13 ก.พ. 2020 เวลา 23:00 • ไลฟ์สไตล์
ใครกำหนดให้เราเลื่อนขั้น?
รู้ได้ยังไงว่าเมื่อไหร่เราถึงจะเลื่อนขั้นได้?
วันนี้มาเบาๆ เป็นเรื่องเล่า ก่อนจะเข้าเรื่องที่ยากขึ้นต่อไป
งด ดราม่า ถือว่ารุ่นพี่เล่าอะไรให้ฟัง
For Your Entertainment
วันนี้มีเหตุให้มานึกถึงเมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้วเมื่อเริ่มฝึกสติปัฏฐาน
ก่อนจะเริ่มฝึกสติปัฏฐานก็ฝึกอานาปาฯ มาก่อนสิบกว่าปี เคยตามอาจารย์ไปนั่งสมาธิในป่าช้า เคยฝึกลมปราณ ฝึกโคจรจิต มโนฯ เตโช วาโย โลหิตต ฯลฯ เคยเข้าถึงอากาสานัญจาฯ ไม่ทำให้พ้นไป ไม่ขอกล่าวถึง
สมัยนั้นครูบาอาจารย์ที่สอนฝึกสติปัฏฐานต่างก็สอนให้ดู กาย เวทนา จิต ธรรม
อธิบายละเอียดละออในวิธีปฏิบัติกายานุปัสนา เวทนานุปัสนา สั่งสอนกล่าวไปกล่าวมาไม่หมดสิ้น
ไม่มีสักผู้เดียวอธิบายเรื่องจิตตานุปัสนาและธรรมมานุปัสนาให้กระจ่างแจ้งหายสงสัยได้เลย
จะโทษอาจารย์ก็ไม่ได้ เราอาจจะยังไม่มีวาสนาเจออาจาย์เอง
เราก็ดำผุดดำว่ายอยู่ในกายานุปัสนามานานหลายปี
1
ทำอะไรก็ให้ดูกาย รู้กาย ไม่เคยคิดสงสัยเลยว่าเมื่อไหร่ถึงจะได้เลื่อนขั้นไปที่เวทนานุปัสนาสักที
ที่ตามรู้กายมาก็หลายปีแล้ว ทำไมมันถึงรู้สึกเหมือนไม่ก้าวหน้าขึ้นมาเลย
ไปสำนักไหนเขาก็บอกให้ไปเริ่มต้นใหม่กับเขาทั้งนั้น
แล้วที่ฝึกมาเป็นสิบกว่าปีก่อนหน้านี้มันไม่มีประโยชน์เลยเหรอ?
ตอนนั้นเราคิดแบบนั้น
แล้วความเอะใจมันก็เกิดขึ้น
(ถ้าไม่เอะใจ ชีวิตจะเป็นยังไงนะ)
ก็แต่ละคนที่บอกให้เราไปเริ่มใหม่
ไม่มีใครเลยสักคนที่อยากรู้เลยว่า
เราเดินทางมาจากไหน?
เราจะไปไหน?
เราถึงไหนแล้ว?
เรามีอะไรติดตัวมาด้วย?
เรายังขาดอะไรอีก?
เราตรงกับที่เค้าสอนรึเปล่า?
เราใช่กลุ่มเป้าหมายของเค้ามั้ย?
วันนั้นเป็นวันที่เราตัดสินใจประเมินตัวเอง
ในเมื่อไม่มีใครมาทำให้เรา ทำไมเราถึงไม่ทำเอง?
เราจะไม่รู้อะไรบ้างเลยหรือ?
ความพยายามที่เราลงไปสิบกว่าปีมันไร้ผลอย่างนั้นหรือ?
แล้ววันนั้นก็เลยเป็นวันที่เราตัดสินใจก้าวขั้นบันไดอีกขั้นหนึ่งที่เรียกว่าเวทนานุปัสนาสติปัฏฐาน
หลังจากนั้น ความก้าวหน้ามันก็บังเกิดขึ้นอย่างใหญ่หลวง
ไม่ต้องไปถามใคร มันเกิดให้เห็นชัดๆ เอง
ความไม่แน่นอนของเวทนาเป็นอย่างไร
ตอนที่มันเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไร
ตอนที่มันหายไปเป็นอย่างไร
ตอนที่มันเกี่ยวข้องกับกายเป็นอย่างไร
มันทำให้เข้าใจกายานุปัสนามากยิ่งขึ้นไปอีก
หลังจากนั้นก็เลยทำสองอย่างพร้อมกัน
รู้กายเมื่อใดก็รู้เวทนาเมื่อนั้น
รู้เวทนาเมื่อใดก็ระลึกรู้กายเมื่อนั้น
บางครั้งก็สลับกันไป
แล้วก็ได้ความรู้ขึ้นมาอันนึง
อันความรู้สึกสุขทุกข์นี้มันเหมือนแมลงอะไรซักอย่างที่มันต่อยเราแล้วหาตัวมันไม่เจอ
ความรู้สึกใดๆก็ตามที่เกิดขึ้นกับเรา แท้จริงแล้วมันเป็นแค่อะไรซักอย่างที่มาตุ่ยๆ รวมแปะอยู่กับร่างกายเรา มันมีขอบเขตแสดงฤทธิ์ของมัน แล้วก็ทำให้เรา ชอบ หรือเรา ไม่ชอบ
เราไม่เคย "รู้จัก" มันอย่างจริงๆ จังๆ เลยซักครั้ง
เอาแต่เรียกชื่อมันตามที่คนอื่นเค้าเรียก
ไม่เคยพิจารณาอย่างถ่องแท้ว่า
ไอ้ตัวที่มันต่อยเราไปเมื่อกี๊ หน้าตาของมันเป็นอย่างไร?
ตัวมันเล็กใหญ่ขนาดไหน?
ด้านหน้าด้านหลังมันเป็นยังไง?
ด้านบนด้านล่างด้านข้างของมันเป็นยังไง?
พอจับตัวมันได้ เราก็พิจารณาอย่างที่สงสัย
เราได้เห็นหน้าตาของมัน
เราได้รู้ว่าด้านบนด้านล่างด้านข้างของมันเป็นยังไง
เราได้รู้ขอบเขตของมัน
แล้วความมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น
ภาวะ "การเปลี่ยนแปลง" ในระดับ "ปัจจุบันขณะ" ทำให้เห็นการ "ละลาย" ของสเตท ของขอบเขตของมัน
สิ่งที่กำลังดูอยู่ มันทนอยู่ไม่ได้
มันละลายหายไปเองต่อหน้าต่อตา
หลังจากนั้นไม่นาน การแยกกายแยกจิต (รูปกับนาม) ก็เกิดขึ้นมาเอง
ตอนที่เราเห็นสภาวะนี้ครั้งแรก มันเป็นสิ่งที่แปลกประหลาด
มันเหมือนได้ดูตัวเองกำลังดูตัวเองอยู่
มันได้เห็นตัวเราเองสามคนในเวลาเดียวกัน
คนที่กำลังทำอะไรอยู่
อีกคนกำลังดูคนที่กำลังทำอะไรคนนั้น
แล้วอยู่ๆสภาวะมันก็ดีดให้เราอีกคนหนึ่งหลุดออกมาดูคนที่สองกำลังดูคนที่หนึ่ง
จากนั้นเราก็เข้าใจได้ว่ามันมีมิติซ้อนอยู่ในปัจจุบันขณะ
เพียงแต่เราไม่ precious พอที่จะเห็นมันและ lock มันไว้
ต่อให้หามันเจอ เราก็ไม่มีความต่อเนื่องนานพอ
แต่มันก็สำคัญอย่างที่สุด
เหมือนมิติของปฐมฌาน มันเป็นอยู่ในปัจจุบันขณะ
ของฌานทุก level ก็เหมือนกัน มันเป็นปัจจุบันขณะทั้งนั้น แต่มันกลับเป็นคนละ realm กัน
เราไม่ต้องไปพยายามนั่งสมาธิให้มันรวมศูนย์ครบองค์ห้าให้ถึงจุด
จุดมันมีพร้อมอยู่แล้ว มันไม่เคยไปไหน เพียงแต่เรามองไม่เห็น เราไม่เคยสังเกตเอง
นั่นคือความรู้เมื่อสิบห้าปีที่แล้ว
และนี่ก็ไม่ทำให้เราพ้นไปเหมือนกัน
เราติดอุปสรรคอันใหม่
แต่เราก็รู้แล้วว่านี่แหล่ะเป็นทาง
ไม่ต้องไปถามใคร
มันคอนเฟิร์มสิ่งที่เรารู้มาโดยตลอด แต่ไม่เคยพยายามจะเข้าใจ
แต่เราก็ยังสงสัยมาตลอดว่าจิตตานุปัสนาฯนั้นเป็นอย่างไร?
ใจก็อยากจะก้าวขึ้นบันไดขั้นใหม่ แต่ในเมื่อมันไม่รู้ว่าจะขึ้นยังไงเลยทำให้ติดขั้นนี้มาเป็นสิบปี
ก่อนหน้านี้ยิ่งนั่งสมาธิยิ่งสงบยิ่งเจริญในฌาน
แต่มาบัดนี้ยิ่งนั่งสมาธิยิ่งฟุ้งซ่านยิ่งถอยหลังลงคลอง
อยากหาคนชี้แนะแก้ไข ไปหาสำนักไหน...
ก็บอกเหมือนกันว่าให้ไปเริ่มต้นใหม่ เหมือนเดิม
ปล่อยไปตามยถากรรม ในที่สุดเมื่อวาระคลายก็ได้พบคำเฉลย
จากเทปหลวงพ่อพุธ
ท่านบอกว่า
เมื่อเราทำสมาธิบ่อยๆ มีความสงบดีแล้ว จิตมันสะสมพลังงานดีแล้ว มันจะมีแรงทำงานอย่างมากมาย
นั่นคือมันจะไปหยิบความคิดมากิน (รู้)
ความคิด คือ อาหาร ของ จิต
ดังนั้นเราจึงหยุดความคิดไม่ได้!
เมื่อจิตมีกำลัง มันจะทำงานของมันเอง
เมื่อจิตหมดกำลัง มันจะหยุดทำงาน แล้วความสงบจะกลับมาอีกครั้ง
หลังจากนั้นเราก็เริ่มเข้าใจวิธีการดูจิต
เรารู้จักความคิดมากขึ้น
แรกๆเราเห็นแค่ตอนที่มัน "เกิดขึ้นมาแล้วและกำลังดำเนินอยู่"
ต่อมาก็เห็น "การเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะไปสู่การสิ้นสุด"
แล้วก็เห็นการเกิดแทรกของความคิดใหม่ทั้งๆที่ของเก่ามันยังไม่จบ
เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์
หลังจากนั้นก็หัวหกก้นขวิดกับการปฏิบัติพร้อมกันสามกองคือกายานุปัสนา เวทนานุปัสนา และจิตตานุปัสนา ต่อมาอีกหลายปี
นานจนท้อว่าชีวิตนี้จะสามารถเข้าใจธรรมมนุปัสนาได้หรือไม่?
ชีวิตนี้มีหวังที่จะพ้นไปได้หรือไม่?
แล้วหลายปีต่อมาก็ได้เข้าใจธรรมมานุปัสนา
ถึงได้เข้าใจว่า ที่เราฝึกดูจิตมาตั้งนานนั้น แท้จริงเราไม่เคยได้เห็นตัวมันจริงๆ เลย
เราได้เห็นแต่เจตสิกเท่านั้น
เรารู้ความข้อนี้ได้อย่างไร?
เมื่อเราได้เคยเห็นจิตเดิมแท้จริงๆแล้ว เราจะรู้เอง
แต่นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
สิ่งที่ท่านได้อ่าน เรียกว่า "ฌานวิสัย"
แต่ละคนอาจจะเหมือนหรือไม่เหมือนกัน ไม่มีทางรู้แน่
ท่านไม่ต้องจำไปเทียบกับของตัวเอง
มันเป็นหนึ่งในสี่ อจินไตย คิดไปก็หัวแตกเปล่าๆ
มันจะกลายเป็นสังขารปรุงแต่งรกสมอง
แต่ละคนมีทางเดินของตัวเอง
นี่เป็นเพียงตัวอย่างการเดินทางของมนุษย์คนนึง
ผิดถูก ธรรมชาติไม่เคยกำหนด
(จริงๆแล้วธรรมชาติไม่รู้จักผิดถูกด้วยซ้ำ)
มีแต่มนุษย์กำหนดกันเอง
เราอัพเกรดทุกครั้งที่เอะใจ
นี่คือเหตุผลที่ Ordinarility เน้นเรื่องการเอะใจของท่าน
(คำว่า "ธาตุเอะใจ" Ordinarility เรียกเอง ไม่เคยได้ยินใครพูดมาก่อน)
บทความในซีรีส์นี้จึงพยายามกระตุ้นความเอะใจของท่าน
ให้ท่านได้พบหนทางของความเอะใจและอัพเกรดสเตทของตัวเอง
ขอให้โชคดีครับ
โฆษณา