29 ม.ค. 2020 เวลา 11:48 • ธุรกิจ
โมเดล Subscription ระบบสมาชิก ใครว่าเอ้าท์
Cr. fastcompany.com
เวลาพูดถึงการทำธุรกิจที่ทำให้เราเกิดรายได้แบบเสือนอนกิน เราอาจนึกไปถึงการเช่าให้อสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นคอนโด บ้านเช่า ตึกแถว หรือธุรกิจประเภทให้บริการอย่างเช่น เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ ตู้กดน้ำดื่ม ตู้เติมเงิน ที่จอดรถแบบรายเดือน เป็นต้น
.
หลายคนก็อาจจะรู้สึกว่าธุรกิจพวกนี้กำลังจะตายแล้วหรือเปล่า มันยังทำเงินได้อยู่อีกหรอ ความจริงก็คือมันยังสามารถสร้างรายได้ให้ได้อยู่ แต่อาจต้องอาศัยความ “เก๋าเกม” ที่มากพอในการเลือกโลเคชั่นให้ดีขึ้น ต้องทำธุรกิจประเภทนี้ในแหล่งชุมชนเท่านั้นถึงจะทำไปรอดได้ ที่เราใช้คำว่าเสือนอนกินนั้นก็เพราะผู้ที่ทำธุรกิจนั้นไม่ต้องใช้เวลาดูแลเยอะ ให้สินทรัพย์สร้างกระแสเงินสดให้กับเราได้
ที่นี้ถ้าพูดเสือนอนกินแห่งโลกยุคใหม่ คงต้องยกนิ้วให้กับธุรกิจประเภท Subscription ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เราเห็นโมเดลธุรกิจประเภทนี้มาตั้งแต่สมัยนิยตสารหรือช่วงที่แม็กกาซีนยังบูมอยู่ด้วยซ้ำ ไอเดียของ Subscription มันก็คือระบบสมาชิกนั่นแหละ ถ้าในแง่ผู้ซื้อ มันคือการให้ความสะดวก จ่ายเงินเป็นรายเดือนหรือรายปี ก็ได้รับสินค้าไปง่ายๆ ส่วนในแง่ผู้ขาย ก็แน่นอนว่าเกิด Royalty กับแบรนด์ ขายสินค้าได้ประจำ มีเครื่องการันตียอดขาย นั่นคือระบบ Subscription ในอดีต ปัจจุบันโมเดลนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และเราจะเห็นว่ามีการใช้ระบบนี้ในแทบจะธุรกิจเลยก็ว่าได้
ใกล้ตัวสุดๆ อย่าง
- ค่าอินเตอร์เน็ต หรือค่าโทรศัพท์ที่เราต้องจ่ายกันอยู่ทุกๆ เดือน
- บริการฝากข้อมูลออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น Drive ของ Google, iCloud ของ Apple, OneDrive ของ Microsoft หรือ AWS ของ Amazon
- สตริมมิ่งหนังก็มีหลากหลายเจ้าให้ได้เลือก ทั้ง Netflix, Apple TV+ หรือน้องใหม่อย่าง Disney+
- ฝั่งสตรีมมิ่งเพลงก็มี JOOX, Sportify, Pandora, และ YouTube ที่ก็ลงมาเล่นเกมนี้กับเขาด้วย
- Ride Hailing อย่าง Grab ก็ออกเป็นแพ็จเกจส่วนลด ให้ลูกค้าสามารถใช้บริการในราคาที่ถูกลง ซึ่งถ้าใครเป็นแฟนคลับหรือต้องใช้อยู่เป็นประจำ ก็จะทำให้ได้รับส่วนลดโดยที่ไม่ต้องมานั่งเสริซ์หาโค้ดโปรโมชั่นให้วุ่นวายอีกต่อไป
.
นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ น้อย ให้เราลองนึกเล่นๆ ดูว่าเดือนๆ นึงเราเสียเงินให้กับธุรกิจประเภทนี้ไปแล้วกี่บาท
ด้านบนเราพูดถึงผู้เล่นรายใหญ่ๆ ไปแล้ว ซึ่งพวกเขามีฐานลูกค้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
แล้วถ้าเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือ SME จะเอาโมเดลนี้มาใช้ได้ไหม
ถ้าใครไม่เคยคิดเรื่องระบบ Subscription มาก่อน
คุณอาจกำลังพลาดรายได้สำคัญไป และการทำ Subscription สามารถทำได้ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ได้อีกด้วย
ปีที่แล้วเราเห็นธุรกิจประเภทอาหารกล่องที่รุ่งสุดๆ โดยเฉพาะกลุ่มรักสุขภาพอย่างอาหารคลีน โดยมีบริการจัดส่งถึงที่ ทำเป็นเซทอาหาร มีคำนวณแคลเรอรี่ให้พร้อพสรรพ สามารถเก็บไว้ทานได้เป็นอาทิตย์ มีเมนูให้เลือกตามความชอบใจ คนซื้อก็ได้อาหารที่ตอบโจทย์ ประหยัดเวลา เพราะอาหารคลีนดีๆ ก็หาทานยากไม่ใช่น้อย คนขายก็สามารถทำแบบพรีออเดอร์ได้ ไม่เกิดเป็นสินค้าที่ค้างขายไม่ออก win win ทั้งสองฝ่าย
.
อีกตัวอย่างน่าสนใจจากประเทศญี่ปุ่น ที่เอาไอเดียระบบสมาชิกไปใช้ในร้านกาแฟ เช่น ในร้าน Café Pass ให้ลูกค้าจ่ายค่าบริการรายเดือนประมาณ 4,860 เยน ก็จะสามารถเลือกดื่มกาแฟได้ถึง 30 แก้วสำหรับร้านค้าในเครือทุกร้าน ใกล้สาขาไหนก็เลือกสาขานั้น หรืออย่าง Food Passport ให้บริการอาหารรูปแบบ Omakase คิดค่าบริการเดือนละ 2,980 เยน วันละ 1 ครั้ง เมื่อเราไปที่ร้าน เชฟก็จะทำอาหารโดยใช้วัตถุที่เหลือของร้าน (ก็คือเหลืออะไรที่ร้านก็จะทำเป็นเมนูให้กิน เราไม่สามารถเลือกเมนูได้เอง) นอกจากจะได้กินเมนูสร้างสรรค์ไม่น่าเบื่อ ยังเป็นการลด Food waste ได้อีกด้วย
จะเห็นได้ว่าไอเดียของ Subscription สามารถทำได้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ แถมยังไม่มีข้อจำกัดด้านประเภทของธุรกิจอีกต่างหาก
.
สุดท้ายความท้าทายอยู่ที่เจ้าของธุรกิจที่จะสามารถนำเอาโมเดลนี้ไปปรับใช้กับสินค้าหรือบริการของตัวเองได้เหมาะสมหรือเปล่า มีการควบคุมคุณภาพ และตั้งราคาที่เหมาะสม เพื่อที่จะรักษาฐานลูกค้าที่สำคัญที่สุดนี้เอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้หรือเปล่า
โฆษณา