงานอยู่ค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือนจากอีเมล ฟีดข่าวที่มีการอัปเดทอยู่ตลอดเวลา และข้อความแชทจากแอปพลิเคชันต่าง ๆ อย่างเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และสื่อโซเชียลมีเดียอื่น ๆ ดังนั้นเราจึงรู้สึกคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตแบบ Multitasking ในชีวิตประจำวัน
อีกทั้งหากเราสามารถทำงานแบบ Multitasking ได้สำเร็จ สมองก็จะกระตุ้นให้หลั่ง Dopamine หรือฮอร์โมนความสุขออกมา ซึ่งเมื่อเราทำเป็นประจำ สมองของเราก็จะเชื่อมโยงส่วนของความรู้สึกดีเข้ากับการการทำงานแบบ Multitasking โดยอัตโนมัติ ทำให้เราไม่สามารถหยุดตัวเองไม่ให้เช็กมือถือในระหว่างการทำงานได้
อย่างไรก็ตามการทำงานแบบ Multitasking ก็ไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดี เพราะงานหลายประเภทก็สามารถที่จะทำไปพร้อม ๆ กันได้ เช่น การส่งอีเมลหาลูกค้า การจัดการเอกสาร และรับโทรศัพท์ ส่วนงานที่ต้องใช้ความคิด ใช้ไอเดียในการสร้างสรรค์ และเป็นงานที่ต้องใช้ความเรียบร้อยถูกต้อง ก็ควรมีการทำงานแบบ Monotasking เพราะจะต้องใช้สมาธิในการทำงานอย่างเต็มที่
ขณะเดียวกันเราก็ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า งานที่ทำนั้นมีความต้องการในด้านปริมาณหรือคุณภาพมากกว่ากัน หากงานนั้นมีความต้องการในด้านปริมาณ การทำงานแบบ Multitasking จะสามารถตอบโจทย์ได้ดีกว่า แต่ถ้างานที่เราทำนั้นมีความต้องการในด้านคุณภาพ การทำงานแบบ Monotasking ก็จะสามารถตอบโจทย์ได้ดีกว่า
แน่นอนว่าการทำงานทั้งแบบ Monotasking และ Multitasking นั้นต่างก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน ดังนี้
[ ข้อดีของการทำงานแบบ Monotasking ]
- มีสมาธิในการทำงานมากขึ้น
- งานที่ออกมามีคุณภาพและประสิทธิภาพที่ดีขึ้น
- สามารถวางแผนและจัดลำดับความสำคัญของงานได้
- สามารถควบคุมความผิดพลาดในการทำงานได้
[ ข้อเสียของการทำงานแบบ Monotasking ]
- ใช้เวลานานในการทำงานหลายอย่างให้สำเร็จ
- ไม่สามารถที่จะทำอะไรหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกันได้
- รู้สึกกดดันหากจะต้องทำงานหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน
[ ข้อดีของการทำงานแบบ Multitasking ]
- ประหยัดเวลาในการทำงาน ทำให้มีเวลาไปทำเรื่องต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น
- ช่วยให้เราเป็นคนที่สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีขึ้น
- ช่วยพัฒนาทักษะและประสบการณ์การทำงานในด้านต่าง ๆ เพิ่มขึ้น สามารถนำไปต่อยอดในตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกันได้
[ ข้อเสียของการทำงานแบบ Multitasking ]
- ไม่มีสมาธิในการทำงาน ทำให้คุณภาพและประสิทธิภาพของงานลดลง
- ร่างกายเกิดความเหนื่อยล้ามากกว่าปกติ เสี่ยงต่อการเกิดความผิดพลาดของงาน
- เกิดการเบี่ยงเบนความสนใจไปยังงานที่มีความสำคัญน้อยกว่า ทำให้ทำงานหลักได้ไม่เต็มที่ และทำให้งานเสร็จช้ากว่ากำหนด
- เกิดความเครียดเพิ่มขึ้น หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้
นอกจากนี้สภาพแวดล้อมของที่ทำงานก็สามารถส่งผลต่อการทำงานได้ด้วยเช่นกัน เช่น หากเป็นบริษัทที่ไม่ใหญ่มาก มีจำนวนคนน้อยและมีข้อจำกัดในเรื่องของเวลา ทักษะแบบ Multitasking จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นในการทำงาน
หัวใจหลักสำคัญที่ทำให้การทำงานทั้งแบบ Monotasking หรือ Multitasking ออกมามีประสิทธิภาพคือ การจัดลำดับความสำคัญของงานและการรู้จักตัวเอง
1. การจัดลำดับความสำคัญของงาน
การรู้ว่าตัวเองต้องทำงานไหนก่อน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานให้ดีขึ้น โดยหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการจัดลำดับความสำคัญของงาน คือการทำสมุดตารางชีวิตหรือแพลนเนอร์ เพราะจะช่วยทำหน้าที่เป็นเหมือนเครื่องคัดกรองข้อมูล ทำให้เราสามารถวางแผนงานได้อย่างมีระเบียบ และจัดเรียงลำดับความสำคัญของงานได้อย่างชัดเจน ช่วยเคลียร์ข้อมูลหรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็นออกไป ส่งผลให้สมองของเราสามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
2. การรู้จักตัวเอง
การเข้าใจว่าตัวเองสามารถทำงานได้ดีในสภาวะแบบไหน จะช่วยทำให้การทำงานของเรานั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและเป็นผลดีต่อร่างกายของตนเอง เช่น ประสิทธิภาพในการทำงานของบางคนจะลดลงหากถูกรบกวน ดังนั้นพวกเขาจึงต้องการสถานที่ที่เงียบสงบในการทำงาน แต่บางคนจะสามารถทำงานได้ดีขึ้นหากได้เปิดเพลงคลอในระหว่างการทำงาน
ทั้งนี้ ไม่ว่าเราจะเป็นคนที่ทำงานแบบ Monotasking หรือ Multitasking ก็ตาม หากทำงานติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ก็สามารถทำให้สมองและร่างกายเกิดความเหนื่อยล้าได้เหมือนกัน ดังนั้นเราจึงควรประเมินตนเองอยู่เสมอ เพราะแต่ละคนมีความถนัดที่ไม่เหมือนกัน อย่ากดดันตัวเอง และไม่ควรทำงานหนักจนเกินไป การได้หยุดพักจะช่วยทำให้เรารู้สึกสดชื่นและทำงานได้ดีขึ้น รวมถึงยังเป็นการช่วยดูแลสุขภาพของตนเองในระยะยาวได้อีกด้วย
เรียบเรียงโดย K.Kotchawan
กราฟิกโดย M.Maprang
ที่มา Banktarot / Digital Marketing Wow / Freelancebay / Math.mut.ac.th / Medium / Nuttaputch / SkillSolved / SME Thailand Club
#FutureTrends #Futureisnear #Futureisnow
โฆษณา