8 ก.พ. 2020 เวลา 02:12 • ประวัติศาสตร์
'นักรบสปาร์ตัน'
เผ่าพันธุ์ทรหด
.
.
สุดปลายของคาบสมุทร ‘เพโลปอนเนสซอส’ ในกรีซ คือนครรัฐแห่งหนึ่งอันมีชื่อเสียงเรียงนามด้านการทหารมายาวนาน พวกเขาคือ ‘ชาวสปาร์ตัน’ (Spartans) เอกลักษณ์ของชาวสปาร์ตาคือพวกเขาถูกบ่มเพาะให้เป็นนักรบมาตั้งแต่เกิด ต้องเผชิญกับชีวิตอันทรหดตั้งแต่เล็กจนโตเป็นผู้ใหญ่ ในขณะที่ผู้หญิงสปาร์ตันมีบทบาทในสังคมมากกว่านครรัฐอื่นๆ
.
มาร่วมกันตามรอยชีวิตนักรบสปาร์ตา กว่าจะมาเป็นยอดนักรบต้องผ่านอะไรบ้าง
.
.
1.ฝึกเป็นนักรบตั้งแต่ 7 ขวบ
.
เมื่อเด็กชายชาวสปาร์ตันทุกคนอายุครบ 7 ปี พวกเขาจะถูกจับแยกมาเข้าโรงเรียนทหารที่เรียกว่า ‘อโกกี’ (agoge) ในโรงเรียนทหาร บรรดาเด็กชายจะถูกฝึกระเบียบวินัยอย่างเข้มข้น ฝึกร่างกายให้ทรหด และถูกปลูกฝังให้จงรักภักดีกับนครรัฐสปาร์ตาเหนือสิ่งอื่นใด
.
พออายุครบ 12 ปี การฝึกฝนจะยิ่งทวีความโหดหินมากขึ้น บทลงโทษที่พวกเขาเจอจะยิ่งรุนแรงขึ้น เด็กชายจะได้รับเพียงเสื้อทูนิคสีแดงเพียงตัวเดียวไม่ว่าจะในฤดูร้อนหรือฤดูหนาวอันเย็นยะเยือก และต้องเดินเท้าเปล่าเพื่อฝึกความทรหด
.
ย่างเข้า 18 ปี เด็กหนุ่มจะถือว่าเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ พวกเขาจะได้รับมอบหมายหน้าที่เป็นครูฝึกสอนสำหรับเด็กรุ่นใหม่อีกที ระหว่างนี้เอง เด็กหนุ่มที่แสดงศักยภาพเป็นที่สะดุดตาจะถูกหมายให้ไปเข้าร่วมกองกำลังพิเศษ
.
.
2.ภารกิจโหดหินแสนสาหัส
.
ในโรงเรียนทหารอโกกี เด็กๆ จะต้องฝึกการใช้อาวุธ ออกกำลัง เล่นมวยปล้ำ ฝึกต่อสู้กัน อาหารที่ได้รับมีปริมาณที่พอเหมาะเพื่อฝึกความอดทน เด็กๆ ยังต้องฝึกเอาตัวรอดด้วยตนเอง เช่น ลักขโมย หากถูกจับได้จะถูกโบยฐานล้มเหลวในการขโมย นักรบรุ่นเยาว์ยังต้องหาไม้มาทำเตียงนอนไม้ด้วยตนเองโดยไม่มีมีดพร้า ต้องหักท่อนไม้หรือกิ่งไม้ด้วยมือเปล่าเท่านั้น
.
นอกเหนือจากการใช้พละกำลังแล้ว เด็กชายจะต้องเรียนรู้การอ่านเขียน เต้นรำ และดนตรี หากไม่อาจตอบคำถามได้อย่างกระชับ รวบรัด และคมคายตามคติสปาร์ตัน พวกเขาจะถูกลงโทษหนัก
.
.
3.‘คริปเตีย’ หน่วยล่าสังหารทาส
.
สังคมสปาร์ตันเป็นสังคมทาสอย่างแท้จริง ทาสเหล่านี้ถูกเรียกว่า ‘เฮล็อต’ (Helots) พวกเขาคือผู้คนในดินแดนที่ถูกยึดครองโดยพวกสปาร์ตา แต่มีจำนวนมากกว่าชาวสปาร์ตันแท้เสียอีก พวกสปาร์ตันแท้มีสัดส่วนเพียง 1 ต่อ 7 ของพวกเฮล็อต เหล่าทาสไม่มีสิทธิ์มีเสียงในสังคมนักรบ ทั้งยังถูกเหยียดหยาม ดูแคลน หรือแม้แต่ถูกสังหารทิ้งอย่างไม่ใยดี
.
เมื่อเด็กหนุ่มจบการฝึกฝนจากอโกกี ผู้ที่แสดงความสามารถให้เห็นจะได้รับข้อเสนอให้เข้าร่วมกองกำลังพิเศษ ‘คริปเตีย’ (Krypteia) หน้าที่ของคริปเตียเหมือนตำรวจลับ คอยสอดส่องพวกเฮล็อต หาผู้แสดงท่าทีกระด้างกระเดื่อง และสังหารได้ทันทีเพื่อสร้างความหวาดกลัว พวกเขาจะถูกส่งไปตามหมู่บ้านหรือชนบทพร้อมมีดหนึ่งเล่ม
.
เมื่อย่างเข้าฤดูใบไม้ร่วง พลเมืองสปาร์ตาจะได้รับอนุญาตให้ฆ่าทาสคนไหนก็ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย เหล่าคริปเตียจะเพ่งเล็งทาสที่มีร่างกายแข็งแรงเพื่อพิสูจน์ตนเอง เมื่อจบจากหน่วยนี้ไปพวกเขาจะมีโอกาสไต่เต้าไปแวดวงสังคมระดับสูงหรือแม้แต่ผู้นำทางทหารได้ เพราะถือว่าได้พิสูจน์ตนเองว่าสามารถทำทุกอย่างได้เพื่อสปาร์ตาโดยไร้ข้อกังขา
.
.
4.สมาคมชายฉกรรจ์
.
เมื่อฝึกปรือในโรงเรียนทหารจนอายุครบ 20 ปี ชายหนุ่มชาวสปาร์ตันจะต้องออกมาใช้ชีวิตอยู่กับสมาคม ‘ซิสซิเชีย’ (Syssitia) หรือค่ายทหารสำหรับพลเมืองชายทุกคน แต่ละกลุ่มจะมีสมาชิก 15 คน ผู้ชายสปาร์ตันจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในสมาคมนี้ พวกเขาจะมารวมตัวกันเพื่อกินมื้อเย็นด้วยกันฉันสหายร่วมรบ ฝึกการต่อสู้ เรียนรู้เทคนิคหรือเรื่องราวจากผู้มีประสบการณ์ รวมถึงสร้างสายใยเหนียวแน่นในกลุ่ม ทำให้นักรบในกลุ่มเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ออกรบด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
สมาชิกกลุ่มทุกคนไม่สามารถขอลาได้ ถ้าไม่มีเหตุจำเป็น หากออกไปล่าสัตว์ก็ต้องกลับมาพร้อมกับหลักฐาน สมาชิกแต่ละคนยังต้องจ่ายเงินบำรุงและต้องบริจาคผลผลิตทางเกษตรจากที่ดินมาเข้ากองกลางในซิสซิเชียของตน เพื่อเป็นแหล่งเสบียงให้เพื่อนทหาร มีข้อกำหนดว่าทหารแต่ละคนต้องนำเสบียงพอสำหรับ 20 วัน อาหารหลักที่นักรบนิยมกัน ได้แก่ ข้าวไรย์ ข้าวบาร์เลย์ ชีส ไวน์ ผลมะเดื่อ เลือดหมู และเนื้อสัตว์
.
ผู้ชายทุกคนมีหน้าที่เป็นทหารจนถึงอายุ 60 ปี เมื่อใดก็ตามที่รัฐสภาประกาศระดมพล ทุกสมาคมจะต้องรวมไปรวมตัวกันตามคำสั่ง ด้วยความที่ผู้ชายใช้เวลาส่วนใหญ่ในค่ายทหาร ผู้หญิงสปาร์ตาจึงมีสิทธิ์ในการจัดการทรัพย์สินอย่างเต็มที่ กฎหมายของสปาร์ตายังรองรับสิทธิ์ในการจัดการของผู้หญิงมากกว่านครรัฐกรีกแห่งอื่นๆ
.
.
5.งานแต่งอลเวง
.
เมื่อเด็กหนุ่มสปาร์ตันอายุครบ 20 ปี พวกเขาจะถูกกดดันให้แต่งงานกับหญิงสาวอายุรุ่นราวเดียวกันด้วยเหตุผลเพื่อผลิตประชากรทหารรุ่นใหม่ออกมาให้มากที่สุด คู่บ่าวสาวจะได้ฮันนีมูนกันไม่นานก่อนฝ่ายชายจะถูกเรียกตัวกลับเข้าค่ายซิสซิเชียและต้องอาศัยที่นั่นอีก 10 ปีจนกระทั่งอายุได้ 30 พวกเขาจึงจะออกมาใช้ชีวิตกับครอบครัวได้ในที่สุด แต่ก็ยังไปค่ายซิสซิเชียเป็นกิจวัตรประจำวันเพื่อพบปะสังสรรค์กับเพื่อนทหาร
.
ถึงอย่างนั้นก็มีทหารหนุ่มจำนวนไม่น้อยที่แอบหนีออกจากค่ายในยามค่ำคืนเพื่อกลับไปพบภรรยาของตน เพราะหนทางเดียวที่ชายหนุ่มอายุน้อยกว่า 30 จะได้กลับไปอยู่กับครอบครัว ชายที่แต่งงานช้ากว่าคนอื่นหรือบ่ายเบี่ยงการแต่งงานจะถูกหยามศักดิ์ศรี ส่วนผู้ที่มีบุตรมากจะได้รับยกย่องหรือให้รางวัลโดยรัฐ
.
.
6.โล่คือชีวิต
.
นักรบสปาร์ตันส่วนใหญ่เป็นพลรบที่เรียกว่า ‘ฮอปลิเต’ (Hoplite, Hoplitai) แต่ละคนสวมหมวกโลหะประดับพู่ขนม้า สวมเกราะทำจากโลหะหรือผ้าลินินอัดแข็งที่เรียกว่า ‘ลิโนแธร็กซ์’ (Linothrax) มีอาวุธประจำกายคือหอกทำจากไม้หนาหนักที่เรียกว่า ‘โดรี’ (Dory) และโล่กลม ‘ฮอปลอน’ (Hoplon) หรือ ‘แอสปิส’ (Aspis) ขนาดใหญ่ทำจากไม้เนื้อหนัก บุขอบด้วยสำริดหรือเงิน
.
โล่ชนิดนี้เป็นเหมือนชีวิตของนักรบสปาร์ตา ในการรบพวกเขาใช้ขบวนรบแบบ ‘ฟาลังซ์’ (Phalanx) เป็นการยืนชิดแนบโล่กันเป็นแถวและถือหอกเหนือไหล่ โล่ของแต่ละคนจะช่วยป้องกันเพื่อนทหารที่ยืนทางซ้าย ผู้ที่ทำโล่หายหรือเสียโล่จะถูกประณามไม่ต่างจากทหารขี้ขลาด เพราะโล่เป็นอุปกรณ์สำหรับปกป้องเพื่อนทหาร การเสียโล่จึงหมายถึงละทิ้งพวกพ้องหรือไม่ใส่ใจต่อการปกป้องเพื่อนทหาร
.
.
เรื่อง : อันโตนิโอ โฉมชา
ภาพประกอบ : เพ็ญนภา บุปผาเจริญสุข
.
.
อ้างอิง
#นักรบสปาร์ตัน #Spartans #สปาร์ตา #ประวัติศาสตร์กรีก #นักรบโบราณ #สำนักพิมพ์ยิปซี
////////
โฆษณา